Netflix ยกเลิกโครงการ Squid Game ภาษาอังกฤษ: สัญญาณว่ากระแสหลักสำคัญกว่าพรีเมียม
การที่ Netflix ยกเลิกโครงการ Squid Game ภาษาอังกฤษซึ่งเป็นซีรีส์แอดแปตเมนต์ขนาดใหญ่สะท้อนให้เห็นว่าแพลตฟอร์มสตรีมมิงรายนี้กำลังปรับกลยุทธ์ครั้งสำคัญ หันจากโปรเจกต์พรีเมียมที่ต้นทุนสูงไปสู่คอนเทนต์ที่หวังผู้ชมวงกว้างมากขึ้น โดยเลือกรวมทรัพยากรทั้งด้านซีรีส์และเกมให้ตอบโจทย์กระแสหลักแทนการทดลองแอดแปตเมนต์หลายเวอร์ชันเฉพาะตลาดย่อยๆ. เว็บไซต์บันเทิงรายหนึ่งรายงานว่าเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม Netflix ได้ตัดสินใจยุติการพัฒนา Squid Game เวอร์ชันภาษาอังกฤษในชื่อ “Heckler” โดยตรง โครงการนี้ตั้งใจสร้างเป็นเวอร์ชันอเมริกันของซีรีส์ต้นฉบับ พร้อมเนื้อเรื่องใหม่ แต่สุดท้ายถูกหยุดไว้ทั้งที่เตรียมงานมาหลายปี สิ่งที่ทำให้การยกเลิกนี้โดดเด่นคือเบื้องหลังโปรเจกต์มีชื่อของ David Fincher ผู้กำกับที่แฟนคอหนังยกให้เป็นตัวแทนงานคุณภาพสูง ไม่ใช่งานสายแมสทั่วไป
ทำไมซีรีส์แอดแปตเมนต์ถึงไม่ใช่คำตอบของกลยุทธ์ Netflix อีกต่อไป
การตัดสินใจยุติ Heckler ไม่ได้เกิดจากเหตุผลเดียว แต่ชี้ให้เห็นว่าซีรีส์แอดแปตเมนต์ขนาดใหญ่เริ่มไม่สอดรับกับทิศทางธุรกิจใหม่ของแพลตฟอร์มสตรีมมิงรายนี้แล้ว ด้านหนึ่ง กระบวนการเตรียมการผลิตที่ยืดเยื้อหลายปีบวกกับการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารระดับสูงทำให้โปรเจกต์เสียโมเมนตัมและถูกเลื่อนซ้ำๆ จนความสำคัญในลิสต์ของ Netflix ลดลงเรื่อยๆ อีกด้านหนึ่ง David Fincher เองก็หันไปโฟกัสภาพยนตร์เรื่องอื่นเมื่อเห็นว่าโครงการไม่เดินหน้าต่อเนื่อง. ที่น่าคิดคือท่าทีของผู้สร้างดั้งเดิม Hwang Dong-hyuk ซึ่งออกมาคัดค้านแนวคิดการสร้างใหม่ในสไตล์ฮอลลีวูดหลายครั้ง พร้อมย้ำว่าเนื้อเรื่องหลักของ Squid Game จบสมบูรณ์แล้ว และไม่จำเป็นต้องดึงตัวละครเดิมกลับมา เขาเปิดไฟเขียวเฉพาะการขยายจักรวาลผ่านมุมมองรอง เช่นชีวิตปริศนาของบุคคลสวมหน้ากากหรือเหล่าร้ายที่จัดการแข่งขัน เมื่อผู้ถือสิทธิ์กับแพลตฟอร์มคิดไม่ตรงกัน โครงการใหญ่จึงยิ่งเสี่ยงสูงในสายตาผู้บริหารที่ต้องจัดสรรงบประมาณอย่างเข้มงวด.
