ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

เมื่อ Netflix เล่นกับไฟ: ขีดเส้นใหม่ของความเสี่ยงบนแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง

เมื่อ Netflix เล่นกับไฟ: ขีดเส้นใหม่ของความเสี่ยงบนแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง
ความสนใจ|ซีรีส์อเมริกัน

Netflix กับการทดลองสุดเสี่ยง: นิยามใหม่ของความบันเทิงหรือการละเมิดศีลธรรม

Netflix ซีรีส์ที่ขึ้นเรื่องในครั้งนี้คือการตัดสินใจสร้างเรียลลิตี้จาก Stanford Prison Experiment การทดลองด้านจิตวิทยาที่โด่งดังเรื่องความรุนแรงเชิงอำนาจและข้อครหาด้านจริยธรรม การนำการทดลองที่ถูกมองว่าไร้มาตรฐานและทำร้ายผู้เข้าร่วมกลับมาสร้างเป็นรายการเพื่อความบันเทิง ทำให้เกิดคำถามว่าขอบเขตของความเสี่ยงของสตรีมมิ่งอยู่ตรงไหน และแพลตฟอร์มควรรับผิดชอบต่อผลกระทบทางจิตใจและวัฒนธรรมของผู้ชมมากเพียงใด หัวใจของเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ความแปลกใหม่ของคอนเซ็ปต์ แต่คือท่าทีของแพลตฟอร์มที่ยอมทดลองกับเส้นบางๆ ระหว่างการสำรวจธรรมชาติของมนุษย์กับการใช้ความทุกข์ของคนมาเป็นวัตถุดิบให้คนดู ความกล้าของ Netflix ในการดันโปรเจกต์เช่นนี้จึงไม่ได้น่าชื่นชม แต่ควรถูกตั้งคำถามอย่างจริงจังว่ากำลังนำโลกบันเทิงไปในทิศทางที่มืดมนเกินไปหรือไม่

เมื่อ Netflix เล่นกับไฟ: ขีดเส้นใหม่ของความเสี่ยงบนแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง

จากห้องใต้ดินสแตนฟอร์ดสู่จอสตรีมมิ่ง: ประวัติศาสตร์ที่ถูกทำให้เป็นเกม

เพื่อจะเข้าใจว่าทำไมการนำ Stanford Prison Experiment มาทำรายการถึงน่ากังวล เราต้องย้อนดูว่าการทดลองดั้งเดิมเกิดอะไรขึ้น ในปี 1971 นักจิตวิทยา Philip Zimbardo และทีมได้เปลี่ยนชั้นใต้ดินของอาคารจิตวิทยามหาวิทยาลัย Stanford ให้กลายเป็นคุกจำลอง โดยสุ่มให้ชายกลุ่มหนึ่งรับบทผู้คุมและนักโทษเพื่อศึกษาพลวัตอำนาจในระบบดังกล่าว ผู้คุมถูกให้ชุดเครื่องแบบเพื่อสื่อถึงอำนาจและความไม่เปิดเผยตัวตน และได้รับการปฐมนิเทศให้รักษากฎหมายและสร้างความไร้อำนาจแก่ผู้ต้องขัง แต่ถูกกำชับว่าห้ามโหดร้าย ตามแผน การทดลองจะกินเวลา 14 วัน แต่ต้องถูกหยุดหลังผ่านไปเพียง 6 วัน เพราะเกิดกรณีทรมานทั้งด้านร่างกายและจิตใจ รวมถึงการอดนอน การลงโทษแบบหมู่ และการล่มสลายทางอารมณ์ของผู้เข้าร่วม นี่คือเหตุการณ์ที่ทำให้คนจริงๆ ได้รับบาดแผลทางจิตใจ แต่วันนี้มันถูกแพ็กใหม่ให้เป็น “ความบันเทิงแบบเรียลลิตี้” บนหน้าจอสตรีมมิ่ง

ข้อครหาทางวิชาการที่ Netflix มองข้าม

ปัญหาใหญ่คือ Stanford Prison Experiment ไม่ใช่แค่โหดร้าย แต่ยังถูกโจมตีว่าเป็นวิทยาศาสตร์ลวงและผิดจริยธรรมอย่างหนัก การทดลองนี้ถูกมองว่าเป็น pseudoscience ที่มีข้อบกพร่องจำนวนมาก เพราะมีรายงานว่าผู้คุมถูกกระตุ้นหรือชี้นำให้แสดงพฤติกรรมก้าวร้าว นักจิตวิทยาสมัยใหม่จำนวนมากจึงวิจารณ์ว่า ผลลัพธ์ไม่ได้สะท้อนอิทธิพลของสภาพแวดล้อมล้วนๆ แต่สะท้อนความคาดหวังและคำใบ้จากทีมวิจัยซึ่งเรียกว่า demand characteristics แม้ผลสืบเนื่องด้านบวกคือการผลักดันให้มีมาตรฐานจริยธรรมเพื่อคุ้มครองผู้เข้าร่วมงานวิจัยมนุษย์เข้มงวดขึ้นในสหรัฐอเมริกา ความจริงที่ปวดร้าวคือการทดลองนี้ถูกใช้เป็นความทรงจำเตือนใจถึงสิ่งที่ไม่ควรทำกับมนุษย์ การเปลี่ยนความผิดพลาดทางประวัติศาสตร์ให้กลายเป็นรายการแข่งขันในคุกจริงที่มีอาสาสมัคร 30 คนถูกแบ่งเป็นผู้คุมและนักโทษในคุกจริงตามเรื่องย่อของรายการ จึงดูเหมือนการกลบเสียงเตือนจากวงวิชาการ และยกย่องความล้มเหลวเชิงจริยธรรมให้กลายเป็นจุดขาย

