รับแอปรับแอป

Netflix กลืน Warner Bros. 7 หมื่นล้าน ปิดตำนานโรงหนังหรือเปิดมหากาพย์จักรวาลซีรีส์?

วรัญญา แสงทอง02-04

Netflix เขย่าโลกบันเทิง: จากแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งสู่จักรวาลสตูดิโอยักษ์

ดีลที่ Netflix ทุ่มกว่า 70,000 ล้านดอลลาร์ เข้าซื้อกิจการ Warner Bros. Discovery ครอบคลุมทั้งสตูดิโอภาพยนตร์ Warner Bros. และบริการสตรีมมิ่ง HBO Max คือจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของวงการบันเทิงโลกอย่างแท้จริง

นี่ไม่ใช่แค่การซื้อกิจการธรรมดา แต่คือ ครั้งแรกที่แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งเบอร์หนึ่งของโลก กลายเป็นเจ้าของหนึ่งในสตูดิโอที่ทรงอิทธิพลที่สุดของ Hollywood

ผลจากดีลนี้ไม่ได้สะเทือนแค่ในห้องประชุมผู้บริหาร แต่ยังส่งแรงกระเพื่อมไปถึงผู้ชมทั่วโลก ที่กำลังรอดูว่า

  • เมื่อ Netflix จับมือ Warner Bros. และ HBO Max

  • วงการโรงภาพยนตร์จะอยู่ตรงไหน

  • อนาคตของหนังและซีรีส์คุณภาพจะไปทิศทางใด

จากปริมาณสู่คุณภาพ: Netflix ได้ครองคลังคอนเทนต์ระดับตำนาน

ก่อนดีลนี้ Netflix เคยถูกมองว่าเป็นแพลตฟอร์มที่ เน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพ ซีรีส์ออกเยอะ แต่ก็ถูกยกเลิกไวเป็นเงาตามตัว หลายเรื่องไปไม่ถึงซีซัน 3 ด้วยซ้ำ

แต่เมื่อได้ครองคลังคอนเทนต์ของ Warner Bros. และ HBO เกมก็เปลี่ยนทันที เพราะนี่คือบ้านของแฟรนไชส์ระดับแม่เหล็กของโลก เช่น

  • Harry Potter

  • DC Universe

  • The Batman

  • The Matrix

  • รวมถึงผลงานระดับตำนานของ HBO อย่าง The Sopranos, The Wire, Succession, The Last of Us

แปลว่าอะไร?

สมาชิก Netflix กว่า 300 ล้านคนทั่วโลก มีโอกาสจะได้ดูคอนเทนต์เหล่านี้ในแอปเดียว ไม่ต้องวิ่งสมัครหลายแพลตฟอร์มให้เปลืองเงินและเปลืองเวลาอีกต่อไป

ในมุมผู้ใช้งาน นี่คือ กำไรล้วนๆ แบบไม่ต้องทำอะไรเพิ่ม แต่ในมุมวงการ มันคือคำถามใหญ่เกี่ยวกับอำนาจผูกขาดและความหลากหลายของคอนเทนต์

อำนาจใหม่ของยักษ์สตรีมมิ่ง: ควบทั้งผลิตและจัดจำหน่าย

การที่ Netflix ได้สิทธิ์เต็มใน Warner Bros. Studios ไม่ได้หมายถึงแค่ได้โลโก้เปิดเรื่องสวยๆ แต่หมายถึง

  • ควบคุม ทั้งการผลิต (Production)

  • และ การจัดจำหน่าย (Distribution)

ในแบบที่ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อนในยุคสตรีมมิ่ง

นี่แหละจุดที่หลายฝ่ายเริ่มกังวลเรื่องการผูกขาด เพราะเมื่อคนดูจำนวนมหาศาลผูกกับแพลตฟอร์มเดียว สตูดิโอใหญ่ในมือหนึ่งเดียว โรงหนังและผู้สร้างอิสระทั่วโลกก็ต้องเตรียมรับแรงสั่นสะเทือนระลอกใหญ่

