ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

เมื่อ Matthieu Blazy ทำให้ฝีมือแฟชั่นหรูของ Chanel กลายเป็นพลังธุรกิจใหม่

เมื่อ Matthieu Blazy ทำให้ฝีมือแฟชั่นหรูของ Chanel กลายเป็นพลังธุรกิจใหม่
ความสนใจ|วงการแฟชั่น

อิสรภาพในการแต่งตัวของ Matthieu Blazy คือคำจำกัดความใหม่ของ Chanel

การเข้ามาของดีไซเนอร์ Matthieu Blazy คือการพลิกวิธีคิดเรื่องแฟชั่นหรูของ Chanel จากภาพเมซงคลาสสิกที่ยึดติดกับยูนิฟอร์มทวีดและชุดสูท เป็นโลกการแต่งตัวที่เน้นอิสรภาพ การเคลื่อนไหว และความเบาสบาย แต่ยังยึดหัวใจของงานฝีมือระดับโอตกูตูร์ไว้ครบทุกฝีเข็ม การออกแบบจึงไม่ใช่เพียงการสืบทอดมรดกแบรนด์ หากเป็นการเปิดพื้นที่ให้คนใส่ใช้เสื้อผ้า Chanel เพื่อสร้างตัวตนร่วมสมัยของตัวเองแบบไม่ถูกกรอบยุคก่อนจำกัด Blazy เลือกสำรวจมรดกของเมซงผ่านแนวคิดเรื่องอิสรภาพในการแต่งตัวที่เป็นหัวใจของ Gabrielle Chanel แล้วถ่ายทอดออกมาเป็นเสื้อผ้าที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริงของผู้หญิงยุคนี้ ตั้งแต่เสื้อเชิ้ตที่หยิบองค์ประกอบจากตู้เสื้อผ้าผู้ชาย ไปจนถึงทวีดที่ดูพลิ้วไหวและเบาสบายมากขึ้น แก่นสำคัญคือการทำให้รายละเอียดที่เราคุ้นตากลับมาดูสดใหม่โดยไม่สูญเสียความละเอียดอ่อนของฝีมือแฟชั่นหรูที่เป็นรากฐานของแบรนด์ ในมุมมองเชิงวิเคราะห์ จุดแข็งของ Blazy ไม่ใช่การปฏิวัติให้ทุกอย่างแปลกตา แต่คือการให้เสรีภาพกับผู้สวมใส่และใช้ความแม่นยำของแพตเทิร์นและการตัดเย็บรองรับเสรีภาพนั้น ผลลัพธ์คือ Chanel ที่ผ่อนคลาย มีชีวิต และกลับมีเสน่ห์ต่อคนรุ่นใหม่มากขึ้นโดยไม่ผลักแฟนเก่าออกจากภาพรวมของแบรนด์

เดบิวต์คอลเลคชั่นและทวีด Chanel ร่วมสมัยที่ดึงแฟชั่นหรูออกจากกรอบเก่า

จุดเปลี่ยนเชิงภาพจำเริ่มชัดจากคอลเลคชั่น Chanel ใหม่ Spring/Summer 2026 ที่เปิดตัวในวันที่ 6 ตุลาคม 2025 ท่ามกลางฉาก Grand Palais ที่ประดับด้วยดาวเคราะห์ราวโลกเหนือจริง เขาย้อนกลับไปสนใจเสื้อผ้าผู้ชายที่ Gabrielle Chanel เคยหลงใหล แล้วตีความใหม่ผ่านแจ็กเกตทรงสั้น กางเกง และเสื้อเชิ้ตที่พัฒนาร่วมกับ Charvet เพื่อให้โครงสร้างชายเสื้อ น้ำหนัก และการทิ้งตัวคมกริบแบบเสื้อเชิ้ตบุรุษ แต่ยังสวมใส่ได้สบายในชีวิตประจำวันของผู้หญิงร่วมสมัย จุดขับเคลื่อนสำคัญคือทวีด Chanel ร่วมสมัย ผ้าทวีดที่เคยหนาหนักถูกปรับให้เบาและพลิ้วไหวมากขึ้น กลายเป็นเสื้อผ้าที่เคลื่อนไหวไปพร้อมร่างกายแทนที่จะวางตัวแข็งอยู่บนลำตัว เมื่อขยับเข้าสู่โอตกูตูร์ Spring/Summer 2026 เขาใช้ผ้าไหมมุสลินโปร่งบางถ่ายทอดชุดสูท ทำให้โครงสร้างด้านในที่เคยถูกซ่อนถูกเปิดเผยอย่างมีศิลปะ และใช้แรงบันดาลใจจากนกในเรื่องรูปทรง สี และพื้นผิวผ่านงานปัก การจับจีบ และการทอของอาเตอลิเยร์ ทางเนื้อแท้ นี่คือการยืนยันว่าฝีมือแฟชั่นหรูไม่จำเป็นต้องผูกกับความหนักแน่นและความเป็นพิธีการเท่านั้น แต่สามารถเบา ลื่นไหล และผูกกับความทรงจำและการแสดงออกส่วนบุคคลได้ ซึ่งเป็นทิศทางที่ทำให้โอตกูตูร์ไม่ดูห่างเหินจากชีวิตจริง

