ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ฟองสบู่ AI จะกลายเป็นจุดเปราะบางใหม่ของเศรษฐกิจหรือไม่

ฟองสบู่ AI จะกลายเป็นจุดเปราะบางใหม่ของเศรษฐกิจหรือไม่
ความสนใจ|วิเคราะห์ข้อมูลด้วย AI

ฟองสบู่ AI คืออะไร และทำไมการโตเร็วอาจกลายเป็นกับดัก

ฟองสบู่ AI คือภาวะที่การลงทุนเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ หรือฮาร์ดแวร์ไฮเทค เติบโตเร็วกว่าความต้องการจริงในเศรษฐกิจ ทำให้ราคาสินทรัพย์และมูลค่าบริษัทถูกผลักสูงเกินพื้นฐาน เมื่อวัฏจักรลงทุนเริ่มชะลอ รายได้และคำสั่งซื้อหดตัว นักลงทุนลดการใช้จ่ายและถอนเงินทุน ผลที่ตามมาคือการปรับฐานรุนแรง กระทบการจ้างงาน การส่งออก และความมั่นคงของระบบการเงินในวงกว้าง จึงกลายเป็นความเสี่ยงเชิงระบบที่ไม่ใช่แค่ปัญหาของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่

สิ่งที่น่ากังวลคือ เศรษฐกิจไทย AI ในปัจจุบันถูกดันด้วยแรงส่งจากการส่งออกสินค้าไฮเทคและการลงทุนเอกชนที่ผูกกับคลื่นเทคโนโลยีโลกมากกว่าปัจจัยพื้นฐานภายในประเทศ เมื่อมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยออกมาเตือนความเสี่ยงนี้ จึงไม่ใช่สัญญาณเล็ก ๆ แต่เป็นคำถามใหญ่ว่าเรากำลังสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน หรือกำลังผูกเศรษฐกิจเข้ากับฟองสบู่ AI รอบใหม่กันแน่

ตัวเลขสวยแต่ซ่อนเสี่ยง การเติบโตของ GDP ที่ผูกกับคลื่น AI

มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยปรับประมาณการ GDP ปี 2569 จาก 2.0% เป็น 2.5% โดยชี้ชัดว่าแรงหนุนหลักมาจากการส่งออกสินค้ากลุ่มไฮเทคและอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับ AI และดาต้าเซ็นเตอร์เติบโตถึง 17.8% พร้อมกับการลงทุนภาคเอกชนที่เร่งตัวต่อเนื่อง คำกล่าวหนึ่งที่ควรจดจำคือ "ศูนย์พยากรณ์ฯ ประเมิน GDP ไทยปี 2569 ในกรณีฐานว่าจะขยายตัว 2.5% แต่หาก Hyperscaler ชะลอการลงทุน 10% GDP จะลดเหลือประมาณ 2.2%"

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า เศรษฐกิจไทย AI กำลังพึ่งพาวัฏจักรลงทุนของบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีหรือ Hyperscaler อย่างเข้มข้น เมื่อศูนย์พยากรณ์ฯ จำลองฉากทัศน์พบว่า หากคำสั่งซื้อและการลงทุนใหม่ที่ไทยได้รับลดลง 10% อาจทำให้เศรษฐกิจหายไปประมาณ 58,421 ล้านบาท และกด GDP ลง 0.29% หากชะลอถึง 20% ความเสียหายจะพุ่งเป็นราว 1.17 แสนล้านบาท และฉุด GDP ลง 0.58% จากกรณีฐาน การเติบโตที่ผูกกับนักลงทุนกลุ่มเล็ก ๆ ในต่างประเทศเช่นนี้ ย่อมไม่ใช่การเติบโตที่ปลอดภัย

ดาต้าเซ็นเตอร์และส่งออก AI เครื่องยนต์ใหม่ที่อาจล้มหัวเรือ

ศูนย์ยุทธศาสตร์ด้านการค้าชี้ว่า กระแสการลงทุนด้าน AI และดาต้าเซ็นเตอร์กำลังกลายเป็นเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจ เพราะไทยได้รับผลดีพร้อมกันทั้งจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับ AI และเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ การส่งออกไตรมาส 2 ขยายตัว 16.1% มูลค่าประมาณ 3.23 ล้านล้านบาท เป็นแรงขับเคลื่อนหลักของ GDP ท่ามกลางการใช้จ่ายในประเทศที่ยังอ่อนแรง นี่คือภาพชัดเจนของ ส่งออก AI ไทย ที่กำลังฉุดเศรษฐกิจให้ดูแข็งแรง

