AI โตแรง แต่ความพร้อมองค์กรยังอยู่แค่ระดับรับรู้
การนำ AI ไปใช้ในบริบทองค์กรหมายถึงการผสานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เข้ากับข้อมูล กระบวนการ คน และการกำกับดูแล เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการทำงาน ลดต้นทุน เพิ่มคุณค่าทางธุรกิจและสังคม โดยต้องมีโครงสร้างพื้นฐานข้อมูล สถาปัตยกรรมระบบ AI กลไกธรรมาภิบาล และตัวชี้วัดผลตอบแทนที่ชัดเจน มิใช่เพียงการทดลองใช้เครื่องมืออัตโนมัติแบบแยกส่วน
ภาพรวมที่น่าแปลกใจคือ การนำ AI ไปใช้ในองค์กรเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด แต่ระดับความพร้อมกลับติดอยู่เพียงขั้นรับรู้และทดลอง องค์กรจำนวนมากเริ่มมีระบบจัดเก็บข้อมูลพร้อมถึง 64.0% แต่คุณภาพข้อมูลที่พร้อมใช้กับ AI อยู่เพียง 40.8% ขณะเดียวกัน 51.6% ยังไม่มีสถาปัตยกรรมระบบ AI เพื่อรองรับการเชื่อมต่อและขยายผล นี่คือช่องว่างเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่แค่ปัญหาเครื่องมือไม่พอ หากเป็นการขาดกรอบคิดเชิงยุทธศาสตร์ว่าต้องการใช้ AI เพื่ออะไรและจะวัดความสำเร็จอย่างไร บริบท Generative AI และการเริ่มใช้ Agentic AI ยิ่งทำให้โจทย์นี้เร่งด่วนมากขึ้น

ใช้เยอะแต่ยังวัดไม่ได้ว่า AI คุ้มค่าหรือไม่
ปัญหาใหญ่ที่สุดของการลงทุน AI ไทยไม่ใช่การขาดเทคโนโลยี แต่คือการวัดผลตอบแทนที่ยังเลือนลาง ผลสำรวจหนึ่งชี้ว่าองค์กรที่ใช้ AI แล้วถึง 86.4% ยังตอบไม่ได้ว่าได้ผลลัพธ์อะไรจากการใช้งาน โดย 49.4% ยังไม่เคยวัดผล และ 37.0% อยู่ระหว่างเก็บข้อมูล มีเพียง 13.6% ที่วัดผลแล้วและพบผลลัพธ์เชิงบวกอย่างชัดเจน นั่นหมายความว่าเกินแปดในสิบองค์กรกำลังใช้งบและเวลาไปกับ AI โดยไม่รู้ว่าคืนทุนหรือไม่
ในอีกด้านหนึ่ง ผลการศึกษาจาก SAP และ Oxford Economics ระบุว่าบริษัทในประเทศคาดหวังผลตอบแทนจากการลงทุนใน AI ที่ 18% ในปีนี้และจะเพิ่มเป็น 35% ในอีกสองปีข้างหน้า คำกล่าวอ้างที่ตรวจสอบได้คือ “องค์กรยังวัดไม่ได้ แต่กลับคาดหวังให้ ROI จาก AI เพิ่มเกือบสองเท่าในสองปี” การวัด ROI จาก AI ยังเน้นมิติการลดต้นทุนและเวลาทำงาน ขณะที่มิติการเพิ่มรายได้และส่วนแบ่งตลาดยังพิสูจน์ไม่ได้ชัดเจน เมื่อความฝันเรื่องผลตอบแทนวิ่งเร็วกว่ากลไกการวัดผล ความเสี่ยงของการลงทุนแบบลองผิดลองถูกจึงสูงกว่าที่ผู้บริหารจำนวนมากยอมรับ

งบลงทุนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก แต่ดันใช้ AI แบบไซโล
ในมุมการลงทุน AI ภาพที่เห็นไม่ใช่การใช้เงินฟุ่มเฟือย แต่เป็นงบประมาณที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกอย่างชัดเจน รายงานเดียวกันระบุว่าบริษัทในประเทศใช้งบประมาณเฉลี่ยด้าน AI น้อยกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกอย่างมาก แม้การลงทุนด้าน AI เชิงกลยุทธ์จะเพิ่มขึ้น 13% แต่เกือบครึ่งหนึ่งขององค์กรหรือ 47% ยังคงนำ AI ไปใช้งานแบบแยกส่วนมากกว่าการใช้ทั่วทั้งองค์กร กล่าวอีกแบบคือเรากำลังกระจาย AI เป็นโครงการย่อยๆ ในหลายหน่วยงาน แต่ไม่สร้างโครงสร้างรวมเพื่อให้เกิดอำนาจยกกำลังสองของข้อมูลและกระบวนการ
การนำ AI ไปใช้แบบไซโลสะท้อนว่าหลายองค์กรยังมอง AI เป็นโครงการทดลองมากกว่าระบบประสาทหลักของธุรกิจ ทั้งที่งานเฉลี่ยเกือบหนึ่งในสี่หรือ 24% มี AI เข้ามาช่วยดำเนินการ และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 42% ในอีกสองปี แต่มีเพียงประมาณ 40% ที่มีผู้นำด้าน AI โดยเฉพาะ 30% ที่กำหนด KPI ด้าน AI ให้ผู้บริหาร และ 35% ที่ฝึกอบรมผู้บริหารเรื่องศักยภาพและความเสี่ยงของ AI เมื่อยังไม่มีเจ้าภาพชัดเจน AI จึงกลายเป็นโครงการของฝ่ายไอทีหรือฝ่ายทดลอง มากกว่ากลยุทธ์ระดับองค์กรที่ทุกคนต้องรับผิดชอบร่วมกัน

