ขึ้นราคาพร้อมคงภาพบัджเจต อีวีจีนเล่นเกมใหม่ในตลาด
การปรับขึ้นราคารถยนต์ไฟฟ้าจีน ราคา ในแบรนด์ JAECOO และ OMODA คือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างราคาของอีวี บัджเจต ไทย ที่อยู่ช่วงกลางระหว่างความคุ้มค่ากับการสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ ทำให้ผู้บริโภคต้องชั่งน้ำหนักทั้งราคา ฟีเจอร์ และสิทธิประโยชน์ระยะยาว ขณะเดียวกันก็สะท้อนว่าค่ายอีวีจีนเริ่มกล้าปรับขึ้นราคาเพื่อยกระดับตัวเองจากภาพรถถูกไปสู่รถที่มีคุณค่าต่อเงินมากขึ้นในสายตาลูกค้า
ประเด็นสำคัญคือการขึ้นราคาไม่ได้มาคู่กับการตัดสิทธิ์ แต่ใช้วิธีอัดข้อเสนอด้านการรับประกันและอุปกรณ์เสริมให้แน่นขึ้นแทน ผู้ซื้อจึงไม่ได้เจอแค่ตัวเลขแพงขึ้นในใบเสนอราคา แต่ต้องอ่านเกมว่าแบรนด์กำลังบอกอะไรกับตลาด การตัดสินใจซื้อในเดือนกันยายนจึงไม่ใช่แค่เลือกคันที่ถูกสุด แต่เป็นการประเมินว่าราคาใหม่กับสิทธิประโยชน์ที่ได้ยังสมเหตุสมผลหรือไม่ในภาพรวม
JAECOO 5 EV และ JAECOO 6 EV ขึ้นราคา แต่ยังยืนในโซนเข้าถึงง่าย
ราคา JAECOO 5 EV รุ่น MAX+ ปรับขึ้น 20,000 บาทมาอยู่ที่ 599,000 บาทภายใต้ราคาส่วนลดปกติ โดยราคาปกติเต็มอยู่ที่ 699,000 บาท นี่คือจุดที่ผู้ซื้อสายบัджเจตต้องคิดว่าค่าตัวเพิ่มขึ้นแลกกับอะไรบ้าง ทั้งระยะทางวิ่งระดับ 401 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้งตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง และชุดสิทธิประโยชน์ตั้งแต่ดาวน์เริ่มต้นไม่สูง ฟรี Lifetime Warranty ที่ครอบคลุมแบตเตอรี่ มอเตอร์ และระบบควบคุมไฟฟ้า ไปจนถึงประกันภัยชั้น 1 และการรับประกันตัวรถใหม่ 8 ปีหรือ 200,000 กิโลเมตร
ฝั่งกล่องสายลุย JAECOO 6 EV ราคา ถูกขยับด้วยเช่นกัน รุ่น MAX ขึ้นไปเป็น 799,000 บาทจากราคาพิเศษเดือนสิงหาคม 794,000 บาท ขณะที่ราคาปกติอยู่ที่ 859,000 บาท ส่วนรุ่น LONG RANGE 4WD ขึ้นเป็น 999,900 บาทจาก 979,900 บาท โดยมีราคาปกติ 1,249,000 บาท การขึ้น 5,000 ถึง 20,000 บาทในตระกูล JAECOO 6 EV นี้ยังถูกห่อด้วยแพ็กเกจดาวน์เริ่มต้น 5% พร้อม Home Charger หรือส่วนลด สูงสุด 10,000 บาท และสิทธิบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมงนาน 5 ปี ซึ่งทำให้แม้ราคาเพิ่ม แต่ตัวรถยังยืนอยู่ในกรอบที่คนทั่วไปเข้าถึงได้เมื่อมองรวมทั้งฟีเจอร์และการรับประกัน