จากแอดแปตเมนต์สู่ภาคแยกเฉพาะตลาด: การปรับจังหวะให้ทันผู้ชมยุคสตรีมมิง
แทนที่จะเดินหน้าทำเวอร์ชันอเมริกันของ Squid Game แบบตายตัว Netflix ถูกระบุว่ากำลังพิจารณาแนวทางใหม่ คือสร้างซีรีส์ภาคแยกที่ออกแบบให้เหมาะกับแต่ละตลาดเป็นพิเศษ แนวคิดนี้เปิดพื้นที่ให้เรื่องราวเกิดในประเทศต่างๆ เช่นบราซิลหรือนอร์เวย์ และใช้ทรัพยากรวัฒนธรรมท้องถิ่นเพื่อสร้างมุมมองใหม่ให้แฟรนไชส์ นี่คือการกลับด้านจากโมเดล "หนึ่งเวอร์ชันครอบจักรวาล" ไปสู่การออกแบบคอนเทนต์ที่เน้นการเชื่อมโยงกับผู้ชมในบริบทของตัวเอง. ในทางปฏิบัติ การเปลี่ยนจุดโฟกัสแบบนี้ช่วยลดความเสี่ยงของโปรเจกต์ขนาดมหึมาอย่างซีรีส์แอดแปตเมนต์ภาษาอังกฤษ แต่ยังคงความสามารถในการต่อยอดชื่อ Squid Game อยู่ การเลือกสร้างภาคแยกหลายรูปแบบในระดับกลางแทนการเสี่ยงกับงานยักษ์หนึ่งชิ้นสะท้อนความระมัดระวังด้านงบผลิตและการเน้นผลตอบแทนที่จับต้องได้มากขึ้น ผู้ชมจึงมีโอกาสเห็นเรื่องราวในจักรวาลเดียวกันหลากรสชาติ โดยไม่จำเป็นต้องคาดหวังเวอร์ชันอเมริกันที่ทับซ้อนกับต้นฉบับ.
แผนเกมใหม่ของ Netflix: ลดสตูดิโอ เพิ่มเกมกระแสหลัก
ทิศทางที่เน้นกระแสหลักไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะฝั่งซีรีส์ ฝั่งเกมของ Netflix ก็ถูกจัดระเบียบใหม่ด้วยเช่นกัน บริการเกมที่เริ่มจากการให้เล่นเพียงไม่กี่เกมบนมือถือปลายปี 2021 ปัจจุบันขยายเป็นคลังเกมกว่า 120 เกม พร้อมรองรับการเล่นผ่านเว็บบนแล็ปท็อปและพีซี รวมถึงทีวีที่รองรับ แต่การเติบโตมาพร้อมการปรับโฟกัส โดยบริษัทระบุว่าจะให้ความสำคัญกับ “kids gaming, party games, story-driven fare and games with mainstream hooks” ซึ่งล้วนคือเกมที่เข้าถึงผู้เล่นวงกว้างได้ง่าย. การขยับนี้มีต้นทุนด้านคนและสตูดิโอ Netflix เคยปิดสตูดิโอ Team Blue และ Boss Fight Entertainment มาก่อน และล่าสุดก็เริ่มลดขนาดสตูดิโอในบ้านอีกครั้ง สตูดิโออย่าง Night School Studio และ Moonloot ต้องเผชิญการปิดตัวและการปลดพนักงาน ตามรายงานระบุว่าบริษัทย้ำว่า "การปิดสตูดิโอเป็นเรื่องของการโฟกัส ไม่ใช่การหนีจากธุรกิจเกม" ซึ่งชัดเจนว่าเป้าหมายคือจัดระเบียบทรัพยากรให้แน่นไปในทิศทางเกมที่มีศักยภาพทางแมสมากกว่า.

ผู้ชมควรอ่านทิศทางใหม่ของ Netflix อย่างไร
เมื่อมองภาพรวม ทั้งการยกเลิกโครงการ Squid Game ภาษาอังกฤษและการลดขนาดสตูดิโอเกมสะท้อนปรัชญาเดียวกันคือการรวมศูนย์ทรัพยากรไปยังงานที่มีโอกาสเข้าถึงผู้ชมและผู้เล่นจำนวนมากที่สุด Netflix ยังเดินหน้าลงทุนในเกมผ่านสตูดิโอภายในที่ทำงานร่วมกับทีมพัฒนาภายนอก และยังมีสตูดิโอหลักอย่าง Next Games คอยผลักดันเกมใหม่ๆ ที่สอดรับแนวคิดเกมสำหรับเด็ก ปาร์ตี้ และเกมเนื้อเรื่องที่มี "mainstream hooks" โดยตรง. สำหรับผู้ใช้ ผลกระทบระยะสั้นคือฝั่งคอนเทนต์พรีเมียมและซีรีส์แอดแปตเมนต์อาจลดความโดดเด่นลง ขณะที่แคตตาล็อกเกมกลับดูเป็นมิตรกับครอบครัวและกลุ่มเพื่อนมากขึ้น บริการเกมกว่า 120 เกมที่เล่นได้ทั้งบนมือถือ เว็บ และทีวี แปลว่าประสบการณ์การใช้งาน Netflix เริ่มขยายจากการ “ดู” ไปสู่การ “เล่น” ภายใต้กรอบเนื้อหาที่กระแสหลักเข้าได้ง่าย ผู้ชมที่ชอบงานทดลองอาจต้องปรับความคาดหวัง แต่สำหรับคนส่วนใหญ่ นี่อาจเป็นการปรับทิศทางที่ทำให้ค่าบริการที่จ่ายไปคุ้มค่าขึ้นเพราะมีคอนเทนต์ตอบโจทย์สไตล์การใช้ชีวิตทุกวันมากกว่า.