เมื่อ Matthieu Blazy ทำให้ฝีมือแฟชั่นหรูของ Chanel กลายเป็นพลังธุรกิจใหม่

ยอดขายเติบโตเหนือกว่าตลาดและ Blazymania คือหลักฐานว่าความคิดสร้างสรรค์ขับเคลื่อนธุรกิจได้

การเปลี่ยนวิธีคิดเชิงดีไซน์น่าจะเป็นเรื่องเสี่ยงในตลาดลักชัวรีที่ผันผวน แต่ผลลัพธ์ปีแรกกลับกลายเป็นกรณีศึกษาเรื่องการใช้ฝีมือแฟชั่นหรูผลักดันธุรกิจอย่างชัดเจน บนโจทย์ตลาดโลกที่ยังถูกกดดัน ยอดขายของคอลเลคชั่น Blazy ได้รับการตอบรับแข็งแรง เมซงถูกอธิบายว่ากำลัง “reenergized” ทั้งในด้านยอดขาย ความต้องการของลูกค้า และพลังภายในองค์กร ตามข้อมูลของฝ่ายแฟชั่น รายได้แบบ comparable revenue เพิ่มขึ้น 16 เปอร์เซ็นต์ในช่วงหกเดือนแรกของปี และ Chanel กำลังทำผลงานเหนือกว่าตลาดอย่างมีนัยสำคัญ บูติกเกือบทั้งหมดขายสินค้าได้มากขึ้น โดยเฉพาะเสื้อผ้า Ready-to-wear ขณะเดียวกันแบรนด์ยังขึ้นสู่อันดับหนึ่งในการจัดอันดับแบรนด์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดของ Lyst ติดต่อกันสองไตรมาส ซึ่งตอกย้ำโมเมนตัมเชิงบวกทั้งในเชิงภาพลักษณ์และเชิงธุรกิจ ปรากฏการณ์ Blazymania บนโซเชียลมีเดียที่ผู้คนต่อคิวยาวหน้าบูติกนานหลายชั่วโมงและเต็มไปด้วยวิดีโอ Unboxing แสดงให้เห็นว่าดีไซน์ที่มีชีวิตชีวาและเล่าเรื่องได้ดี สามารถปลุกความอยากครอบครองท่ามกลางสภาพตลาดหรูที่คนระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ความคิดสร้างสรรค์จึงไม่ใช่แค่ตกแต่งยอดขาย หากเป็นตัวจุดประกายความเชื่อใหม่ว่าการซื้อ Chanel คือการซื้อตัวตนแบบ Blazy มากพอๆ กับการซื้อมรดกแบรนด์

เมื่อ Matthieu Blazy ทำให้ฝีมือแฟชั่นหรูของ Chanel กลายเป็นพลังธุรกิจใหม่

กลยุทธ์ Scarcity และการยกเครื่องทีมออกแบบที่ทำให้ความต้องการมากกว่าสินค้า

เมื่อความต้องการเพิ่มขึ้น ปัญหาของ Chanel ยุค Blazy จึงไม่ใช่การสร้างดีมานด์ แต่เป็นการบริหาร Scarcity แบรนด์ให้ลูกค้ารู้สึกได้ถึงความพิเศษโดยไม่หงุดหงิดเกินไป ฝ่ายแฟชั่นอธิบายชัดว่า “สิ่งที่เราทำคือการบริหาร Scarcity แต่มันไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเราสั่งผลิตไม่เพียงพอ มันเกิดจาก shelf life ของคอลเลกชั่นที่เฉลี่ยสองถึงสามเดือน” ลูกค้าจึงต้องรีบเข้าชม Preview ทุกครั้งที่คอลเลคชั่น Chanel ใหม่เข้าสู่ร้าน เพราะไม่มีระบบ Pre-order ให้จองล่วงหน้า ตัวเลขการผลิตแต่ละดีไซน์สะท้อนกลยุทธ์นี้อย่างตรงไปตรงมา สินค้าแต่ละดีไซน์ผลิตในจำนวนจำกัดตั้งแต่ประมาณ 80 ถึง 1,200 ชิ้น และยังต้องแบ่งให้บูติก 250 แห่งทั่วโลก แต่ละร้านจึงได้เพียงสี่หรือห้าชิ้นเท่านั้น นี่คือการทำให้ความต้องการเกินกว่าสินค้าอย่างตั้งใจเพื่อรักษาแรงปรารถนาของลูกค้าประจำ เพื่อรองรับทิศทางใหม่ Chanel ยังปรับโครงสร้าง Design Studio ครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ยุคหนึ่งของเมซง จากเดิมที่สตูดิโอเดียวต้องดูแลถึง 10 คอลเลคชั่นต่อปี แบรนด์เพิ่มพนักงานอีก 30 คน แล้วแบ่งออกเป็นสามทีมเฉพาะทาง ได้แก่ Haute Couture, Ready-to-wear และ Métiers d’Art & Cruise เพื่อให้ทีมของ Blazyมีเวลาและพื้นที่สร้างสรรค์มากขึ้นโดยไม่ลดทอนคุณภาพของฝีมือแฟชั่นหรูที่เป็นจุดขาย

