ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ตลาดรถไฟฟ้าพุ่งแต่ฐานผลิตยังตามไม่ทัน ทำไมรถนำเข้าจีนครองเกม

ตลาดรถไฟฟ้าพุ่งแต่ฐานผลิตยังตามไม่ทัน ทำไมรถนำเข้าจีนครองเกม
ความสนใจ|การเลือกซื้อรถพลังงานใหม่

ตลาดรถไฟฟ้าไทยกำลังโตแบบ “นำเข้าโต ผลิตไม่ทัน” หมายถึงอะไร

ตลาดรถไฟฟ้าไทย คือภาพรวมของยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) และโครงสร้างการแข่งขันของค่ายรถที่เข้ามาทำตลาด โดยเฉพาะบทบาทของรถนำเข้าจีน เทียบกับรถผลิตไทย ที่กำลังทำให้โครงสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์เปลี่ยนจากการพึ่งพารถเครื่องยนต์สันดาป (ICE) ไปสู่รถไฟฟ้า แต่การเติบโตของยอดขายกลับไม่ได้แปลว่าเกิดการผลิตและสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศในสัดส่วนเดียวกัน

จุดตั้งต้นของภาพนี้ชัดมากจากตัวเลขคาดการณ์ยอดขายรถยนต์รวมที่ 675,000 คัน เติบโต 8.7% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีกลุ่มรถนั่งและอเนกประสงค์เป็นตัวดันหลัก และในกองทัพรถใหม่เหล่านี้ รถไฟฟ้า BEV กลายเป็นพระเอกที่ทุกคนพูดถึงด้วยยอดขายที่คาดว่าจะพุ่งขึ้นถึง 210,000 คัน หรือเติบโต 71% จากปีก่อน การเติบโตเช่นนี้ควรเป็นข่าวดีของผู้บริโภคและอุตสาหกรรม แต่เมื่อแยกดูโครงสร้างการผลิต กลับพบว่ามีเพียง 45% ของ BEV ที่คาดว่าจะผลิตในประเทศ ขณะที่อีก 55% ยังต้องนำเข้า นี่คือสัญญาณเตือนว่าเราอาจกำลังได้ตลาดรถไฟฟ้าที่โตเร็ว แต่ฐานการผลิตในประเทศกลับวิ่งตามไม่ทัน

ตลาดรถไฟฟ้าพุ่งแต่ฐานผลิตยังตามไม่ทัน ทำไมรถนำเข้าจีนครองเกม

ทำไมยอดขาย BEV พุ่ง แต่โรงงานในประเทศยังไม่ใช่ผู้ชนะ

หากมองผิวเผิน ยอดขาย BEV ที่โต 71% แตะ 210,000 คัน ดูเหมือนเป็นชัยชนะของนโยบายสนับสนุนรถไฟฟ้าและความต้องการของผู้บริโภคที่พุ่งสูง ส่วนหนึ่งมาจากการเร่งส่งมอบรถที่ค้างจากมาตรการ EV3.0 และแรงหนุนจากสงครามตะวันออกกลางที่ดันราคาน้ำมัน ทำให้คนสนใจรถไฟฟ้ามากขึ้น แต่เบื้องหลังยอดขายที่สวยงามคือข้อเท็จจริงว่าเกินครึ่งของรถเหล่านี้ไม่ได้ถูกผลิตในประเทศ

สาเหตุสำคัญคือผู้ผลิตจำนวนหนึ่งเลือกไม่เข้าร่วมมาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5 ทำให้ยังสามารถนำเข้า BEV จากจีนที่มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่า โดยใช้สิทธิภาษีนำเข้า 0% ผ่านความตกลงการค้าเสรี นั่นหมายความว่า ในมุมมองธุรกิจ การนำเข้ารถไฟฟ้าสำเร็จรูปยังคุ้มค่ากว่าการตั้งฐานผลิตใหม่ในประเทศ อีกด้านหนึ่ง แม้จะมีค่ายรถที่ลงทุนผลิต BEV ในประเทศภายใต้มาตรการ EV3.0 และ EV3.5 แล้ว ก็ยังต้องนำเข้าบางรุ่น เพราะขนาดตลาดยังไม่ใหญ่พอให้การผลิตทุกรุ่นคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ และต้นทุนการผลิตในประเทศยังสูงกว่าจีน จึงไม่แปลกที่ความสำเร็จด้านยอดขายยังไม่แปลเป็นชัยชนะของโรงงานในประเทศแบบเต็มตัว

ตลาดรถไฟฟ้าพุ่งแต่ฐานผลิตยังตามไม่ทัน ทำไมรถนำเข้าจีนครองเกม

รถนำเข้าจีนยึดส่วนแบ่งตลาด เพราะอะไร และใครเสียใครได้

หากถามว่าค่ายไหนได้ประโยชน์มากที่สุดจากกระแส BEV คำตอบชัดเจนคือค่ายรถสัญชาติจีน เพราะกว่า 91% ของ BEV ที่จำหน่ายในตลาดเป็นรถสัญชาติจีน เมื่อส่วนแบ่งของ BEV ในตลาดรถใหม่ถูกคาดว่าจะเพิ่มเป็น 31% จาก 20% ปีก่อน ส่วนแบ่งตลาดของค่ายจีนจึงขยับขึ้นมาแถว 32% ของรถจดทะเบียนใหม่ ขณะที่ค่ายดั้งเดิมที่เคยครองตลาดมานานกำลังถอยลงจาก 77% เหลือ 68%

