Fi Asia คืออะไร และทำไมผู้ประกอบการอาหารไทยต้องสนใจ
Fi Asia คือเวทีแสดงสินค้าและเจรจาธุรกิจด้านส่วนผสมอาหารและเครื่องดื่มที่เชื่อมผู้ผลิตวัตถุดิบ ผู้พัฒนาผลิตภัณฑ์ นักวิจัย และผู้ซื้อจากหลายประเทศในเอเชีย เข้ากับเทรนด์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ โภชนาการ และความยั่งยืน โดยเน้นการนำเสนอส่วนผสมอาหารนวัตกรรม วัตถุดิบจากธรรมชาติ และมาตรฐานความปลอดภัยที่รองรับข้อกำหนดฮาลาลและกฎระเบียบเฉพาะของแต่ละตลาด
Fi Asia Indonesia ครั้งที่ 30 จัดขึ้นวันที่ 16–18 กันยายน ณ Jakarta International Expo กรุงจาการ์ตา มีบทบาทชัดเจนในฐานะสะพานเชื่อมผู้ประกอบการอาหารไทยเข้าสู่ตลาดส่วนผสมอาหารและเครื่องดื่มระดับภูมิภาค งานนี้ไม่ได้เป็นแค่โอกาสไปออกบูธ แต่คือจุดเริ่มต้นของการเข้าใจเกมตลาดอาหารอินโดนีเซีย ตั้งแต่โครงสร้างซัพพลายเชนไปจนถึงข้อกำหนดฮาลาลของหน่วยงานท้องถิ่น ผู้ประกอบการอาหารไทยที่มองว่าตลาดในบ้านเริ่มอิ่มตัว หากไม่ใช้เวทีนี้ในการทดลองสินค้าหรือหาคู่ค้ารายใหม่ ย่อมเสี่ยงพลาดโอกาสในตลาดที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของอาเซียน

ตลาดอาหารอินโดนีเซียมหาศาล แต่ไม่ได้เปิดรับทุกคนแบบไร้เงื่อนไข
อินโดนีเซียมีประชากรมากกว่า 270 ล้านคน และอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารและเครื่องดื่มมีมูลค่าประมาณ 1.05–1.10 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นประมาณ 7.2% ของ GDP ในกลุ่ม non-oil and gas ตัวเลขนี้ไม่ใช่แค่บอกว่าตลาดใหญ่ แต่สะท้อนว่าภาคอาหารคือเสาหลักของเศรษฐกิจ เมื่อผนวกกับกลุ่มชนชั้นกลางและคนรุ่นใหม่ที่มีกำลังซื้อสูง ตลาดอาหารอินโดนีเซียจึงกลายเป็นสนามที่ผู้ประกอบการอาหารไทยหลีกเลี่ยงได้ยาก
ตลาดอาหารฟังก์ชันมีมูลค่าประมาณ 4.85 พันล้านดอลลาร์ในปี 2024 และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 9.27 พันล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 หรือเติบโตเฉลี่ย 11.4% ต่อปี ขณะเดียวกัน การนำเข้าส่วนผสมอาหารของอินโดนีเซียเพิ่มขึ้น 14.59% ระหว่างปี 2023–2024 หมายความว่าอินโดนีเซียต้องการส่วนผสมจากภายนอกอย่างต่อเนื่อง ผู้ประกอบการอาหารไทยจึงมีโอกาสเข้าไปเป็นทั้งผู้ขายวัตถุดิบและผู้พัฒนาผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป แต่โอกาสนี้ไม่ได้เปิดให้ทุกคนแบบอัตโนมัติ ผู้เล่นที่ไม่มีความเข้าใจทั้งเทรนด์สุขภาพและกรอบกฎหมายเฉพาะของอินโดนีเซียย่อมเสี่ยงถูกกีดออกจากช่องทางจำหน่ายหลัก
มาตรฐานฮาลาล เกมรับที่ผู้ประกอบการอาหารไทยห้ามพลาด
หัวใจของการบุกตลาดอาหารอินโดนีเซียไม่ใช่แค่รสชาติหรือราคา แต่คือการผ่านด่านมาตรฐานฮาลาลอย่างถูกต้อง กฎหมายฮาลาลฉบับใหม่ของอินโดนีเซียกำหนดให้ผลิตภัณฑ์ที่ส่งไปจำหน่ายต้องมีใบรับรองฮาลาลจาก BPJPH หรือใช้ใบรับรองจากหน่วยงานต่างประเทศที่ได้รับการยอมรับร่วมกับ BPJPH เท่านั้น นี่คือเงื่อนไขที่ผู้ประกอบการอาหารไทยทุกขนาด โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายกลางและรายย่อย ต้องรับมือให้ทันเวลา
