KH Camp กับบทบาทใหม่ของการศึกษาลงทุนและผู้นำยุคธุรกิจข้ามชายแดน
โครงการ KH Camp for Next C-Suite คือโครงการพัฒนาผู้นำและการศึกษาลงทุนเชิงปฏิบัติที่ออกแบบให้คนรุ่นใหม่เรียนรู้โลกธุรกิจข้ามชายแดน ผ่านประสบการณ์ตรงในตลาดเวียดนาม การลงพื้นที่จริง การพบปะผู้บริหาร และการศึกษากรณีศึกษาการลงทุนไทยในเวียดนาม เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเป็นผู้นำองค์กรที่เข้าใจทั้งเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ และแนวคิด ESG ในโลกธุรกิจยุคใหม่
การที่ 6 เครือบริษัทไทยขนาดใหญ่จากหลากหลายอุตสาหกรรมจับมือกับ KH Academy ไม่ใช่แค่การสนับสนุนโครงการหนึ่งครั้งแล้วจบ แต่สะท้อนมุมมองร่วมกันว่า การสร้างคนสำคัญพอๆ กับการสร้างโครงการลงทุนใหม่ๆ หากต้องการลงทุนไทยในเวียดนามอย่างต่อเนื่อง เราต้องมีคนรุ่นใหม่ที่เข้าใจทั้งโอกาสและความเสี่ยงของธุรกิจข้ามชายแดนตั้งแต่ยังเป็นนิสิตนักศึกษา ไม่ใช่รอให้ขึ้นเป็นผู้จัดการแล้วค่อยเรียนรู้

หกองค์กรใหญ่: พลังร่วมจากพลังงาน เกษตร การเงิน และระบบขนส่ง
จุดแข็งของ KH Camp อยู่ที่โครงสร้างพันธมิตรที่กว้างและลึก BGRIM และ BCPG เติมมุมมองด้านพลังงานสะอาด CP นำประสบการณ์เกษตรและอาหาร BTS เพิ่มเลนส์ระบบขนส่งและโครงสร้างพื้นฐาน KTB เสริมภาพการเงินธนาคาร ส่วน PRIMESTREET ทำหน้าที่เชื่อมด้านที่ปรึกษาการลงทุน ภาพรวมนี้ทำให้โครงการพัฒนาผู้นำไม่ได้หยุดอยู่แค่ทฤษฎี แต่โยงกับธุรกิจจริงที่กำลังลงทุนไทยในเวียดนามอยู่แล้ว
เมื่อคนรุ่นใหม่ได้เห็นครบทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่การผลิตพลังงาน การเกษตร การเงิน ไปจนถึงระบบขนส่ง พวกเขาจะเข้าใจว่าธุรกิจข้ามชายแดนไม่ได้เป็นเรื่องของบริษัทเดียว แต่เป็นระบบนิเวศที่เชื่อมโยงหลายภาคส่วน การฝึกให้คิดแบบระบบตั้งแต่ต้น คือการเตรียมว่าที่ C-Suite ให้พร้อมตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ในอนาคต มากกว่าการเป็นแค่ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านแคบๆ

เวียดนาม: ห้องเรียนจริงของการลงทุนข้ามพรมแดน
หัวใจของค่ายภาคสนามครั้งนี้คือการพาคนรุ่นใหม่ไปเรียนรู้เวียดนามในฐานะทั้งคู่แข่งขันและคู่ร่วมลงทุน เมืองญาจางถูกใช้เป็นกรณีศึกษาโครงสร้างเศรษฐกิจ การค้า และการท่องเที่ยว ขณะที่โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ Phu Yen TTP ของ BGRIM กลายเป็นห้องทดลองการลงทุนไทยในเวียดนามแบบที่จับต้องได้ การเห็นโรงงานจริง พูดคุยกับทีมงาน และถามคำถามในสถานที่ ทำให้คำว่า “ธุรกิจข้ามชายแดน” เปลี่ยนจากคำสวยหรูในตำรา เป็นประสบการณ์ตรงในชีวิต
ตามข้อมูลที่นายชาญชัย สงวนวงศ์ นำมาเล่าให้ผู้ร่วมโครงการฟัง “ปัจจุบัน GDP ของไทยอยู่ที่ประมาณ 19 ล้านล้านบาท ขณะที่เวียดนามอยู่ที่ประมาณ 17 ล้านล้านบาท” ตัวเลขนี้ไม่ใช่เพื่อให้วิตก แต่เพื่อสะท้อนว่าหากเวียดนามเติบโตเฉลี่ยราว 7% ต่อปี ขณะที่ไทยโตเพียง 1–3% ช่องว่างจะปิดเร็ว คนรุ่นใหม่ที่ได้เห็นพัฒนาการเหล่านี้ด้วยตาตัวเองจะเข้าใจว่าการมองเวียดนามเป็นทั้งตลาดและพันธมิตรลงทุนคือยุทธศาสตร์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

