ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

Monster Season 4 เปลี่ยนคดี Lizzie Borden เป็นดราม่าเกินจริง

Monster Season 4 เปลี่ยนคดี Lizzie Borden เป็นดราม่าเกินจริง
ความสนใจ|ดูซีรีส์

Monster Season 4 คืออะไร และกำลังเล่นกับความจริงแบบไหน

Monster Season 4 หรือ Monster The Lizzie Borden Story คือซีรีส์แนว true crime ในแฟรนไชส์ของ Ryan Murphy และ Ian Brennan ที่หยิบคดีฆาตกรรมปี 1892 ในเมือง Fall River ซึ่งเกี่ยวข้องกับ Andrew และ Abby Borden และลูกสาว Lizzie Borden มาตีความใหม่ในรูปแบบซีรีส์ดราม่าทาง Netflix ซีรีส์ประกาศตัวว่าเป็นการสำรวจอารมณ์โกรธเกรี้ยวของผู้หญิงและความอยุติธรรมทางสังคม แต่กลับกลายเป็นผลงานที่ถูกวิจารณ์อย่างหนักว่าทิ้งความแม่นยำของคดีจริงไปเพื่อความสะใจของเนื้อเรื่องและโทนดาร์กคอมเมดี้ที่ไม่ชัดว่าจะเล่าอะไรแน่ชัด

แกนหลักของซีซันนี้คือการเล่าฆาตกรรม Andrew Borden และภรรยา Abby ที่ถูกสังหารในบ้านของตนเอง โดย Lizzie ลูกสาวคนเล็กถูกดำเนินคดีแต่ได้รับการยกฟ้องจากคณะลูกขุนชายล้วน ที่เชื่อว่าผู้หญิงไม่น่าทำความรุนแรงโหดเหี้ยมเช่นนั้นได้ และยังมีปัญหาการสืบสวนที่ล้มเหลว นี่คือข้อมูลสำคัญเพียงไม่กี่อย่างที่ตรงกับประวัติศาสตร์ ส่วนที่เหลือเกือบทั้งหมด ซีรีส์เลือกแต่งเติมเองเพื่อให้เข้ากับธีม female rage ที่ผู้สร้างอ้างว่าเป็นหัวใจของซีซันนี้

Monster Season 4 เปลี่ยนคดี Lizzie Borden เป็นดราม่าเกินจริง

เมื่อละครกลืนคดีจริง: Lizzie Borden vs สิ่งที่ซีรีส์สร้างขึ้น

สำหรับคนที่คาดหวัง Monster Season 4 review ในฐานะซีรีส์ true crime ที่ให้ภาพรวมคดี Lizzie Borden อย่างลึก ซีซันนี้น่าผิดหวังชัดเจน ข้อเท็จจริงสำคัญคือเราไม่รู้แน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้นในวันฆาตกรรม และคำให้การของ Lizzie เปลี่ยนหลายครั้งตลอดการสืบสวน แต่ซีรีส์กลับตัดสินล่วงหน้าว่าเธอคือฆาตกรอย่างไม่มีข้อสงสัย เปิดเรื่องด้วยฉากเธอฆ่าพ่อและแม่เลี้ยงแบบเลือดเย็น ทำให้เรื่องราวกลายเป็น whydunit หรือเล่าว่าทำไมจึงฆ่า แทนที่จะตั้งคำถามว่าใครคือฆาตกรจริง

ปัญหาคือเมื่อผู้สร้างตัดสินคดีแทนผู้ชม ข้อถกเถียงทางประวัติศาสตร์ก็หายไป เหลือเพียงดราม่าอารมณ์ที่ถูกป้อนแบบสำเร็จรูป แถมยังแต่งความสัมพันธ์แบบรักต้องห้ามระหว่าง Lizzie กับแม่บ้าน Bridget ขึ้นมา ทั้งที่ไม่มีหลักฐานยืนยันว่าทั้งคู่เป็นคนรักกัน นักวิจารณ์ชี้ว่าแม้แต่สายสัมพันธ์แบบโรแมนติกที่ซีรีส์ใช้เป็นแกนโทนอีโรติกก็ยังดูถูกเสียบเข้ามาในภายหลัง และแทบไม่ได้ถูกสำรวจอย่างมีความหมายเลย

การยำรวม Aileen Wuornos จนทำให้ทั้งสองเรื่องอ่อนแรง

หนึ่งในจุดที่ Lizzie Borden series หลุดจากรางมากที่สุดคือการดึงตัวละคร Aileen Wuornos เข้ามาเป็นเส้นเรื่องรอง ทั้งที่ควรเป็นซีซันที่โฟกัส Lizzie อย่างชัดเจน ผู้สร้างเลือกเชื่อมคดีของ Lizzie เข้ากับ Wuornos และ Countess Elizabeth Bathory เพื่อสร้างภาพว่าผู้หญิงโหดเหี้ยมในประวัติศาสตร์คือสายธารเดียวกันของความโกรธที่สะสมยาวนาน Wuornos ในซีรีส์โผล่มาในรูปของตัวละครชื่อ Lee ที่หมกมุ่นกับ Lizzie ถึงขั้นบอกคนแปลกหน้าบนรถว่าตนเองชื่อ Lizzie Borden บังคับแฟนให้อ่านข้อความชีวิตของ Lizzie และถึงขั้นรู้สึกว่าตัวเองสื่อสารกับวิญญาณ Lizzie บนชั้นใต้หลังคาและในแดนประหาร