ความท้าทายไม่ได้อยู่แค่การยื่นเอกสาร แต่รวมถึงการปรับสูตร เปลี่ยนวัตถุดิบ แยกสายการผลิตระหว่างฮาลาลและไม่ฮาลาล รวมถึงการบริหารระบบขนส่งให้ไม่ปะปนกัน สินค้าที่ไม่ใช่ฮาลาลแม้ยังขายได้ แต่ต้องติดฉลาก Non-Halal อย่างชัดเจน ซึ่งในทางปฏิบัติคือการยอมจำกัดตัวเองออกจากตลาดมวลชนที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่เป็นมุสลิม เมื่อพิจารณาว่าหลายผลิตภัณฑ์อาหาร เครื่องดื่ม เครื่องสำอาง และอาหารเสริมจากไทยยังไม่เคยขอฮาลาล การไม่เร่งปรับตัวอาจเท่ากับการยอมปล่อยให้คู่แข่งรายอื่นเข้าไปยึดพื้นที่ในซูเปอร์มาร์เก็ตและห้างสรรพสินค้าแทน

Fi Asia เป็นมากกว่างานแฟร์ แต่คือเวทีวางยุทธศาสตร์บุกตลาดอาหารอินโดนีเซีย
ตลอด 30 ปี Fi Asia พัฒนาจากเวทีแสดงสินค้าไปสู่ Business Platform สำคัญสำหรับอุตสาหกรรมส่วนผสมอาหารและเครื่องดื่มในเอเชีย งานปีนี้คาดว่าจะมีผู้เข้าชมและนักซื้อเฉพาะทางมากกว่า 24,000 คน พร้อมผู้จัดแสดงสินค้ากว่า 700 ราย และพาวิเลียนนานาชาติมากกว่า 10 ประเทศ สำหรับผู้ประกอบการอาหารไทย นี่คือพื้นที่ทดลองคอนเซ็ปต์สินค้าฟังก์ชันใหม่ๆ ต่อรองกับซัพพลายเออร์วัตถุดิบ และเรียนรู้ข้อกำหนดฮาลาลจากหน่วยงานอินโดนีเซียโดยตรงผ่านเวทีสัมมนาต่างๆ
Fi Asia Conference and Seminar เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการอาหารไทยอัปเดตเทคโนโลยีส่วนผสม สารให้ความหวาน นวัตกรรมโปรตีนทางเลือก และกฎระเบียบฮาลาล ขณะที่ Innovation Stage นำเสนอนวัตกรรม Functional Ingredients Sustainable Nutrition และ Clean Label ด้าน Hosted Buyers Programme เชื่อมผู้ซื้อระดับผู้บริหารจากอินโดนีเซียและอาเซียนกับผู้จัดแสดงสินค้าแบบตัวต่อตัว จึงไม่เกินเลยที่จะกล่าวว่า ผู้ประกอบการอาหารไทยที่อยากเข้าไปยืนในซัพพลายเชนส่วนผสมและเครื่องดื่มของภูมิภาค โดยเฉพาะตลาดอาหารอินโดนีเซีย ต้องมอง Fi Asia เป็นเวทีวางยุทธศาสตร์ ไม่ใช่งานออกบูธเพื่อเก็บรูปและแจกนามบัตรเพียงอย่างเดียว
เทรนด์สุขภาพและส่วนผสมอาหารนวัตกรรม คือเข็มทิศใหม่ของผู้ประกอบการอาหารไทย
พฤติกรรมผู้บริโภคอินโดนีเซียกำลังขยับจากอาหารหวานจัดไปสู่สินค้าที่ให้ทั้งรสชาติและประโยชน์ต่อสุขภาพ โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เริ่มมองหาผลิตภัณฑ์ที่มีสารสกัดจากธรรมชาติและส่วนผสมมูลค่าสูงมากขึ้น นี่คือจุดที่ผู้ประกอบการอาหารไทยสามารถสร้างความแตกต่างได้ หากกล้าที่จะปรับสูตร เพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ และใช้ส่วนผสมอาหารนวัตกรรมแทนการแข่งกันแต่ราคา
งาน Fi Asia Indonesia เปิดพื้นที่อย่าง Snack Bar และ Innovation Stage เพื่อแสดงแนวคิดการปรับสูตรขนมขบเคี้ยวให้ตอบโจทย์อาหารฟังก์ชัน การใช้รสชาติท้องถิ่นผสมกับวัตถุดิบสุขภาพ และการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ Clean Label และ Sustainable Nutrition สำหรับผู้ประกอบการอาหารไทย นี่คือห้องทดลองเชิงธุรกิจในโลกจริง ที่ทำให้เห็นชัดว่าตลาดอาหารอินโดนีเซียกำลังมองหาอะไร และต้องปรับสูตร ปรับแบรนด์ และวางกลยุทธ์อย่างไรให้สินค้าไม่ถูกมองเป็นแค่ของฝาก แต่เป็นตัวเลือกหลักในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคอินโดนีเซีย






