จากมรดกสู่โมเมนตัมใหม่ของความหรูหรา
Matthieu Blazy Chanel คือช่วงเวลาที่เมซงแฟชั่นระดับตำนานถูกนิยามขึ้นใหม่ผ่านแนวคิดอิสรภาพในการแต่งตัว ผสานกับงานฝีมือประณีต เขาเข้ามาสำรวจรหัสมรดกของแบรนด์แล้วแปลงให้เชื่อมโยงกับชีวิตร่วมสมัย ทำให้ภาพความหรูหราไม่ใช่เพียงความอลังการบนรันเวย์ แต่เป็นประสบการณ์การสวมใส่ที่ให้พื้นที่กับตัวตนของผู้หญิง การเปลี่ยนผ่านนี้สะท้อนว่าในห้องแฟชั่นฝรั่งเศส ความหรูหราแบบเก่าที่เน้นพิธีการเริ่มหลีกทางให้ความหรูหราที่เคลื่อนไหวได้ เบาสบาย และเข้าถึงอารมณ์ของคนยุคใหม่ สิ่งสำคัญคือ Blazy ไม่ปฏิเสธรากฐาน เขาเลือกอ่านมรดกของ Gabrielle Chanel ผ่านหัวใจของคำว่าอิสรภาพ แล้วทำให้รายละเอียดที่คุ้นเคยกลับมาสร้างความประหลาดใจ โดยยังรักษาความละเอียดอ่อนของงานฝีมือไว้ครบถ้วน ผลคือเมซงที่หลายคนเคยมองว่าเริ่มนิ่ง กลับมาดูเปี่ยมพลังและมีโมเมนตัมเชิงบวกทั้งในสายตาลูกค้าและคนในองค์กร ผู้บริหารสายแฟชั่นถึงกับย้ำว่าบ้านนี้ “กลับมาเปี่ยมพลังอีกครั้ง” ท่ามกลางตลาดลักชัวรีที่ผันผวน

เดบิวต์ Spring/Summer 2026 และชุดสูทแบบใหม่ที่ปลดล็อกการแต่งตัว
เดบิวต์คอลเล็กชั่น Spring/Summer 2026 ที่ Grand Palais ซึ่งประดับด้วยดาวเคราะห์ในวันที่ 6 ตุลาคม 2025 ไม่ได้เป็นเพียงโชว์เปิดตัว แต่เป็นคำประกาศชัดว่าความหรูหราในสายตา Blazy คือความผ่อนคลายที่ยังคงความพิถีพิถัน เขาย้อนกลับไปหาความหลงใหลของ Gabrielle Chanel ต่อเสื้อผ้าผู้ชาย แล้วแปลงเป็นแจ็กเกตทรงสั้น กางเกง และเสื้อเชิ้ตที่พัฒนาร่วมกับ Charvet ใช้แม้แต่โซ่ถ่วงชายเสื้ออันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์มาจัดน้ำหนักและการทิ้งตัวของเชิ้ตอย่างประณีต จุดแข็งของ Matthieu Blazy Chanel คือการทำให้ชุดสูทแบบใหม่ไม่ใช่เกราะแข็ง แต่กลายเป็นโครงสร้างที่เบาและขยับได้ ในโอตกูตูร์ Spring/Summer 2026 เขาถ่ายทอดชุดสูทด้วยผ้าไหมมุสลินโปร่งบาง เผยโครงสร้างด้านในและรายละเอียดที่เคยซ่อนอยู่ ให้ผู้ชมเห็นงานฝีมือเหมือนดูงานสถาปัตย์ที่ถูกทำให้เบาและลอยได้ นี่คือการตีความห้องแฟชั่นฝรั่งเศสในมุมที่ไม่ยึดติดกับพิธีการ แต่สนใจน้ำหนัก ความรู้สึก และการเคลื่อนไหวของผู้สวมใส่พอๆ กับเทคนิคของอาเตอลิเยร์

ผ้าทวีด อิสรภาพ และดาราแถวหน้าในโลกใหม่ของ Chanel
หนึ่งในการพลิกมุมมองที่เห็นชัดใน Spring/Summer 2026 คือการจับผ้าทวีดมาปรับให้เบาและพลิ้วไหวมากขึ้น ความคุ้นเคยของทวีดถูกสลายความแข็งตัวจนกลายเป็นวัสดุที่ขยับตามชีวิตจริงของผู้หญิงได้ ผลที่ได้คือชุดสูทแบบใหม่ เสื้อแจ็กเกต และลุคทวิคสไตล์ที่ดูเยาว์กว่ารุ่นแต่ยังส่งกลิ่นอายห้องแฟชั่นฝรั่งเศสในทุกตะเข็บ นี่คือคำตอบว่าความหรูหรายุคนี้ไม่จำเป็นต้องห่างเหินจากความสบายอีกต่อไป การผลักภาพให้สดขึ้นไม่ได้จบในรันเวย์ แคมเปญกระเป๋า Chanel 25 ที่ปล่อยในเดือนมีนาคม 2026 ใช้พลังของ Margot Robbie และการปรากฏตัวพิเศษของ Kylie Minogue ผ่านงานกำกับของ Michel Gondry เพื่อใส่แฟชั่นเข้าไปในวัฒนธรรมป็อปอย่างโฉบเฉี่ยว เมื่อ A-list หันมาเล่นในโลกของ Matthieu Blazy Chanel ภาพเมซงก็ถูกอัปเดตให้เข้าหาคนรุ่นใหม่มากขึ้น โดยไม่ทิ้งลูกค้าดั้งเดิมที่ยังมองหาความสง่างามแบบคลาสสิกในโครงสร้างและรายละเอียดฝีมือ

