รับแอปรับแอป

Netflix ปะทะ Paramount แย่งชิง Warner Bros.: ศึกครั้งเดียวสั่นสะเทือนทั้งวงการสตรีมมิ่ง

อภิสิทธิ์ ศรีทอง02-04

ศึกแย่งชิง Warner Bros.: ดีลเดียวที่เขย่าทั้งฮอลลีวูด

ในโลกฮอลลีวูดตอนนี้ ไม่มีดราม่าไหนดุเดือดไปกว่า “ศึก奪ตัว Warner Bros. Discovery (WBD)” เมื่อสองยักษ์ใหญ่ Netflix และ Paramount/Skydance เปิดศึกยื่นข้อเสนอแย่งกันซื้อกิจการ

เบื้องหลังไม่ใช่แค่ตัวเลขมหาศาล แต่มันคือเกมช่วงชิง อำนาจด้านคอนเทนต์และสตรีมมิ่งระดับโลก ที่สุดท้ายแล้วจะสะเทือนมาถึงเราในฐานะคนดูแน่นอน

คำถามคือ ถ้า Netflix ได้ไปจะเกิดอะไรขึ้น? ถ้า Paramount ชนะล่ะ? และตลาดสตรีมมิ่ง–โรงหนัง–วงการบันเทิงจะเปลี่ยนไปแบบไหน?

ทำไม Warner Bros. Discovery ถึงเป็นของหายากที่ทุกคนอยากได้

ถ้าคุณคือสายหนัง–ซีรีส์ตัวจริง ชื่อ Warner Bros. Discovery (WBD) คือ “กรุสมบัติของวงการ” ที่หายากสุด ๆ

เพราะนี่คือสตูดิโอระดับตำนานอายุกว่าศตวรรษ (ตั้งแต่ปี 1923) ที่ถือครอง ทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property – IP) ชื่อดังเต็มคลัง ไม่ว่าจะเป็น:

  • จักรวาล DC

  • Wizarding World (Harry Potter)

  • The Lord of the Rings

  • Game of Thrones

แค่รายชื่อก็รู้แล้วว่า ใครได้ WBD ไป เท่ากับได้ “เครื่องจักรผลิตคอนเทนต์ไร้ที่สิ้นสุด” แบบมีแฟนทั่วโลกรองรับอยู่แล้ว

จุดอ่อนของ Netflix ที่ชื่อว่า IP

ฝั่ง Netflix เอง แม้จะมีออริจินอลที่ปังระเบิดอย่าง Stranger Things, The Witcher และอีกสารพัดซีรีส์ท็อปลิสต์ แต่ในมุม IP ระดับตำนาน Netflix ยัง เสียเปรียบ เมื่อเทียบกับ WBD หรือ Disney ที่มีแฟรนไชส์เก่าแก่ฝังหัวคนดูทั่วโลก

ดังนั้นดีลยักษ์มูลค่า 82,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อซื้อเฉพาะส่วนสตูดิโอและสตรีมมิ่งของ WBD จึงกลายเป็น ทางลัด ให้ Netflix กระโดดไประดับใหม่แบบไม่ต้องเริ่มปั้นทุกอย่างจากศูนย์

เพราะเมื่อได้ IP เหล่านี้มาถือครอง Netflix จะสามารถต่อยอดได้อีกยาว:

  • สร้างซีรีส์/หนังภาคแยก (Spin-offs)

  • แตกไลน์เป็นเกม

  • ทำสินค้าและของสะสม

ทั้งหมดนี้ช่วย ลดความเสี่ยงในการสร้างคอนเทนต์ใหม่จากศูนย์ ที่อาจปังหรือแป้กก็ได้

Netflix ไม่ได้แค่ซื้อ IP แต่กำลังลดคู่แข่งไปพร้อมกัน

อีกผลพลอยได้ถ้า Netflix ซื้อ WBD สำเร็จ คือการ ลดจำนวนคู่แข่งหลักในสนามสตรีมมิ่ง เพราะสมาชิก HBO Max จะไหลเข้ามาอยู่ในจักรวาล Netflix