ดีลนี้อาจทำให้ Netflix

  • มีสิทธิ์ตัดสินใจว่าเรื่องไหนจะฉายในโรง

  • เรื่องไหนจะลงสตรีมมิ่งทันที

  • และจะดันเรื่องไหนให้กลายเป็น “ปรากฏการณ์ระดับโลก”

นี่ไม่ใช่การเป็นแค่แพลตฟอร์มอีกต่อไป แต่คือการเป็น “ประตูหลักของวัฒนธรรมป๊อปโลก”

Netflix vs มาตรฐาน HBO: เมื่อคุณภาพเจอโมเดลปริมาณ

การชนกันของสองดีเอ็นเอที่ต่างกันสุดขั้ว คือสิ่งที่หลายคนจับตา

  • Netflix: ออกคอนเทนต์ถี่ ยิงทุกแนว หว่านกว้าง ทดสอบตลาดเร็ว ยกเลิกเร็ว

  • HBO / Warner Bros.: ลงทุนน้อยเรื่อง แต่เน้นคุณภาพ กลายเป็นมาตรฐานของซีรีส์และหนังคุณภาพสูงระดับ Hollywood

คำถามใหญ่คือ

  • เมื่อ HBO และ HBO Max มาอยู่ใต้ชายคา Netflix

  • ชื่อของ HBO จะยังหมายถึงคุณภาพระดับเทพอยู่ไหม?

  • หรือจะถูกกลืนให้กลายเป็นอีกหนึ่ง “หมวดหมู่” ในทะเลข้อมูลของ Netflix

หลายคนกลัวว่า โมเดลธุรกิจที่เน้นปริมาณของ Netflix จะทำให้

  • งบต่อโปรเจกต์ถูกเฉลี่ยให้บางลง

  • การทดลองแบบเสี่ยงๆ สไตล์ HBO ถูกลดทอน

  • โทนงานและความกล้าชนประเด็นสังคมอาจอ่อนลง เพื่อเอาใจฐานคนดูจำนวนมากทั่วโลก

และนี่คือสิ่งที่ทำให้แฟนซีรีส์สายคุณภาพใจไม่ค่อยดีเท่าไรนัก

สิทธิ์สตรีมมิ่งทั่วโลกกำลังถูกจัดระเบียบใหม่

ก่อนหน้านี้ สิทธิ์คอนเทนต์ของ HBO และ Warner Bros. ในหลายภูมิภาคมักกระจายอยู่ตามผู้เล่นท้องถิ่น เช่น

  • ตะวันออกกลาง – แพลตฟอร์มอย่าง OSN+ เคยได้สิทธิ์สตรีมคอนเทนต์ HBO อย่างเป็นทางการ

แต่เมื่อ Netflix ควบคุม HBO Max ได้เต็มตัว ภูมิทัศน์นี้มีโอกาสเปลี่ยนทันที

  • สิทธิ์ที่เคยปล่อยให้แพลตฟอร์มอื่นเช่า อาจถูกดึงกลับ

  • แล้วรวมศูนย์ไว้บน Netflix เพียงที่เดียว

ผลคือ

  • ผู้บริโภคใช้แอปน้อยลง แต่ต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มรายใหญ่ไม่กี่เจ้า

  • คู่แข่งท้องถิ่นที่เคยอยู่ได้ด้วยคอนเทนต์ Warner/HBO อาจอยู่ยากขึ้น

คอนเทนต์รวมศูนย์สะดวกสำหรับคนดู แต่เป็นฝันร้ายของการแข่งขันในตลาด

กฎหมายผูกขาดเริ่มร้อน: เมื่อ Netflix ใหญ่ระดับชน Disney

เมื่อบริษัทหนึ่งกำลังเข้าใกล้จุดที่สามารถควบคุมทั้งการผลิตและกระจายคอนเทนต์ระดับโลก กฎหมายก็เริ่มเข้ามามีบทบาท

