รีสอร์ตแบบปลายทางท่องเที่ยวรวมคืออะไร และทำไมต้องเริ่มที่พัทยา
รีสอร์ตแบบปลายทางท่องเที่ยวรวม คือรูปแบบโรงแรมที่ผสานที่พัก สวนน้ำขนาดใหญ่ สิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อความบันเทิง สุขภาพ และศูนย์ประชุมเข้าไว้ด้วยกันในโครงการเดียว เพื่อดึงให้นักท่องเที่ยวใช้เวลาและใช้จ่ายภายในพื้นที่โดยไม่ต้องออกไปที่อื่น พร้อมออกแบบประสบการณ์รองรับทั้งครอบครัว นักธุรกิจ และงานประชุมขนาดใหญ่ในจุดหมายเดียว
การที่ LHMH ตัดสินใจลงทุนกว่า 4,300 ล้านบาทพัฒนาโรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ วอยาจ พัทยา ในฐานะโรงแรมลำดับที่ 10 ของกลุ่ม และเป็นโครงการที่ 3 ในเมืองเดียวกัน บอกได้ชัดว่าเดิมพันครั้งนี้ไม่ใช่แค่เพิ่มห้องพัก แต่คือการยึดหัวหาดใหม่ของการท่องเที่ยวพัทยา แกนคิดคือยกระดับภาพลักษณ์เมืองจากจุดหมายชายทะเลทั่วไปไปสู่ World-Class Family & MICE Destination รองรับนักท่องเที่ยวศักยภาพสูงและงานประชุมจากทั่วโลก หากมองในมุมกลยุทธ์ เมืองที่มีฐานนักท่องเที่ยวอยู่แล้วอย่างพัทยาคือสนามทดสอบที่เสี่ยงแต่คุ้ม หากโมเดลนี้สำเร็จจะกลายเป็นต้นแบบให้เมืองท่องเที่ยวอื่นต้องเร่งตามให้ทัน

จากโรงแรมสู่เครื่องจักรเศรษฐกิจ 8,000 ล้าน ด้วยโมเดล Integrated Destination
LHMH ไม่ได้พูดเล่นเมื่อประกาศเดินหน้ากลยุทธ์อสังหาฯ เพื่อการท่องเที่ยวครั้งใหญ่ พร้อมคาดหวังว่าการเปิดบริการเต็มรูปแบบของแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ วอยาจ พัทยาในเดือนตุลาคม จะเป็นกำลังหลักดันรายได้รวมของกลุ่มแตะ 8,000 ล้านบาท เติบโตประมาณ 35% และสร้างสถิติสูงสุดใหม่ นี่คือการใช้โรงแรมหนึ่งแห่งเป็นเครื่องจักรทางเศรษฐกิจ มากกว่าแค่โครงการอสังหาฯ รายเดียว
หัวใจของโมเดล Integrated Destination คือการรวมการพักผ่อน สวนน้ำ ความบันเทิง ร้านอาหาร เทคโนโลยี และพื้นที่จัดประชุมอีเวนต์ไว้ในที่เดียว เพื่อรองรับทั้งนักท่องเที่ยวทุกเจเนอเรชันและตลาด MICE ระดับสากล โครงสร้างแบบนี้ลดการพึ่งพารายได้จากห้องพักล้วนๆ และเพิ่มความยืดหยุ่นให้ธุรกิจรับมือฤดูกาลท่องเที่ยวที่ผันผวน ความทะเยอทะยานชัดเจนในเป้าหมาย Non-Room Revenue ถึง 30% และตั้งเป้ารายได้ปีแรก 1,300 ล้านบาท โดยคาดคืนทุนในราว 7 ปี ประโยคนี้ควรถูกจำว่า “โครงการใหม่นี้ตั้งเป้ารายได้ปีแรกไว้ที่ 1,300 ล้านบาท และคาดว่าจะใช้ระยะเวลาคืนทุนราว 7 ปี”