Scarcity และการจัดทีมออกแบบใหม่ ที่เปลี่ยนกระแสให้กลายเป็นยอดขาย
ความสำเร็จของ Matthieu Blazy Chanel ไม่ได้อยู่ที่ภาพลักษณ์อย่างเดียว แต่สะท้อนชัดในตัวเลข เมื่อรายได้แบบ comparable revenue เพิ่มขึ้น 16 เปอร์เซ็นต์ในหกเดือนแรกของปี และผู้บริหารยืนยันว่าเมซง “กำลัง outperform ตลาดอย่างมีนัยสำคัญ” แม้ตลาดลักชัวรีโดยรวมยังถูกกดดัน คำถามคือเขาทำอย่างไรในช่วงที่หลายแบรนด์ยังหายใจไม่เต็มปอด หนึ่งในคำตอบคือการใช้กลยุทธ์ Scarcity อย่างมีวินัย ไม่ใช่การผลิตน้อยแบบตั้งใจ แต่ใช้ shelf life ของคอลเล็กชั่นเฉลี่ยแค่สองถึงสามเดือน ประกอบกับการผลิตสินค้าแต่ละดีไซน์ในจำนวนจำกัดราว 80 ถึง 1,200 ชิ้นที่ต้องแบ่งไปยังบูติกกว่า 250 แห่ง ทำให้แต่ละร้านมีเพียงสี่ถึงห้าชิ้นต่อแบบ ผลคือภาพลูกค้าต่อคิวยาวหน้าร้านและวิดีโอ unboxing ที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น จนเกิดคำเรียกปรากฏการณ์ใหม่ว่า “Blazymania” บนโซเชียลมีเดีย เบื้องหลังฝั่งสร้างสรรค์ เมซงปรับโครงสร้าง Design Studio ครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ยุค Karl Lagerfeld จากสตูดิโอเดียวที่ต้องทำถึง 10 คอลเล็กชั่นต่อปี มาเป็นสามทีมเฉพาะทาง Haute Couture Ready-to-wear และ Métiers d’Art & Cruise พร้อมเพิ่มพนักงานอีก 30 คน การจัดสรรแบบนี้ให้เวลามากขึ้นกับการออกแบบและดูแลคุณภาพ ซึ่งกลายเป็นจุดแข็งเมื่อทุกสายตาเริ่มหันมามองคอลเล็กชั่นของ Blazy เป็นคีย์ลุคที่ต้องการครอบครอง
ลงทุนหน้าร้านและสมดุลระหว่างมรดกกับคนรุ่นใหม่
พลังของ Matthieu Blazy Chanel ยังผลักดันให้เมซงตัดสินใจลงทุนเชิงกลยุทธ์ในเครือข่ายร้านค้า เพราะเมื่อคอลเล็กชั่น Ready-to-wear ได้รับการตอบรับแรงขึ้น ลูกค้าทั่วโลกก็อยากสัมผัสประสบการณ์หน้าร้านมากกว่าครั้งไหน ผู้บริหารพูดตรงว่า “เรากำลังยกระดับเครือข่าย Retail เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับจำนวนลูกค้าที่เพิ่มขึ้น เพราะมีคนต้องการเข้าถึงคอลเลกชั่น Ready-to-wear ของเรามากขึ้นเรื่อยๆ แต่บูติกของเราทั่วโลกไม่ได้มีพื้นที่หรือห้องลองเสื้อที่เพียงพอทุกแห่ง” เมซงจึงวางแผนเปิดร้านชั่วคราวในบางตลาดและมองหาโอกาสใหม่เพื่อรองรับความต้องการที่ขยายตัว ด้านภาพลักษณ์ การขึ้นสู่อันดับหนึ่งในแพลตฟอร์มจัดอันดับความนิยมสองไตรมาสติดต่อกันบอกชัดว่าการวางตำแหน่งแบรนด์เหนือคู่แข่งทำได้ผล จุดเด่นคือการทรงตัวระหว่างรหัสมรดกกับซิลูเอตร่วมสมัย เขายังใช้โครงสร้างเดิมของ Chanel แต่ปรับให้ดู Boyish และ Unisex มากขึ้น ถึงขั้นต้องหันไปทำงานกับเวิร์กช็อปเสื้อผ้าบุรุษจริงๆ เพื่อให้โครงสร้างตอบโจทย์ผู้ชายและผู้หญิงที่อยากแต่งตัวแบบไม่ติดกรอบ นี่คือคำตอบที่ทำให้ทั้งลูกค้าดั้งเดิมและคนรุ่นใหม่รู้สึกว่าตัวเองมีที่ยืนในโลกของ Chanel