เรียลลิตี้ คุกจำลอง และช่องว่างของความรับผิดชอบ

เมื่อความโหดของการทดลองในอดีตพบกับสูตรเรียลลิตี้ยุคใหม่ ความเสี่ยงก็ยิ่งทวีคูณ เรียลลิตี้จำนวนมากประสบความสำเร็จจากการสร้างความขัดแย้ง การจัดบทบาทตัวร้าย และการตัดต่อให้ดราม่าพุ่งสูง ผู้ผลิตมักดึงสายเบื้องหลังเพื่อปั้นโครงเรื่องให้คนดูติดหนึบ ซึ่งทั้งหมดนี้ตั้งอยู่บนการถอดมนุษย์ออกจากบริบทชีวิตจริงให้กลายเป็นตัวละครบนจอ ในโลกจริง ตำรวจและผู้คุมเรือนจำต้องผ่านการฝึกอบรม การกำกับดูแล และกลไกตรวจสอบเพื่อป้องกันการใช้อำนาจเกินขอบเขต แต่เมื่อรายการโยนคนธรรมดาเข้าไปเล่นบทผู้คุมในคุกจำลองโดยมีแรงจูงใจจากชื่อเสียงและความกดดันของกล้องคำถามเรื่องความรับผิดชอบก็ผุดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นขอบเขตอำนาจที่ผู้เล่นได้รับ การกำกับดูแลจากทีมโปรดิวเซอร์ หรือผลกระทบระยะยาวต่อสุขภาพจิตผู้เข้าร่วมและผู้ชม นี่คือด้านมืดของความเสี่ยงของสตรีมมิ่งที่ใส่เสื้อคลุมว่าเป็น “การทดลองทางสังคม” ทั้งที่จุดโฟกัสแท้จริงอาจไม่ใช่การเรียนรู้ แต่เป็นเรตติ้ง

เมื่อความแปลกใหม่ชนะจริยธรรม: เราจะปล่อยให้สตรีมมิ่งลากเส้นไปไกลแค่ไหน

การที่แพลตฟอร์มขนาดใหญ่ยอมสร้างรายการอย่าง New Stanford Prison Experiment ที่เตรียมออกฉายวันที่ 21 ตุลาคม สะท้อนภาพใหญ่ของอุตสาหกรรมบันเทิงยุคสตรีมมิ่ง นั่นคือการแข่งกันดันขอบเขตความแปลก ความแรง และความช็อกให้สูงขึ้นเรื่อยๆ เพื่อแย่งเวลาและความสนใจของผู้ชม ในกระบวนการนั้น ศีลธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคมมักถูกวางไว้ที่เบาะหลัง ผู้สนับสนุนโปรเจกต์อาจอ้างว่า รายการกำลังตั้งคำถามว่า “อำนาจส่งผลต่อการตัดสินใจเชิงศีลธรรมอย่างไร” อย่างที่โปรดิวเซอร์คนหนึ่งกล่าว แต่เมื่อคำถามถูกผูกกับเรตติ้งและโครงสร้างเรียลลิตี้ที่สร้างความกดดันและการเปิดโปงต่อสาธารณะ เราควรถามกลับว่า นี่เป็นการเรียนรู้ทางจิตวิทยา หรือเป็นการจำลองความโหดแบบ voyeurism ให้คนดูเสพความทุกข์ของผู้อื่น ท้ายสุด ความเสี่ยงของสตรีมมิ่งจึงไม่ใช่แค่การแข่งขันของแพลตฟอร์ม แต่คือความเสี่ยงที่สังคมทั้งสังคมจะชินกับเนื้อหาที่ใช้มนุษย์เป็นวัตถุดิบทดลอง เมื่อผู้ชมยังดูต่อไป แพลตฟอร์มก็มีเหตุผลจะผลักเส้นไปอีก การตั้งคำถามและเลือกไม่สนับสนุนคอนเทนต์เช่นนี้อาจเป็นวิธีเล็กๆ ที่ทำให้เส้นแห่งศีลธรรมไม่ถูกเลื่อนออกไปไกลจนมองไม่เห็น

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!