ตามการประเมินของเว็บไซต์ flixpatrol ปัจจุบันผู้เล่นสตรีมมิ่ง Top 4 ของโลกคือ:

  • Netflix: 302 ล้านสมาชิก

  • Amazon Prime Video: 200 ล้านสมาชิก

  • Disney+: 131 ล้านสมาชิก

  • HBO Max: 128 ล้านสมาชิก

หาก HBO Max ถูกรวมเข้า Netflix ย่อมทำให้ Netflix ยิ่ง ขยายส่วนแบ่งตลาด แบบก้าวกระโดด

นอกจากนี้ Netflix ยังมองว่าการควบรวมจะช่วยลดต้นทุนจากบริการที่ทับซ้อนกัน สามารถเซฟค่าใช้จ่ายด้านการดำเนินงานได้ราว 2,000–3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ภายในสามปีหลังปิดดีล

แล้วฝั่ง Paramount มองอะไรจากดีลนี้

ฝั่ง Paramount/Skydance เองก็อยากได้ IP ของ Warner Bros. มาต่อกรกับยักษ์อย่าง Disney ที่มีทั้งเจ้าหญิงดิสนีย์, จักรวาล Marvel และ Star Wars อยู่ในมือ

Paramount จึงเลือกเดินเกมแรงด้วยการยื่นข้อเสนอแบบ Hostile Bid ในมูลค่าถึง 108,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อซื้อ ทั้งบริษัท WBD ไม่ได้เอาแค่สตูดิโอและสตรีมมิ่งแบบที่ Netflix ทำ

เพราะในสายตา Paramount ทรัพย์สินสาย เคเบิลทีวี ของ WBD อย่าง CNN, Discovery Channel, TNT ยังมีค่า แม้ธุรกิจเคเบิลจะอยู่ในช่วงขาลง แต่ยังสร้าง กระแสเงินสด (Cash Flow) ที่ดี ซึ่งจำเป็นต่อการอุ้มธุรกิจสตรีมมิ่งที่ต้องเผาเงินหนัก

Paramount เชื่อว่าการบริหาร สตูดิโอ + สตรีมมิ่ง + เคเบิล ไปพร้อมกัน จะช่วยให้เกิดการประหยัดต้นทุนและดันประสิทธิภาพภาพรวมได้มากกว่าการแยกเคเบิลออกไป

ถ้า Netflix ได้ WBD: คนดูเฮ โรงหนังเครียด

สมมติว่า Netflix ชนะศึกครั้งนี้ ผลสะเทือนจะไปตกที่ใครก่อน?

1. ระยะฉายโรงอาจสั้นลงจนน่ากังวล

สิ่งที่คนในวงการจับตาคือเรื่อง “Windowing” หรือช่วงเวลาที่หนังฉายในโรง ก่อนจะลงสตรีมมิ่ง

ที่ผ่านมา เครือโรงหนังเคยขอให้มีระยะฉายขั้นต่ำที่ประมาณ 45 วัน แต่ถ้า Warner Bros. อยู่ใต้ปีก Netflix มีโอกาสสูงที่ระยะนี้จะถูกบีบลงเหลือแค่ 17 วัน

แน่นอนว่าฝั่งโรงหนังมองว่านี่คือ ความเสี่ยงต่อรายได้อย่างหนัก เพราะรายได้หลักจำนวนมากมาจากช่วงสัปดาห์แรก ๆ ที่หนังเข้าโรง

2. ฝั่งคนทำงานโล่งใจกว่า

ในมุมของคนเบื้องหลังและคนทำงานในวงการ หลายคนกลับรู้สึก สบายใจมากกว่า หาก WBD ไปอยู่กับ Netflix