ในสหรัฐอเมริกา มีกฎหมายต่อต้านการผูกขาดสำคัญ เช่น

  • Sherman Antitrust Act

  • Clayton Act

ที่กำหนดชัดว่า การควบรวมที่ทำให้การแข่งขันในตลาดลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย

ฝั่ง Netflix มีแนวทางโต้แย้งแบบนี้

  • ตลาดสตรีมมิ่งยังมีคู่แข่งรายใหญ่เพียบ เช่น Disney+, Amazon Prime Video, Apple TV+

  • ดังนั้นไม่ใช่การผูกขาดเด็ดขาด ยังมีตัวเลือกอื่นให้ผู้บริโภค

แต่อีกมุมหนึ่ง เมื่อ Netflix ได้ครอบครองคลังคอนเทนต์มโหฬารของ Warner Bros. และ HBO

  • บริษัทก็จะมี “อำนาจเชิงโครงสร้าง” เหนือคู่แข่ง

  • สามารถกำหนดทิศทางและมาตรฐานการแข่งขันใหม่ได้เองในระดับหนึ่ง

ไม่ใช่แค่หน่วยงานในสหรัฐ แต่ทั้งยุโรปก็เริ่มจับตาดีลนี้อย่างใกล้ชิด เพราะหาก Netflix ใช้อำนาจนี้ผิดทิศทาง

  • ผู้สร้างอิสระอาจถูกกันออกจากตลาด

  • ทางเลือกของคนดูอาจค่อยๆ หดเหลือแค่คอนเทนต์ที่ Netflix อยากให้ดู

ผู้สร้างอิสระและโรงหนัง: ตัวละครที่เสี่ยงตกขอบโลกใหม่

ผู้ที่ส่อเค้าโดนเต็มๆ จากดีลนี้มีสองกลุ่มหลัก

  • ผู้สร้างภาพยนตร์อิสระ

  • ธุรกิจโรงภาพยนตร์ทั่วโลก

1. ผู้สร้างอิสระ: พื้นที่น้อยลง งบหาย ความเสี่ยงสูงขึ้น

ในยุคใหม่ที่ Netflix ถือทั้งสตูดิโอใหญ่และแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งของตัวเอง แนวโน้มก็คือ

  • เงินลงทุนจะไหลไปที่โปรเจกต์แฟรนไชส์ใหญ่ เช่น DC, Harry Potter

  • โปรเจกต์อิสระที่ไม่การันตีผู้ชมจำนวนมากจะยิ่งขายยาก

ผลกระทบที่น่าจะเกิดขึ้นคือ

  • หนังและซีรีส์อิสระอาจถูกผลักไปอยู่มุมเล็กๆ ของแพลตฟอร์ม

  • อนาคตอันใกล้ เราอาจเห็น Netflix เลือกลงทุนแต่คอนเทนต์ที่ “ดึงคนเป็นล้าน” มากกว่าคอนเทนต์ที่ “เล่าเรื่องใหม่ๆ แบบกล้าพูด กล้าคิด”

2. โรงภาพยนตร์: ถูกบีบให้มีบทบาทเล็กลงเรื่อยๆ

Cinema United (อดีต National Association of Theatre Owners) ที่เป็นตัวแทนของโรงหนังทั้งใหญ่และเล็กกว่าหนึ่งแสนโรงใน 100 ประเทศ มองดีลนี้แบบไม่สวยงามเท่าไร

เหตุผลก็ชัดเจนมาก เพราะ

  • Warner Bros. คือสตูดิโอที่สร้างหนังโรงมาตลอดประวัติศาสตร์

  • ถ้าเจ้าของใหม่คือ Netflix ที่นิสัยชอบดันลงสตรีมมิ่งมากกว่าโรง หนังบล็อกบัสเตอร์ก็อาจหายไปจากจอใหญ่ทีละเรื่อง

