ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ตาแห้งจากการมองจอ ทำไมอาเซียนเสี่ยงกว่าโลก และเราป้องกันได้อย่างไร

ตาแห้งจากการมองจอ ทำไมอาเซียนเสี่ยงกว่าโลก และเราป้องกันได้อย่างไร
ความสนใจ|การใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาพดี

ตาแห้งจากจอคืออะไร และทำไมปัญหานี้กำลังลุกลาม

ภาวะตาแห้งจากจอ คือกลุ่มอาการระคายเคือง แสบ คัน แพ้แสง มองเห็นไม่ชัดเป็นช่วงๆ หรือรู้สึกเหมือนมีฝุ่นในตา ที่เกิดหรือกำเริบจากการใช้สมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์ต่อเนื่องนานหลายชั่วโมง ภาวะนี้เกี่ยวข้องทั้งปริมาณน้ำตา คุณภาพน้ำตา และความถี่ในการกะพริบตาที่ลดลงเมื่อเราจ้องหน้าจอ โดยมักถูกมองว่าเป็นเรื่องเล็ก แต่หากปล่อยไว้นานอาจกระทบการใช้ชีวิตและเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคตาอื่นได้ ประเด็นสำคัญที่คนทำงานยุคดิจิทัลควรรู้คือ เราไม่ได้เสี่ยงเท่ากันทั้งโลก ทุกวันนี้ประมาณ 1 ใน 3 ของประชากรทุกช่วงวัยทั่วโลกมีความเสี่ยงโรคตาแห้ง ขณะที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตัวเลขพุ่งขึ้นไปถึงราว 52.4% ซึ่งหมายความว่าเกินครึ่งหนึ่งของคนในภูมิภาคนี้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงแล้ว ความเสี่ยงสายตาเรื่องตาแห้งจึงไม่ใช่ปัญหาไกลตัว แต่เป็นโรคระบาดยุคหน้าจอที่สะสมจากนิสัยการใช้เทคโนโลยีในชีวิตประจำวันของเราเอง

ตาแห้งจากการมองจอ ทำไมอาเซียนเสี่ยงกว่าโลก และเราป้องกันได้อย่างไร

ทำไมอาเซียนเสี่ยงกว่าทั่วโลก: พฤติกรรมหน้าจอและวัฒนธรรมการทำงาน

เมื่อตัวเลขบอกชัดว่าภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีคนเสี่ยงตาแห้งมากกว่าค่าเฉลี่ยโลกอย่างเห็นได้ชัดที่ประมาณ 52.4% เทียบกับ 34.6% ทั่วโลก คำถามคือ เรากำลังทำอะไรกับดวงตาของตัวเองอยู่ทุกวัน คำตอบส่วนใหญ่คือใช้หน้าจอแบบไม่มีเบรก ทั้งทำงาน เล่นเกม สตรีมหนัง ซื้อของ และจัดการเรื่องส่วนตัวผ่านสมาร์ทโฟนหรือคอมพิวเตอร์แทบตลอดทั้งวัน สภาพการทำงานที่ต้องออนไลน์ตลอดเวลา วัฒนธรรมโอที การเดินทางที่ต้องเลื่อนจอระหว่างรถติด รวมถึงการพักผ่อนที่ถูกแทนที่ด้วยโซเชียลและสตรีมมิง ทำให้การทำงานกับหน้าจอกลายเป็นแกนหลักของชีวิต การจ้องจอนานส่งผลให้เรากะพริบตาน้อยลงโดยไม่รู้ตัว ความถี่ในการกะพริบอาจลดลงถึง 50-60% เมื่อใช้หน้าจอต่อเนื่อง และหลายครั้งเป็นการกะพริบไม่สมบูรณ์ เปลือกตาปิดไม่สนิท ส่งผลให้ชั้นน้ำมันเคลือบผิวดวงตากระจายตัวไม่ดี น้ำตาระเหยเร็วขึ้น และเกิดภาวะตาแห้งมากขึ้น เมื่อพฤติกรรมนี้เกิดกับคนทุกวัยตั้งแต่เด็กที่เรียนออนไลน์ไปจนถึงผู้ใหญ่ที่ทำงานดิจิทัล ไม่แปลกที่ภูมิภาคของเรากำลังถูกผลักให้เป็นศูนย์กลางของโรคตาแห้งจากจอ มีทั้งคนที่รู้สึกแสบตาตอนดึกแต่ทนๆ ไป และคนที่ไม่รู้ตัวเลยว่าความเมื่อยล้าดวงตาในแต่ละวันคือสัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม ความไม่ใส่ใจนี้ยิ่งทำให้ตัวเลขความชุกของภาวะตาแห้งสูงขึ้นโดยไร้การรักษาที่เหมาะสม