เหตุผลคือ Netflix เป็นแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งเป็นหลัก ส่วน WBD เป็นสตูดิโอผลิตคอนเทนต์ การรวมกันจึงเหมือนการ ต่อเติมกันมากกว่าทับซ้อน ทำให้ความเสี่ยงที่จะเกิดการซ้ำซ้อนของตำแหน่งงานมีน้อยกว่าเคสที่สตูดิโอสองรายมาชนกันตรง ๆ

3. แฟนสตรีมมิ่งได้คอนเทนต์มากขึ้น แต่ตัวเลขค่าบริการอาจไม่นิ่ง

กลุ่มที่ดูจะ ได้ประโยชน์ชัดสุด คือแฟนสตรีมมิ่ง เพราะคอนเทนต์จะทะลักเข้ามาใน Netflix แบบจัดเต็ม ไม่ว่าจะหนังโรง ซีรีส์ฮิต หรือแฟรนไชส์ใหญ่ ๆ

แต่คำถามที่ยังไม่มีใครตอบได้คือ:

  • ราคาค่าบริการจะ ขึ้นหรือไม่?

เพราะเมื่อจำนวนผู้เล่นหลักเหลือน้อยลง (หลัก ๆ ก็ Disney+, Prime Video และ Apple TV) อำนาจต่อรองฝั่งผู้บริโภคก็ลดลงตามไปด้วย

ถ้า Paramount ได้ WBD: งานหด คนห่วง และการเมืองเริ่มโผล่

ในอีกด้านหนึ่ง ถ้า Paramount เป็นฝ่ายชนะ คนในวงการจำนวนไม่น้อยกลับมองว่านี่คือ ดีลที่น่ากังวลที่สุด โดยเฉพาะฝั่งคนทำงานและมิติสื่อการเมือง

1. สตูดิโอชนสตูดิโอ = การปลดคนครั้งใหญ่

ทั้ง Paramount และ WBD ต่างเป็นสตูดิโอภาพยนตร์ที่ทำธุรกิจใกล้เคียงกัน การรวมกันจึงแทบแน่นอนว่าจะเกิด ตำแหน่งงานซ้ำซ้อน จำนวนมหาศาล

มีการประเมินว่า หาก Paramount ควบรวม WBD สำเร็จ บริษัทจะสามารถประหยัดต้นทุนได้ราว 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งนักวิเคราะห์มองตรงกันว่า เงินก้อนนี้ส่วนใหญ่จะมาจากการ ปลดพนักงาน ในตำแหน่งที่ซ้ำซ้อน

2. เงินทุนเบื้องหลัง และความกังวลด้านการเมือง

ความกังวลไม่ได้อยู่ที่ธุรกิจอย่างเดียว แต่ยังรวมถึง นัยทางการเมือง เพราะดีลฝั่ง Paramount นำทีมโดย เดวิด เอลลิสัน (David Ellison) ซึ่งถูกมองว่า

  • ไม่โปร่งใสเท่าไหร่

  • มีช่องเชื่อมโยงไปสู่กลุ่มการเมืองขวาจัด

แหล่งเงินทุนของดีลนี้มาจาก:

  • กลุ่มทุนจากซาอุดีอาระเบีย

  • กลุ่มทุนจากกาตาร์

  • กองทุนที่มีแนวคิดการเมืองฝั่งขวา

นอกจากนี้ยังมีการดึง จาเร็ด คุชเนอร์ (ลูกเขยโดนัลด์ ทรัมป์) มาช่วยล็อบบี้อีกด้วย

นักวิเคราะห์หลายฝั่งจึงมองว่า เอลลิสันอาจไม่ได้ต้องการแค่บริษัทภาพยนตร์ แต่กำลังจะใช้ WBD เป็น เครื่องมือสร้างอิทธิพลด้านสื่อ เพื่อใช้ต่อรองทางการเมือง และช่วยหาเสียงให้พรรครีพับลิกัน

นี่คือสิ่งที่ชาวอเมริกันจำนวนมากเริ่มกังวล ว่าอาจทำให้ภูมิทัศน์สื่อโดยรวมเอนเอียงและเสียสมดุลมากขึ้น