โรงหนังทั่วโลกพึ่งพารายได้จากหนังยักษ์ เช่น

  • Harry Potter

  • DC Universe

  • The Batman

ถ้าในอนาคต Netflix เลือกปล่อยงานเหล่านี้ลงสตรีมมิ่งตรง

  • รายได้โรงหนังจะหายวับทันที

  • เครือใหญ่ในอเมริกาไปจนถึงโรงหนังอิสระในเมืองเล็กๆ ก็สั่นสะเทือนไปตามกัน

ที่ผ่านมา นโยบายของ Netflix ก็ชัดอยู่แล้วว่า

  • ใช้โมเดล Exclusive Theatrical Windows แบบสั้นมาก

  • หนังจำนวนมาก ไม่เข้าฉายโรงเลย หรือเข้าฉายแบบจำกัดเวลาและจำกัดจำนวนเรื่อง

ปี 2025 มีหนังของ Netflix เข้าโรงเพียงราว 30 เรื่อง ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับ Warner Bros. หรือ Disney ในยุคก่อนควบรวม

ผลที่สะสมมาแล้วหลายปีคือ

  • รายได้โรงภาพยนตร์ทั่วโลกค่อยๆ ถูกกัดกร่อน

  • พฤติกรรมคนดูเปลี่ยนไปเคยชินกับการกดดูที่บ้านมากกว่าลุกออกไปโรงหนัง

ดีลนี้จึงอาจกลายเป็นเหมือนการ “เร่งเวลา” ของการถดถอยบทบาทโรงภาพยนตร์ให้เร็วขึ้นกว่าเดิม

ศึกใหญ่ตลาดสตรีมมิ่ง: เมื่อ Netflix พร้อมชน Disney เต็มตัว

เมื่อนำดีลนี้ไปเทียบกับผู้เล่นรายอื่นในตลาด ภาพที่ออกมาน่าสนใจมาก

เทียบกับ Disney

  • รายได้รวม Disney ปี 2024 ราว 88 พันล้านดอลลาร์

  • รายได้นี้มาจากสวนสนุก ภาพยนตร์ และ Disney+

  • แม้ Disney จะมีคลัง IP ใหญ่สุดในโลกอย่าง Marvel, Star Wars แต่การทุ่มลงทุนใน Disney+ ก็ทำให้กำไรสุทธิโดนกดดันไม่น้อย

เมื่อ Netflix ได้ Warner Bros. เข้ามาเติมคลังคอนเทนต์

  • ก็เท่ากับมีของไว้ชน Disney แบบตรงๆ

  • โดยเฉพาะแฟนกลุ่ม DC และ Harry Potter ที่พร้อมตามไปทุกที่ที่คอนเทนต์อยู่

เทียบกับ Amazon Prime Video

  • รายได้รวมของ Amazon ปี 2024 ทะลุ 574 พันล้านดอลลาร์

  • แต่รายได้จาก Prime Video เป็นเพียงส่วนเล็กๆ เพราะธุรกิจหลักคืออีคอมเมิร์ซและคลาวด์คอมพิวติ้ง

  • พูดง่ายๆ คือ Prime Video คือเครื่องมือเสริม ดึงคนสมัคร Prime มากกว่าจะเป็นตัวละครหลักของบริษัท

ในจุดนี้ Netflix กลับได้เปรียบ เพราะ

  • โฟกัสของบริษัทคือ สตรีมมิ่งเต็มตัว

  • ดีล Warner Bros. ทำให้ Netflix แข็งแกร่งในฐานะ “สตูดิโอ + แพลตฟอร์ม” ที่ไม่ต้องแบ่งสมองไปทำธุรกิจอื่น