แนวคิดการจับฆาตกรหญิงสามคนมาเชื่อมกันอาจดูทะเยอทะยาน แต่ผลลัพธ์กลับทำให้ทั้ง Lizzie และ Wuornos ถูกลดทอนเหลือเพียงสัญลักษณ์หยาบๆ ของคำว่า female rage นักวิจารณ์หนึ่งบอกว่า ซีรีส์ในภาคนี้ให้ความรู้สึกว่าไม่สนใจจะมีอยู่ด้วยซ้ำ และสิ่งที่เหลืออยู่คือการรีไซเคิลคำถามเชิงวาทศิลป์ว่า ใครคือปีศาจตัวจริง โดยไม่เพิ่มมุมมองใหม่เลย Monster Season 4 review หลายชิ้นจึงชี้ตรงกันว่าเส้นเรื่อง Wuornos ถูกยัดเข้ามาแบบเสียไม่ได้ ทำให้ทั้งสองคดีดูเบาบางและไม่ทันฝั่ง

Monster Season 4 เปลี่ยนคดี Lizzie Borden เป็นดราม่าเกินจริง

เมื่อความแม่นยำทางประวัติศาสตร์แพ้ให้กับความบันเทิง

คำถามใหญ่ว่า true crime accuracy สำคัญแค่ไหน กลายเป็นประเด็นหลักเมื่อพูดถึง Netflix drama series เรื่องนี้ ผู้สร้างยอมรับผ่านตัวงานเองว่าพวกเขาประดิษฐ์องค์ประกอบส่วนใหญ่ของเรื่องเพื่อสำรวจสิ่งที่เรียกว่า มรดกแห่งความโกรธของผู้หญิง โดยสร้างเหตุการณ์ ตัวละครย่อย และมิติความสัมพันธ์ขึ้นเองแทบทั้งหมด แม้แต่ความสัมพันธ์รักระหว่าง Lizzie และ Bridget ก็ไม่มีหลักฐานยืนยันว่ามีอยู่จริงเลย สิ่งที่น่ากังวลคือเมื่อซีรีส์ที่ขายตัวเองว่าเป็นแฟรนไชส์ true crime เลือกเส้นทางนี้ ผู้ชมจำนวนมากอาจเข้าใจว่าภาพที่เห็นคือข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์

ปัญหาไม่ได้อยู่แค่ว่าซีรีส์แต่งเติม แต่คือการแต่งเติมโดยไม่มีการบอกกรอบหรือความไม่แน่นอนของคดี Borden อย่างชัดเจน ทั้งที่ความจริงแล้วเรายังไม่รู้ว่าใครคือฆาตกร ตัวซีรีส์กลับเล่าในแบบที่ปิดประตูทุกข้อสงสัยและใช้ Lizzie เป็นเครื่องมือสื่อสารแนวคิดเฟมินิสต์แบบโกรธเกรี้ยวที่ถูกมองว่าตื้นเขิน มีนักวิจารณ์คนหนึ่งสรุปไว้ว่า Monster ในภาคนี้ส่งสารอย่างดังแต่มีความลึกเพียงโพสต์คุณธรรมบนโซเชียลมีเดีย

บทสรุป: ซีรีส์ที่ขายคำว่า Monster แต่ไม่ยอมลงลึก

สิ่งที่ทำให้ Monster Season 4 น่าผิดหวังไม่ใช่แค่ว่าเล่าคดี Lizzie Borden ผิดจากข้อเท็จจริง แต่คือการสัญญาว่าจะเป็นซีรีส์ true crime ที่ชำแหละความเป็นปีศาจของทั้งสังคมและตัวฆาตกร แล้วกลับส่งงานที่ตื้นทั้งในเชิงประวัติศาสตร์และวิเคราะห์ ตัวซีรีส์เคยเล่นมุกว่า ใครคือ monster ตัวจริง กันแน่ แต่ในภาคนี้คำถามนั้นถูกท่องซ้ำโดยไม่มีมุมมองใหม่จนกลายเป็นเพียงสโลแกนเก่าๆ ที่ถูกนำกลับมาใช้ซ้ำจากงานเมื่อยี่สิบปีก่อน

Monster Season 4 review ในภาพรวมจึงสะท้อนตรงกันว่า นี่คือซีซันที่กระจัดกระจายและโทนไม่แน่นอน พยายามจะเป็นทั้งกอธิกดาร์กคอมเมดี้และโศกนาฏกรรมว่าด้วยชีวิตผู้หญิงที่ถูกกดขี่ แต่สุดท้ายไม่เลือกสักทางหนึ่งอย่างจริงจัง ขณะที่การแทรกคดีอื่นอย่าง Aileen Wuornos เข้ามา ก็ทำให้แฟนๆ ที่หวังจะได้เห็นการสำรวจลึกคดีใดคดีหนึ่งต้องผิดหวัง หากจะสรุปให้สั้น Monster Season 4 เลือกความสะใจเหนือความจริง และเมื่อ true crime ทิ้งความแม่นยำไป สิ่งที่เหลืออยู่ก็เป็นเพียงละครดราม่าที่ใช้คดีสยองของคนจริงเป็นฉากหลังเท่านั้น

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!