เมื่อ Matthieu Blazy ทำให้ฝีมือแฟชั่นหรูของ Chanel กลายเป็นพลังธุรกิจใหม่

การลงทุนด้านรีเทลและอนาคตของ Chanel เมื่อแฟชั่นกับการเติบโตเดินคู่กัน

ภายใต้แรงส่งจากดีไซเนอร์ Matthieu Blazy การเติบโตของ Chanel ไม่ได้เกิดแค่ในแผนกรันเวย์ แต่ขยายสู่เครือข่ายรีเทลทั่วโลกด้วย เมซงถูกพูดถึงว่ากำลังยกระดับเครือข่ายร้านเพื่อรองรับจำนวนลูกค้าที่เพิ่มขึ้นและความต้องการเข้าถึงคอลเลคชั่น Ready-to-wear ที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงเวลาที่แบรนด์กำลังได้รับแรงส่งใหม่ การขึ้นอันดับหนึ่งในแพลตฟอร์มจัดอันดับความนิยมสองไตรมาสติดต่อกันยิ่งเสริมให้ฝั่งรีเทลต้องแน่ใจว่าประสบการณ์หน้าร้านถูกยกระดับให้สอดคล้องกับภาพลักษณ์บนโลกดิจิทัล รูปแบบการเดินหน้าของ Blazy ยังสะท้อนวิธีคิดเชิงกลยุทธ์เรื่องการสร้างเรื่องเล่าแบบต่อเนื่อง เขาเตรียมนำเสนอคอลเลคชั่น Spring 2027 ที่ Grand Palais ก่อนเดินทางไปซิดนีย์จัด replica cruise show ในวันที่ 5 พฤศจิกายน และเปิดตัว Métiers d’Art ที่กรุงโรมในวันที่ 2 ธันวาคม การเดินทางของโชว์จากปารีสสู่เมืองสำคัญต่างๆ ทำให้โลกของ Chanel ภายใต้สายตา Blazy ปรากฏชัดผ่านพื้นที่หลากหลาย ทั้งรันเวย์ใต้หมู่ดาว สวนเหนือจริง ไปจนถึงชานชาลารถไฟใต้ดินนิวยอร์ก ซึ่งแต่ละโลเคชั่นช่วยเล่าให้เห็นบุคลิกผู้หญิง Chanel และความสัมพันธ์ระหว่างเสื้อผ้ากับผู้สวมใส่ในบริบทวัฒนธรรมต่างกัน เมื่อมองไปข้างหน้า การที่ฝ่ายบริหารยังระบุว่าตัวเอง “ระมัดระวังอย่างมาก” ต่อปี 2027 แสดงให้เห็นว่าความสำเร็จปีแรกของ Blazy ไม่ได้ทำให้แบรนด์หลงไปกับกระแส ในทางกลับกัน Chanel กำลังทดสอบว่าฝีมือแฟชั่นหรูที่เชื่อในอิสรภาพการแต่งตัวและการตัดเย็บแม่นยำ สามารถรักษาโมเมนตัมการเติบโตเหนือกว่าตลาดได้ยาวนานแค่ไหน และนั่นคือโจทย์ที่แบรนด์ลักชัวรีอื่นต้องจับตา ข้อสรุปคือ ปีแรกของ Blazy ที่ Chanel พิสูจน์ว่าเมื่อดีไซเนอร์ Matthieu Blazy กล้าทำให้ทวีด Chanel ร่วมสมัย และกล้าที่จะจัดโครงสร้างทีมและรีเทลใหม่ ความหรูหราแบบเมซงเก่าแก่ก็สามารถกลับมามีพลัง สร้างโมเมนตัมทางธุรกิจ และยังคงสถานะตลาดบนโดยไม่ทิ้งคุณค่าของงานฝีมือแฟชั่นหรู

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!