ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

การไปทำงานขณะป่วยกำลังทำร้ายคุณมากกว่าที่คิด

การไปทำงานขณะป่วยกำลังทำร้ายคุณมากกว่าที่คิด
ความสนใจ|การใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาพดี

ภาวะฝืนทำงานคืออะไร และทำไมจึงอันตรายกว่าที่เราเคยชิน

ภาวะฝืนทำงานหรือการไปทำงานขณะป่วย คือพฤติกรรมที่คนยังคงทำงานทั้งที่มีอาการเจ็บป่วยทางกายหรือมีปัญหาสุขภาพจิต โดยมักเกิดจากความกลัวเสียงาน แรงกดดันจากวัฒนธรรมองค์กร และการยึดติดกับภาพลักษณ์ว่าต้องเป็นคนทุ่มเทเสมอ ภาวะนี้ต่างจากการลาป่วยที่ให้ร่างกายและจิตใจได้พัก แต่เป็นการผลักตัวเองออกจากเตียงไปสู่ที่ทำงานหรือหน้าจอโดยไม่สนใจสัญญาณเตือนของสุขภาพ เมื่อพฤติกรรมเช่นนี้เกิดซ้ำๆ จะสะสมเป็นผลเสียทั้งต่อคนทำงานเอง เพื่อนร่วมงาน และประสิทธิภาพขององค์กรในระยะยาว

งานวิจัยหนึ่งพบว่าประชากรหนึ่งในสามยังเลือกทำงานทั้งที่ไม่สบาย ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเรียกว่าภาวะฝืนทำงาน หรือ presenteeism ตัวเลขนี้ไม่ได้สะท้อนความขยันเท่ากับสะท้อนวัฒนธรรมการทำงานที่ให้ค่ากับการโผล่หน้าในระบบมากกว่าการฟังร่างกายของตัวเอง น่าสังเกตว่าในกลุ่มคนทำงานอายุน้อย 16 ถึง 24 ปี ลาป่วยเฉลี่ยเพียง 2.4 วันต่อปี ขณะที่กลุ่มอายุ 50 ถึง 64 ปีลาป่วยเฉลี่ย 6.2 วัน ทั้งที่คนอายุมากมักมีโรคเรื้อรังมากกว่า ข้อมูลนี้ชี้ว่าคนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยกำลังเลือกฝืน ทั้งจากความไม่มั่นคงในงานและความกลัวว่าจะถูกมองว่าอ่อนแอ

การไปทำงานขณะป่วยกำลังทำร้ายคุณมากกว่าที่คิด

จิตวิทยาเบื้องหลังความไม่กล้าลาป่วย เมื่อความทุ่มเทกลายเป็นกับดัก

การไปทำงานขณะป่วยมักถูกห่อหุ้มด้วยคำสวยหรูอย่างความรับผิดชอบและความเป็นมืออาชีพ แต่เบื้องหลังกลับเต็มไปด้วยความกลัวและความรู้สึกผิด คนจำนวนมากผูกตัวตนเข้ากับงานจนการขาดงานเหมือนการสูญเสียตัวเองชั่วคราว นักจิตวิทยาเรียกภาวะนี้ว่า work centrality เมื่อคุณนิยามคุณค่าของตัวเองด้วยผลงานและการอยู่หน้าที่ทำงาน การลาป่วยจึงตีความได้ง่ายว่าเป็นความล้มเหลว หรือการทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน ความคิดเช่นนี้ทำให้คนจำนวนมากเลือกเมินสัญญาณของสุขภาพแทนที่จะหยุดพัก

สำหรับคนรุ่นใหม่ ความกลัวถูกมองว่าอ่อนแอหรือขี้เกียจยิ่งรุนแรง เพราะพวกเขาอยู่ในช่วงเริ่มต้นสายอาชีพ ไม่อยากถูกจดจำในภาพลักษณ์ลบ และมักทำงานในตำแหน่งที่มีความมั่นคงต่ำ เช่นสัญญาจ้างที่ผันแปรตามชั่วโมงการทำงาน ส่งผลให้ยิ่งไม่กล้าลาป่วย ประโยคที่คนทำงานจำนวนมากพูดกับตัวเองคือ ถ้ายังเดินไหวก็ต้องไป ทำให้ความเคารพตนเองถูกผูกไว้กับการฝืนร่างกาย ยิ่งองค์กรยกย่องคนที่ไม่เคยลาป่วยหรืออวดชั่วโมงทำงานยาวนาน วงจรการกดดันตัวเองแบบนี้ก็ยิ่งตอกย้ำ

จากความเครียดในที่ทำงานสู่ภาวะหมดไฟ เมื่อการฝืนกลายเป็นวิถีชีวิต

การไปทำงานขณะป่วยไม่ใช่เหตุการณ์โดดๆ แต่เมื่อกลายเป็นนิสัย มันจะค่อยๆ ผลักคนทำงานเข้าใกล้ภาวะหมดไฟในการทำงาน ความเครียดในการทำงานสะสมจากเดดไลน์ ความไม่มั่นคง และความคาดหวังสูง ทำให้คนจำนวนมากไม่เหลือพื้นที่พักฟื้นทั้งกายและใจ ข้อมูลตรวจสุขภาพจิตล่าสุดพบว่าคนวัยทำงานอายุ 20 ถึง 59 ปีมีความเครียดระดับสูงมากกว่า 11% และในกลุ่มวัยทำงานตอนต้น 20 ถึง 29 ปี ตัวเลขพุ่งขึ้นถึง 28% แสดงให้เห็นว่าความตึงเครียดกำลังกลายเป็นสภาพปกติของที่ทำงานยุคนี้