ตาแห้งจากการมองจอ ทำไมอาเซียนเสี่ยงกว่าโลก และเราป้องกันได้อย่างไร

เบื้องหลังทางกายภาพ: น้ำตา 3 ชั้นและผลจากการจ้องจอ

หลายคนคิดว่าตาแห้งคือแค่น้ำตาน้อย แต่ความจริงซับซ้อนกว่านั้นมากตามคำอธิบายจาก นพ ณัฐวุฒิ วะน้ำค้าง จักษุแพทย์เฉพาะทางด้านเปลือกตา ท่อน้ำตา และเบ้าตา โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ที่ระบุว่าน้ำตาของเราประกอบด้วย 3 ชั้นสำคัญ ได้แก่ ชั้นน้ำมันหรือ Lipid Layer ช่วยลดการระเหยของน้ำตา ชั้นน้ำหรือ Aqueous Layer ให้ความชุ่มชื้นหล่อเลี้ยงและชะล้างสิ่งระคายเคือง และชั้นเมือกหรือ Mucin Layer ช่วยให้น้ำตากระจายและยึดเกาะผิวดวงตาอย่างสม่ำเสมอ เมื่อเรานั่งเกร็งจอทั้งวัน การกะพริบตาน้อยลงทำให้ชั้นน้ำมันกระจายตัวไม่ดี ฟิล์มน้ำตาแตกเป็นหย่อมๆ น้ำตาระเหยเร็ว ความฝืดและการเสียดสีของเปลือกตากับกระจกตาเพิ่มขึ้น ในคนจำนวนไม่น้อยยังมีความผิดปกติของต่อมน้ำมันบริเวณเปลือกตา หรือ Meibomian Gland Dysfunction ทำให้น้ำตาระเหยเร็วแม้ปริมาณน้ำจะยังพออยู่ ผลคือเกิดความแห้ง ระคายเคือง แสบ คัน ตาแดง หรือรู้สึกเหมือนมีเม็ดทรายอยู่ในตา หากเรามองอาการเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดาของคนทำงานหน้าจอ และแก้ด้วยการฝืนใช้งานต่อไปโดยไม่ตรวจสุขภาพตา ปัญหาน้ำตาและเปลือกตาที่บอบบางอาจสะสมจนเปลี่ยนจากภาวะตาแห้งชั่วคราวไปเป็นโรคเรื้อรัง ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ การอักเสบ และความไม่สบายตาเรื้อรังที่ทำให้คุณภาพชีวิตลดลงอย่างไม่รู้ตัว