ปรับราคา OMODA C5 EV MAX+ กับบททดสอบความคุ้มค่าในกลุ่มกลาง
ฝั่ง OMODA การปรับราคา OMODA C5 รุ่น EV MAX+ คือสัญญาณชัดว่าค่ายต้องการย้ายภาพจากอีวีราคาต่ำไปสู่รถไฟฟ้ากลุ่มกลางที่ดูจริงจังขึ้น โดยราคาส่วนลดปกติขยับจากเดือนสิงหาคมขึ้น 20,000 บาทมาอยู่ที่ 649,000 บาท ขณะที่ราคาปกติเต็มคือ 709,000 บาท จุดที่น่าสนใจคือระยะทางวิ่งสูงสุดถูกปรับลดลงเหลือ 422 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้งตามมาตรฐาน NEDC ซึ่งทำให้ผู้ซื้อต้องพิจารณาค่าใช้จ่ายต่อกิโลเมตรและรูปแบบการใช้งานของตัวเองให้เข้มงวดขึ้น
ในอีกด้าน ชุดอุปกรณ์และสิทธิ์ยังถูกอัดแน่นเพื่อดึงความสนใจ ดาวน์เริ่มต้นเพียง 5% เลือก Home Charger หรือส่วนลด สูงสุด 10,000 บาท ฟรี Lifetime Warranty ครอบคลุมระบบไฟฟ้าหลัก ฟรีประกันภัยชั้น 1 1 ปี และฟรีการรับประกันตัวรถใหม่ 8 ปีหรือ 200,000 กิโลเมตร พร้อมของแถมอย่างสายชาร์จ V-to-L พรม OMODA AC Portable Charger และแอป T-Box นาน 5 ปี เมื่อดูภาพรวม OMODA C5 EV MAX+ จึงไม่ใช่อีวีถูกสุด แต่เป็นรถที่พยายามยืนยันว่าราคาใหม่ยังคุ้มเมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้ทั้งในปัจจุบันและระยะยาว

เส้นตาย 4–30 กันยายน เกมเวลาและยุทธศาสตร์จิตวิทยาราคา
ทั้ง JAECOO 5 EV MAX+ OMODA C5 EV MAX+ และ JAECOO 6 EV ใช้กรอบเวลาเดียวกันคือเมื่อจองและรับรถภายในวันที่ 4 ถึง 30 กันยายน 2569 สำหรับการใช้ราคาส่วนลดปกติและสิทธิประโยชน์ที่ประกาศ เส้นตายระยะสั้นลักษณะนี้คือเครื่องมือกดดันให้ลูกค้าตัดสินใจเร็วขึ้น หลายคนไม่ได้มีเวลาศึกษาเทียบรุ่นอื่นในตลาดบัджเจตถึงระดับกลางอย่างเต็มที่ ทำให้การสื่อสารคุณค่าที่แท้จริงของราคาส่วนลดและเงื่อนไขต่างๆสำคัญมากกว่าตัวเลขเพียงอย่างเดียว
ในมุมจิตวิทยา ผู้ซื้อจำนวนมากมักรู้สึกว่าถ้าพลาดช่วงนี้ ราคาจะเด้งกลับไปใช้ราคาปกติซึ่งสูงกว่ามาก โดยเฉพาะเมื่อเห็นตัวเลขราคาปกติของแต่ละรุ่นถูกนำมาเทียบให้เห็นต่าง เช่น JAECOO 5 EV MAX+ ที่ราคาปกติ 699,000 บาท หรือ JAECOO 6 EV LONG RANGE 4WD ที่ราคาปกติ 1,249,000 บาท การยกตัวเลขเหล่านี้ขึ้นมาขีดเส้นให้รู้สึกว่ากำลังซื้อถูกลงชั่วคราว ทำให้การขึ้นราคา 20,000 บาทดูนุ่มลงในสายตาผู้บริโภค ทั้งที่ในชีวิตจริงสำหรับครัวเรือนหนึ่งจำนวนเงินระดับนี้ไม่ใช่น้อยเลย