สวนน้ำ 20,000 ตร.ม. โกคาร์ทไฟฟ้า หน้าผาจำลอง แผนพลิกโฉมการท่องเที่ยวพัทยา
โครงสร้างรายได้ที่หลากหลายจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากไม่มีผลิตภัณฑ์ที่ชัดเจน แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ วอยาจ พัทยาเลือกลงน้ำหนักไปที่สวนน้ำและความบันเทิงเต็มรูปแบบ Time Traveller Water Park ถูกออกแบบเป็นสวนน้ำขนาดใหญ่กว่า 20,000 ตารางเมตร รองรับทั้งเด็กและผู้ใหญ่ สวมบทเป็นแม็กเน็ตหลักดึงนักท่องเที่ยวทั้งกลุ่มครอบครัวและนักเดินทางแบบกลุ่มเพื่อนให้เลือกพักในพื้นที่รีสอร์ตมากกว่าโรงแรมชายหาดแบบเดิม
ที่น่าสนใจคือการเพิ่มกิจกรรมที่ต่างจากรีสอร์ตทั่วไป ทั้งสนามโกคาร์ทไฟฟ้า Voyage Circuit และ Crimson Canyon Wellness ที่มีพื้นที่กว่า 1,400 ตารางเมตร พร้อมหน้าผาจำลอง มวยไทย ซาวน่า และจากุซซี่วิวทะเล เมื่อผนวกกับ Halo Convention Centre ซึ่งเป็นศูนย์ประชุมแบบไร้เสา ชัดเจนว่าพัทยากำลังจะได้แลนด์มาร์กที่ดึงทั้งงานประชุม งานอีเวนต์ และนักท่องเที่ยวสายแอคทีฟเข้ามาในเมืองเดียวกัน การท่องเที่ยวพัทยาในอนาคตจึงมีโอกาสเปลี่ยนจากการขายทะเล เป็นการขายประสบการณ์แบบครบวงจร

The Borderless Journey กลยุทธ์ยึดพัทยาให้เป็นเมืองสำหรับทุกเจเนอเรชัน
คอนเซ็ปต์ The Borderless Journey ไม่ได้เป็นแค่คำสวยหรู แต่สะท้อนการอ่านเทรนด์ Multi-Generational Travel ที่คนต่างวัยเดินทางร่วมกันมากขึ้น โรงแรมถูกวางตัวเป็น Integrated Destination Hotel ที่เชื่อมประสบการณ์ของเด็ก ผู้ใหญ่ และผู้สูงวัยในพื้นที่เดียว ทั้งการพักผ่อน เวลเนส ความบันเทิง และงานประชุม นี่คือการย้ายพัทยาออกจากภาพจำเดิม ไปสู่เมืองที่ทุกครอบครัวรู้สึกปลอดภัยและมีอะไรทำตลอดทั้งทริป
ในระดับพอร์ตโฟลิโอ LHMH แบ่งบทบาทโรงแรมทั้งสามแห่งในเมืองให้ชัดเจน โรงแรมหนึ่งเน้นความสะดวกจากการเชื่อมกับศูนย์การค้า อีกแห่งเน้นเทคโนโลยีและเด็กเล็ก ส่วน Voyage ขยับขึ้นอีกระดับรับตลาดครอบครัวระดับพรีเมียมและ MICE โลก โดยตั้งเป้าอัตราเข้าพักปีแรก 75–80% และหวังแตะ 90–95% ในช่วงไฮซีซัน พร้อมราคาห้องพักเฉลี่ยสูงกว่าโรงแรม 5 ดาวทั่วไป 15–20% การจัดตำแหน่งแบบนี้ทำให้ทั้งสามโรงแรมเสริมแรงกัน มากกว่าจะกินตลาดกันเอง และช่วยให้การท่องเที่ยวพัทยามีสินค้าใหม่ที่หลากหลายกว่าเดิม

บทสรุป พัทยากับเดิมพันระดับ 4,300 ล้าน และโครงการต่อยอดสู่ไชน่าทาวน์
หากต้องสรุปสั้นๆ การลงทุน 4,300 ล้านบาทของ LHMH ในแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ วอยาจ พัทยา คือการเดิมพันว่าการท่องเที่ยวพัทยาจะขยับจากโมเดลทะเลและไนต์ไลฟ์ ไปสู่ปลายทางท่องเที่ยวรวมที่ผสานที่พัก สวนน้ำขนาดใหญ่ ความบันเทิง และศูนย์ประชุมในโครงการเดียว เป้าหมายคือการสร้างรายได้รวมกลุ่มถึง 8,000 ล้านบาท พร้อม Non-Room Revenue 30% และคืนทุนใน 7 ปี หากตัวเลขนี้เกิดขึ้นจริง จะเป็นข้อพิสูจน์ว่าบริษัทโรงแรมสัญชาติไทยสามารถสร้างโมเดลรายได้หลายทางที่แข่งกับเชนระดับโลกได้
ที่สำคัญ โครงการนี้ไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นจุดตั้งต้นของการขยายพอร์ตต่อเนื่องไปยังแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ไชน่าทาวน์ กรุงเทพฯ มูลค่าลงทุน 3,600 ล้านบาท ซึ่งวางแผนเปิดบริการไตรมาส 2 ปี 2571 เท่ากับว่าหาก Voyage พัทยาประสบความสำเร็จ โมเดลปลายทางท่องเที่ยวรวมจะถูกต่อยอดสู่ย่านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวสำคัญอื่นทันที สำหรับการท่องเที่ยวพัทยา ความหมายคือเมืองนี้กำลังออกจากเงาของอดีต และเดินเข้าสู่สมรภูมิใหม่ที่วัดกันที่คุณภาพประสบการณ์มากกว่าราคาห้องพัก