3. มุมการแข่งขัน: ลดโอกาสผูกขาดสตรีมมิ่ง

ในมุมโครงสร้างตลาด ถ้า Paramount เป็นฝ่ายได้ WBD ไปจริง หลายเสียงกลับมองว่า นี่อาจช่วย ลดความเสี่ยงการผูกขาดในตลาดสตรีมมิ่ง ได้ด้วยซ้ำ

เหตุผลคือ:

  • ตอนนี้ Netflix เป็น ผู้นำตลาดสตรีมมิ่ง อยู่แล้ว

  • ถ้า Netflix ได้ HBO Max ไปอีก ส่วนแบ่งตลาดจะยิ่งพุ่งสูง

  • ขณะที่ Paramount และ HBO Max ยังถือเป็นผู้เล่นที่เล็กกว่า Netflix และ Disney+

ดังนั้น การรวมกันของ Paramount + HBO Max จึงถูกตีความว่าเป็นการ เพิ่มแรงแข่งขัน ในตลาด แทนที่จะยกเวทีให้ยักษ์รายเดียวครองเกม

ดีลนี้ยังไม่จบง่าย ๆ: กติกาผูกขาด และเวลา 2 ปีที่ต้องลุ้น

แม้ตัวเลขจะถูกพูดถึงกันสนั่น แต่การควบรวมนี้ยังต้องลุ้นอีกยาว ภายในกรอบเวลาประมาณ 2 ปี (ก่อนปี 2027) เพราะทุกอย่างต้องผ่านด่านตรวจสอบด้าน กฎหมายการแข่งขันและการผูกขาด ก่อน

ฝั่งกำกับดูแลอาจ มองเคส Netflix เข้มกว่าฝั่ง Paramount ด้วยซ้ำ เพราะ Netflix ครองตลาดสตรีมมิ่งนำอยู่แล้ว การซื้อ WBD จะยิ่งทำให้ส่วนแบ่งสูงขึ้นไปอีก

Netflix จึงพยายามสื่อสารว่า ตัวเองไม่ได้สู้แค่ในตลาดสตรีมมิ่ง แต่กำลังแข่งในสนามใหญ่กว่าอย่าง Media Consumer Market ที่ต้องแบ่งเวลาผู้ชมกับแพลตฟอร์มอื่น ๆ เช่น:

  • YouTube

  • TikTok

  • แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียทั้งหลาย

แล้วในฐานะแฟนหนัง–ซีรีส์ เราควรเชียร์ใคร?

ในมุมคนดูและแฟนซีรีส์อเมริกัน ศึกครั้งนี้คือจุดเปลี่ยนสำคัญของวงการที่เราเสพอยู่ทุกวัน

  • ถ้า Netflix ได้ WBD: คอนเทนต์รวมกันแบบจัดแน่นในแพลตฟอร์มเดียว สะดวก คนดูได้ของเยอะขึ้น แต่โรงหนังสั่นสะเทือน และค่าบริการอาจขึ้น

  • ถ้า Paramount ได้ WBD: สตูดิโอรวมกับสตูดิโอ แข่งกับยักษ์รายอื่นแรงขึ้น ตลาดอาจหลากหลายกว่า แต่ความเสี่ยงเรื่องการปลดคน และการเมืองแทรกซึมในสื่อก็สูงขึ้น

สุดท้ายแล้วคำถามที่เหลือคือ:

ในฐานะแฟน ๆ คุณอยากให้จักรวาลของ DC, Harry Potter, LOTR และ Game of Thrones ไปอยู่ใต้ปีกใคร – Netflix หรือ Paramount?

ศึกนี้ยังไม่จบในเร็ว ๆ นี้ แต่ไม่ว่าผลจะออกทางไหน ผลกระทบต่อหน้าจอที่เราดูกันทุกวัน…มาแน่