KH Camp ในฐานะโค้งสุดท้ายของว่าที่ผู้นำ ก่อนก้าวสู่โลกการทำงาน
KH Camp ถูกออกแบบให้เป็น “โค้งสุดท้าย” ของนิสิตปี 3–4 ที่กำลังจะเข้าสู่ตลาดแรงงาน โดยไม่จำกัดตัวเองอยู่กับการฝึกงานแบบรับคำสั่ง แต่ผลักให้ผู้เข้าร่วม 21 คนคิดและทำงานจริงกับผู้บริหารมืออาชีพ การคัดเลือกสุดยอด 3 คนให้ต่อยอดผ่าน Business Exploration Program ในต่างประเทศ คือแรงจูงใจเชิงสัญลักษณ์ว่า ความมุ่งมั่นและการเรียนรู้เชิงลึกมีผลต่องานจริง ไม่ใช่เพียงคะแนนในใบเกรด
สิ่งที่น่าสนใจคือหลักคิดสามคำที่นายชาญชัยฝากไว้ “ความมั่งคั่ง โอกาส และความเสี่ยง” ความมั่งคั่งในความหมายใหม่รวมทั้งความรู้ ความน่าเชื่อถือ และเครือข่าย โอกาสต้องถูกต่อยอดด้วยความใฝ่รู้และความกล้าทำ ส่วนความเสี่ยงต้องถูกประเมินอย่างมีสติ แนวคิดเหล่านี้เมื่อผูกกับการศึกษาลงทุนและธุรกิจข้ามชายแดน ทำให้เห็นชัดว่าโครงการพัฒนาผู้นำไม่ควรผลิตคนที่กลัวความเสี่ยง แต่ควรผลิตคนที่เข้าใจและบริหารมันได้

บทสรุป: ถ้าอยากลงทุนไทยในเวียดนาม ต้องเริ่มจากการลงทุนในคน
ข้อความสำคัญที่ KH Camp ส่งออกมาชัดเจนคือ การลงทุนไทยในเวียดนามจะยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อเรายอมลงทุนในคนของตัวเองก่อน KH Academy ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างเครือบริษัทไทยกับโอกาสในเวียดนาม ผ่านทั้งองค์ความรู้ เครือข่าย และประสบการณ์จริง การสร้างโครงการพัฒนาผู้นำที่เน้นธุรกิจข้ามชายแดน จึงไม่ใช่กิจกรรมเสริมภาพลักษณ์ แต่คือกลยุทธ์ระยะยาวในการรักษาความสามารถการแข่งขันระดับภูมิภาค
ในมุมมองเชิงนโยบายและภาคเอกชน การขยายความร่วมมือแบบนี้ให้ต่อเนื่องและลึกขึ้นคือสิ่งที่ควรเกิดขึ้นต่อไป ไม่ว่าจะผ่านการเพิ่มหลักสูตรใหม่ เช่น AI และ Machine Learning หรือการดึงบริษัทจากภาคส่วนอื่นเข้าร่วม สิ่งที่เราเห็นวันนี้คือจุดเริ่มต้นของระบบนิเวศการศึกษาลงทุนที่จริงจัง ซึ่งอาจกลายเป็นแบบอย่างให้สถาบันอื่น หากสังคมเห็นตรงกันว่าผู้นำยุคใหม่ต้องเรียนรู้โลกตั้งแต่ยังนั่งอยู่ในห้องเรียน