โครงสร้างนี้สะท้อนว่า "ตลาดรถไฟฟ้าไทยกำลังโตบนหลังรถนำเข้าจีน" มากกว่าจะโตบนฐานผลิตในประเทศ ผู้ผลิตจีนได้เปรียบจากต้นทุนผลิตที่ต่ำกว่าและสิทธิภาษีนำเข้า ทำให้ตั้งราคาแข่งขันได้และปล่อยรุ่นใหม่เข้ามาถี่ ส่วนค่ายดั้งเดิมจำนวนมากยังติดอยู่กับฐาน ICE และ HEV ที่ส่วนแบ่งกำลังหดตัว โดย ICE ถูกประเมินว่าจะลดจาก 55% เหลือ 39% ในขณะที่ HEV แม้จะเพิ่มจาก 22% เป็น 27% แต่ก็โตช้ากว่า BEV อย่างชัดเจน ผลคืออุตสาหกรรมในประเทศที่เคยพึ่งการผลิต ICE และ HEV กลับถูกลดบทบาทลง ในขณะที่มูลค่าจำนวนมากไหลออกไปกับรถนำเข้า

โครงสร้างภาษีและเกมนโยบาย: จะดึงฐานผลิตกลับได้อย่างไร

เมื่อการเติบโตของตลาด BEV ไม่ได้แปลว่างานผลิตและมูลค่าเพิ่มอยู่ในประเทศ สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือการชำแหละโครงสร้างภาษีและมาตรการสนับสนุนใหม่ทั้งหมด เพราะวันนี้โครงสร้างภาษีทำให้บางค่ายมีแรงจูงใจนำเข้ามากกว่าลงทุนสร้างโรงงาน อย่างกรณีที่ใช้สิทธิภาษีนำเข้า 0% ภายใต้ FTA เพื่อนำ BEV จากจีนเข้ามาขาย โดยไม่จำเป็นต้องตั้งฐานผลิต

ข้อเสนอที่ควรคิดต่อคือ โครงสร้างภาษีควรออกแบบให้ต่างกันอย่างมีนัยระหว่างรถผลิตในประเทศกับรถนำเข้า เพื่อจูงใจให้เกิดการผลิต ใช้ชิ้นส่วนในประเทศ และสร้างมูลค่าเพิ่มด้านเทคโนโลยี ไม่ใช่แค่กระตุ้นยอดขายระยะสั้นเท่านั้น แหล่งข้อมูลวิเคราะห์ชัดว่า ความท้าทายของอุตสาหกรรมไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มยอดขาย แต่คือการเปลี่ยนการเติบโตของตลาดรถไฟฟ้าให้ต่อยอดไปสู่การผลิตและการใช้ชิ้นส่วนภายใน รวมถึงการสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจในภาพรวม หากไม่เร่งออกแบบนโยบายรอบใหม่ เราอาจได้สังคมที่ใช้รถไฟฟ้ามากขึ้น แต่ต้องยอมรับว่าโรงงานและห่วงโซ่อุตสาหกรรมยังอยู่ในมือประเทศคู่ค้า

ตลาดรถไฟฟ้าพุ่งแต่ฐานผลิตยังตามไม่ทัน ทำไมรถนำเข้าจีนครองเกม

สำหรับผู้ซื้อวันนี้: ส่วนแบ่งตลาดเปลี่ยนแล้วควรอ่านเกมอย่างไร

แม้จะไม่มีคำตอบตายตัวว่าควรเลือกฝั่งไหน แต่โครงสร้างตลาดที่เปลี่ยนไปให้สัญญาณบางอย่างกับผู้ซื้อ รถนำเข้าจีนที่ครองส่วนแบ่ง BEV กว่า 91% มักได้เปรียบเรื่องรุ่นให้เลือกและการแข่งขันด้านราคา เพราะใช้ต้นทุนผลิตต่ำและภาษีนำเข้า 0% จาก FTA ในขณะที่ค่ายดั้งเดิมที่มีฐานผลิตในประเทศยังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจาก ICE และ HEV มาสู่ BEV จึงอาจเคลื่อนตัวช้ากว่า

มุมหนึ่ง การที่ตลาดรถไฟฟ้าไทยโตแรงช่วยเพิ่มตัวเลือกให้ผู้ซื้อ แต่ในเชิงเศรษฐกิจภาพใหญ่คือสัญญาณเตือนว่าอุตสาหกรรมในประเทศกำลังเสียพื้นที่ไปให้รถนำเข้า หากในอนาคตนโยบายภาษีหรือมาตรการสนับสนุนมีการปรับเพื่อดึงฐานผลิตกลับ ผลกระทบอาจย้อนมาสู่โครงสร้างราคาและตัวเลือกในโชว์รูมได้เช่นกัน ดังนั้นผู้ซื้อยุคใหม่จึงควรดูมากกว่าราคา ณ วันนี้ แต่ต้องมองไปถึงทิศทางส่วนแบ่งตลาดและรูปแบบการสนับสนุนจากภาครัฐ ว่ากำลังพาเราไปสู่ตลาดที่แข็งแรงบนฐานผลิตในประเทศ หรือเป็นเพียงตลาดบริโภคที่พึ่งรถนำเข้าต่อไป

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!