น่ากังวลยิ่งขึ้นเมื่อมีผลสำรวจพบว่ากว่า 27% ของคนวัยทำงานยังคงฝืนไปทำงานแม้มีปัญหาสุขภาพจิต หรือที่เรียกว่า presenteeism นั่นหมายความว่าคนกลุ่มใหญ่กำลังนั่งทำงานทั้งที่สภาพจิตใจไม่พร้อม การเพิกเฉยต่อสุขภาพจิตที่ทำงานแบบนี้ทำให้ภูมิคุ้มกันทางใจอ่อนล้า ระบบคิดและการตัดสินใจถดถอย และอาจนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าหรือวิตกกังวลรุนแรง การดูแลสุขภาพพนักงานจึงไม่ใช่เรื่องสวัสดิการเสริมอีกต่อไป แต่เป็นปัจจัยพื้นฐานที่กำหนดว่าคนๆ หนึ่งจะอยู่รอดในโลกการทำงานระยะยาวได้อย่างไร

การไปทำงานขณะป่วยกำลังทำร้ายคุณมากกว่าที่คิด

เมื่อองค์กรเริ่มขยับ: ตัวอย่างระบบดูแลกายใจที่เปลี่ยนวัฒนธรรมได้

หากภาวะฝืนทำงานเป็นผลผลิตจากวัฒนธรรมองค์กร การแก้ปัญหาย่อมต้องเริ่มจากระบบในที่ทำงาน ไม่ใช่โยนความรับผิดชอบทั้งหมดให้พนักงาน ในหลายองค์กรเริ่มมีการสร้างโครงสร้างดูแลสุขภาพจิตที่ทำงานแบบองค์รวม โดยมองว่าความเครียด ภาวะหมดไฟในการทำงาน และปัญหาการเงินคือภัยเงียบที่กระทบทั้งคุณภาพชีวิตและประสิทธิภาพขององค์กร ข้อมูลระดับโลกยังชี้ด้วยว่าภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวลทำให้โลกสูญเสียวันทำงานรวมหลายพันล้านวันต่อปี สะท้อนว่าปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวของลูกจ้าง แต่คือโจทย์เชิงยุทธศาสตร์ขององค์กรทุกแห่ง

เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2569 มีการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อถอดบทเรียนการดำเนินงานของโครงการ Holistic Health Advisor หรือ HHA ภายใต้แนวคิดการเชื่อมพลังคนและสร้างองค์กรสุขภาวะ โดยมีผู้บริหารและบุคลากรกว่า 150 คนเข้าร่วม และคัดเลือก 16 องค์กรต้นแบบให้เป็นพี่เลี้ยงขยายเครือข่ายไปยังสถานประกอบการอื่น โครงการนี้เริ่มขับเคลื่อนตั้งแต่ปี 2567 ปัจจุบันมีสถานประกอบการเข้าร่วมแล้ว 222 แห่ง ครอบคลุมคนทำงาน 358,560 คน สามารถคัดกรองกลุ่มเสี่ยงด้านสุขภาพจิตได้ 32,536 คน และพบว่ากลุ่มที่ได้รับการดูแลมีอาการดีขึ้นถึง 99.98% ซึ่งเป็นตัวอย่างรูปธรรมว่าการดูแลสุขภาพพนักงานเชิงระบบทำได้และเห็นผลจริง

การไปทำงานขณะป่วยกำลังทำร้ายคุณมากกว่าที่คิด

วิธีคิดใหม่ต่อการลาป่วย: ลาเพื่อฟื้น ไม่ใช่ลาเพื่อหนีงาน

ถึงเวลาเลิกโรแมนติไซส์การไปทำงานขณะป่วย การลาป่วยไม่ใช่การทรยศต่อหน้าที่ แต่คือการดูแลทุนชีวิตของตัวเองและขององค์กรในระยะยาว ในโลกการทำงานที่ความเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว คนทำงานต้องกล้าตั้งเส้นแบ่งชัดเจนว่าเมื่อไรควรหยุดพัก และองค์กรต้องเลิกให้รางวัลกับการฝืนร่างกาย การสร้างวัฒนธรรมที่ทุกคนพูดเรื่องสุขภาพได้โดยไม่รู้สึกผิด จะช่วยลดความเครียดในการทำงานและป้องกันภาวะหมดไฟในการทำงานได้จริง

ในทางปฏิบัติ องค์กรควรมองการดูแลสุขภาพพนักงานเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ ไม่ใช่กิจกรรมเสริมปลายปี การมีระบบเพื่อนช่วยเพื่อน การฝึกพี่เลี้ยงด้านกายใจการเงินแบบ HHA และการเปิดพื้นที่พูดคุยปัญหาสุขภาพจิตที่ทำงานเป็นประจำ จะช่วยทำให้การลาป่วยกลายเป็นเรื่องปกติที่ถูกคาดหวัง ไม่ใช่ข้อยกเว้นที่ต้องรู้สึกผิด ท้ายที่สุด การกล้าพักเมื่อป่วยคือรูปแบบหนึ่งของความรับผิดชอบต่อตัวเอง ทีมงาน และองค์กร เป็นการบอกชัดว่าคนสำคัญกว่างาน และสุขภาพที่ดีต่างหากที่ทำให้การทำงานมีคุณค่า

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!