แต่คำถามคือความยั่งยืน การลงทุนเครื่องจักรและเทคโนโลยีที่ขยายตัวสูง สะท้อนว่าทุนกำลังไหลเข้าห่วงโซ่อุปทาน AI และดาต้าเซ็นเตอร์อย่างหนัก เมื่อเศรษฐกิจผูกกับวัฏจักรเดียวมากเกินไป ความเสี่ยง AI ลงทุน จึงเพิ่มขึ้นตามโดยตรง หากคลื่น AI โลกเริ่มชะลอ ไทยจะถูกกระทบพร้อมกันทั้งด้านส่งออกและการลงทุน เพราะน้ำหนักของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และกิจกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ในโครงสร้างเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เราจึงกำลังเดินอยู่บนสะพานที่ยังสร้างไม่เสร็จ แต่รีบวิ่งข้ามด้วยความเร็วสูง

เศรษฐกิจรูปตัว K ใครได้ประโยชน์จากคลื่น AI กันแน่

แม้ตัวเลขการส่งออกและการลงทุนจะดูสวย แต่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเตือนตรง ๆ ว่าเศรษฐกำลังฟื้นแบบ K-shape การเติบโตไปกระจุกตัวในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่และเทคโนโลยี ขณะที่ SME และครัวเรือนยังคงถดถอย อีกบทวิเคราะห์ระบุว่า เศรษฐกิจขาบนคือกลุ่มไฮเทค เซมิคอนดักเตอร์ AI และดาต้าเซ็นเตอร์ กำลังโตตามคลื่นลงทุนเทคโนโลยีโลก ส่วนเศรษฐกิจขาล่างอย่าง SME อุตสาหกรรมดั้งเดิม อสังหาริมทรัพย์ และภาคเกษตรกลับไม่ได้รับประโยชน์มากนัก

นี่คือสัญญาณว่า ฟองสบู่ AI ไม่ได้เสี่ยงแค่จะแตก แต่ยังเสี่ยงสร้างความเหลื่อมล้ำลึกขึ้น เมื่อกำไรจากคลื่นเทคโนโลยีไหลไปสู่ผู้เล่นรายใหญ่ไม่กี่ราย ขณะที่ธุรกิจฐานรากยังติดกับปัญหายอดขายตก ต้นทุนสูง และเข้าถึงทุนได้จำกัด หากเศรษฐกิจโตแบบนี้ต่อไป ตัวเลข GDP ที่ไต่ระดับขึ้นสู่ 2.5% จะไม่มีความหมายกับคนส่วนใหญ่ และเมื่อวงจร AI หยุดหมุน เศรษฐกิจขาบนสะดุด ขาล่างที่ไม่แข็งแรงอยู่แล้วอาจล้มตามแบบลูกโดมิโน

จาก 2.5 สู่ 2.0 เป้าหมายการเติบโตที่ห้อยอยู่บนความไม่แน่นอน

ศูนย์พยากรณ์ฯ คาดว่าในกรณีฐาน GDP ปี 2569 จะขยายตัว 2.5% และประเมินเบื้องต้นว่าปี 2570 จะขยายตัวในกรอบ 2.0–3.0 ค่ากลาง 2.5% โดยมีแรงหนุนจากการขอรับการส่งเสริมการลงทุนในกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ AI และยานยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง แต่ตัวเลขที่ดูมั่นคงนี้กลับห้อยอยู่กับสมมติฐานว่าคลื่นลงทุน AI/Hyperscaler จะเดินหน้าตามแผน

หาก Hyperscaler ชะลอการลงทุน 10% GDP มีโอกาสลดเหลือประมาณ 2.2% และในกรณีแย่ที่สุดที่ปัจจัยลบอื่น เช่น ผลไต่สวนมาตรา 301 ของสหรัฐ และการเก็บภาษีเพิ่ม 15% เกิดพร้อมกัน GDP อาจลดลงเหลือราว 2.0% นี่คือคำเตือนชัดเจนว่าการฝากอนาคตไว้กับคลื่น AI เพียงอย่างเดียวคือความเสี่ยง ไม่ใช่กลยุทธ์การพัฒนาเศรษฐกิจระยะยาว รัฐและภาคธุรกิจจึงต้องเร่งทำสองเรื่องคู่กัน คือ บริหารความเสี่ยงจากความผันผวนของฟองสบู่ AI และเสริมความสามารถแข่งขันของ SME ให้เชื่อมต่อกับเศรษฐกิจ AI ได้จริง ไม่ใช่แค่ยืนมองคลื่นจากชายหาด

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!