ตาแห้งจากการมองจอ ทำไมอาเซียนเสี่ยงกว่าโลก และเราป้องกันได้อย่างไร

ตาแห้งจากจอไม่ใช่เรื่องเล็ก: สัญญาณเตือนและผลระยะยาว

สิ่งที่น่ากังวลไม่แพ้ตัวเลขผู้ป่วยคือคนจำนวนมากไม่รู้ตัวว่าตัวเองกำลังมีภาวะตาแห้ง หลายคนคิดว่าแค่แสบตาจากเล่นโทรศัพท์เยอะ หรือโทษว่าเป็นอาการพักผ่อนไม่พอ แล้วปล่อยให้ตาแห้งเรื้อรังอยู่ในชีวิตประจำวันโดยไม่มีการรักษา ปัจจุบันมีผู้ที่เผชิญปัญหาการมองเห็นจำนวนมาก และมากกว่าครึ่งยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้อง เพราะเจ้าตัวละเลยสัญญาณเตือนหรือคิดว่าไม่จำเป็นต้องพบแพทย์ สัญญาณที่ไม่ควรมองข้าม ได้แก่ ระคายเคือง แสบ คันตา รู้สึกเหมือนมีฝุ่นหรือทรายในตา แพ้แสง แพ้ลม ตาแดง มองเห็นไม่ชัดเป็นบางช่วง ไม่สบายตาหลังตื่นนอน หรือมีน้ำตาไหลมากผิดปกติ หากอาการเหล่านี้ยืดเยื้อ หยอดน้ำตาเทียมแล้วก็ไม่ดีขึ้น หรือเริ่มรบกวนการทำงานและการใช้ชีวิต เช่น อ่านจอไม่ได้นาน ทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ได้ยาก ควรไปพบจักษุแพทย์เพื่อรับการตรวจอย่างเป็นระบบ การปล่อยให้ตาแห้งอยู่กับเรานานๆ ทำให้ผิวกระจกตาเสื่อมลง เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อและการอักเสบ เปลือกตาอาจหนาแดง ต่อมน้ำมันทำงานผิดปกติยิ่งขึ้น และอาจต้องใช้การรักษาเฉพาะทาง เช่น การประคบอุ่น นวดและทำความสะอาดเปลือกตา หรือการรักษาด้วยแสงภายใต้การดูแลแพทย์แทนที่จะหยุดได้ด้วยการปรับพฤติกรรมอย่างง่ายตั้งแต่ต้น

วิธีป้องกันตาแห้งจากการทำงานกับหน้าจอที่ทำได้ทันที

หากชีวิตเราผูกกับโลกดิจิทัลจนหลีกเลี่ยงหน้าจอไม่ได้ การป้องกันตาแห้งต้องเริ่มจากการยอมรับว่าดวงตาไม่ใช่เครื่องจักร และเราจำเป็นต้องจัดสรรเวลาพักสายตาอย่างจริงจัง การพักจากจอเป็นช่วงสั้นๆ แต่สม่ำเสมอในระหว่างวันช่วยให้ความถี่การกะพริบตากลับมาดีขึ้น ลดโอกาสที่เปลือกตาจะปิดไม่สนิท และช่วยให้ชั้นน้ำมันบนผิวตากระจายตัวทั่วถึงมากขึ้น ลดโอกาสน้ำตาระเหยเร็วเกินไป นอกจากการพักสายตา เราควรฝึกการกะพริบตาให้สมบูรณ์ โดยตั้งใจหลับตาให้เปลือกตาปิดมิดเป็นจังหวะสั้นๆ ระหว่างเปลี่ยนงานหรือช่วงรอโหลดหน้าเว็บ จัดระยะหน้าจอให้ไม่ใกล้เกินไป ลดความสว่างของจอให้อยู่ในระดับที่ไม่แสบตา และหลีกเลี่ยงการใช้หน้าจอในห้องที่มืดกว่าจอมาก เพื่อไม่ให้ดวงตาต้องเพ่งตลอดเวลา สำหรับคนที่ใช้คอนแทคเลนส์ แต่งหน้าแน่นรอบดวงตา หรืออยู่ในสภาพอากาศแห้งบ่อยๆ ยิ่งควรระมัดระวังและใส่ใจต่อสุขภาพเปลือกตาเป็นพิเศษ ท้ายที่สุด การป้องกันตาแห้งจากจอไม่ใช่แค่เรื่องสบายตาในวันนี้ แต่เป็นการลดความเสี่ยงสายตาระยะยาว เพราะดวงตาที่ถูกใช้งานหนักโดยไร้การดูแล จะตอบสนองด้วยอาการแห้งเรื้อรัง การอักเสบ และความเสี่ยงต่อการติดเชื้อที่สูงขึ้น เราไม่จำเป็นต้องเลิกใช้เทคโนโลยี แต่อาจต้องเลิกนิสัยเมินเฉยต่อสัญญาณจากดวงตาเสียก่อน

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!