เทียบกับ Apple TV+

  • Apple มีรายได้จากทุกธุรกิจรวมกันเกือบ 100,000 ล้านดอลลาร์ ในปี 2024

  • Apple TV+ มีผู้ใช้แบบจ่ายเงินราว 25 ล้านคน

  • และผู้ใช้อีกหลายสิบล้านจากโปรโมชันและดีลพ่วงสินค้าต่างๆ

แม้ Apple TV+ จะมีงานคุณภาพหลายเรื่อง แต่ในเชิงน้ำหนักธุรกิจ

  • สตรีมมิ่งคือเพียง หนึ่งในบริการเสริม ของอาณาจักร Apple

  • ไม่ใช่ “ตัวตายตัวแทน” แบบที่ Netflix เป็น

การเปรียบเทียบทั้งหมดนี้ทำให้เห็นชัดว่า

หลังดีล Warner Bros. Netflix ไม่ได้เป็นแค่แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นคู่แข่งโดยตรงที่น่ากลัวที่สุดของ Disney ทั้งในเกมคอนเทนต์และรายได้รวม

ผลกระทบระดับมหภาค: เงิน การแข่งขัน และอนาคต Hollywood

เมื่อรวมรายได้ของ Netflix หลังดีลนี้ ตัวเลขต่อปีจะกระโดดไปแตะราว 70 พันล้านดอลลาร์ ใกล้เคียง Disney อย่างมีนัยสำคัญ

สิ่งที่ Netflix ได้คือ

  • รายได้ที่หลากหลายขึ้น จากเดิมพึ่งพา ค่าสมาชิก เป็นหลัก

  • บวกเพิ่มด้วยรายได้จากการจัดจำหน่ายภาพยนตร์ การขายลิขสิทธิ์ และการผลิตซีรีส์ในแบบที่ Warner Bros. ทำอยู่เดิม

ในภาพใหญ่ ดีลนี้คือทั้ง โอกาสและความเสี่ยง ในเวลาเดียวกัน

โอกาสของผู้ชม

  • เข้าถึงคอนเทนต์ Warner Bros. และ HBO ง่ายขึ้นในแพลตฟอร์มเดียว

  • มีลุ้นเห็นโปรเจกต์ใหม่ๆ ที่ผสม DNA ของ Netflix กับ Warner/HBO

ความเสี่ยงของวงการ

  • มาตรฐานการผลิตของ Hollywood อาจถูกกดให้สอดคล้องกับโมเดลธุรกิจที่เน้นปริมาณของ Netflix

  • แบรนด์คุณภาพสูงอย่าง HBO / HBO Max อาจค่อยๆ ถูกกลืนจนเสียเอกลักษณ์เดิม

  • ผู้สร้างอิสระและโรงหนังอาจเป็นผู้แพ้ตัวจริงของเกมนี้

สรุป: จุดเปลี่ยนยุคใหม่ของซีรีส์และหนังโลกที่คนรักจอภาพต้องจับตา

ในมุมของคนดูซีรีส์อเมริกันและแฟนหนัง Hollywood ดีลนี้คือ ข่าวใหญ่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ คุณอาจรัก Netflix หรือเฉยๆ กับมัน แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าต่อจากนี้ไป

  • Netflix จะมีสิทธิ์มากขึ้นในการกำหนดว่าคุณดูอะไร

  • โรงหนังจะต้องหาทางอยู่รอดในโลกที่สตรีมมิ่งเป็นศูนย์กลาง

  • ผู้สร้างอิสระต้องทำงานหนักกว่าเดิมเพื่อให้ผลงานของตัวเองได้ออกสู่สายตาผู้ชม

ดีล Netflix–Warner Bros. จึงไม่ใช่แค่เรื่องของธุรกิจ แต่คือการเปลี่ยนโครงสร้างวัฒนธรรมการเสพหนังและซีรีส์ของทั้งโลก

และนี่แหละคือเหตุผลว่าทำไมยุคต่อจากนี้ คนรักซีรีส์อเมริกันทุกคนควรเฝ้าดูความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อย่างใกล้ชิด เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้ จะกำหนดว่า อีก 5–10 ปีข้างหน้า เราจะได้ดูอะไร และจะไม่ได้ดูอะไรอีกเลย