Agentic AI ศักยภาพสูงแต่ความพร้อมจริงมีแค่ 2%
กระแส Agentic AI ถูกมองว่าเป็นคลื่นลูกใหม่ที่สร้างมูลค่าได้มากกว่าเดิม ผลการศึกษาระบุว่าเกือบ 78% ของธุรกิจมองว่า Agentic AI มีศักยภาพตั้งแต่ระดับปานกลางถึงสูงมากในการเปลี่ยนแปลงองค์กร แต่ในความเป็นจริงเทคโนโลยีนี้ยังอยู่ช่วงเริ่มต้น โดยมีเพียง 2% ของธุรกิจที่ระบุว่ามีความพร้อมอย่างเต็มที่สำหรับ Agentic AI ขณะที่ส่วนใหญ่บอกว่าพร้อมเพียงบางส่วนหรือยังไม่พร้อมเลย นี่คืออีกหนึ่งความย้อนแย้ง เราเห็นศักยภาพสูง แต่โครงสร้างความพร้อมทั้งข้อมูล ทักษะคน และกรอบกำกับดูแลยังไม่รองรับ
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การไม่รู้จักเทคโนโลยี แต่คือการขาดธรรมาภิบาลและกรอบควบคุมที่ชัดเจน ผลสำรวจด้านหนึ่งชี้ว่า 73.4% ขององค์กรยังไม่นำหลักจริยธรรม AI มาประยุกต์ใช้ ขณะที่อีกผลการศึกษาเผยว่ามีธุรกิจเพียงประมาณหนึ่งในสิบที่ระบุว่าทักษะหรือกระบวนการและกรอบการทำงานขององค์กรมีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการกำกับดูแล AI อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อไม่มีเบรกและพวงมาลัยที่ดี การเหยียบคันเร่งด้วย Agentic AI จึงไม่ใช่ความกล้าหาญ แต่คือความเสี่ยงที่จะหมุนรถหลุดเส้นทาง

จากรับรู้สู่คืนทุน: ทางออกขององค์กรที่อยากได้ ROI จริงจาก AI
คำถามสำคัญไม่ใช่ว่าควรหยุดลงทุน AI หรือไม่ แต่คือจะยกระดับความพร้อม AI ขององค์กรจากระดับรับรู้ไปสู่ระดับคืนทุนและสร้างคุณค่าอย่างไร เป้าหมายระดับประเทศควรเป็นการทำให้องค์กรขยับจากการรับรู้และทดลองใช้ ไปสู่การใช้ AI ที่สร้าง productivity business value และ public value ภายใต้กรอบธรรมาภิบาลที่เหมาะสม นั่นหมายถึงการย้าย AI จากมุมห้องทดลองไปอยู่กลางยุทธศาสตร์องค์กร
- กำหนดเป้าหมายชัดเจนว่า AI จะช่วยลดต้นทุน เพิ่มรายได้ หรือเพิ่มคุณค่าอย่างไร แล้วผูกกับ KPI ของผู้บริหาร
- ยกระดับข้อมูลจากการแค่จัดเก็บ ไปสู่การทำความสะอาด จัดมาตรฐาน และออกแบบสถาปัตยกรรมระบบ AI ที่รองรับการขยายผล
- ตั้งผู้นำด้าน AI และคณะทำงานข้ามสายงานเพื่อเชื่อมเทคโนโลยีกับธุรกิจและฝ่ายกำกับดูแล
- สร้างระบบการวัด ROI จาก AI ตั้งแต่วันแรก ครอบคลุมทั้งต้นทุน เวลา รายได้ และความเสี่ยง
- บ่มเพาะวัฒนธรรมธรรมาภิบาล AI เช่น การอธิบายได้ การรับผิดชอบ และการทบทวนผลกระทบต่อสังคมอย่างสม่ำเสมอ
เมื่อความคาดหวังเรื่องผลตอบแทนจาก AI สูงขึ้นต่อเนื่อง แต่โครงสร้างข้อมูล ทักษะ และธรรมาภิบาลยังล้าหลัง การเดินหน้าต่อไปแบบเดิมคือการเดิมพันที่แพงเกินไป การลงทุน AI ไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนจากคำถามว่า “จะใช้เครื่องมืออะไร” ไปสู่ “จะออกแบบระบบให้ AI คืนทุนและรับผิดชอบต่อคนและสังคมอย่างไร” นั่นต่างหากคือเส้นบางๆ ระหว่างการตามกระแสกับการสร้างมูลค่าจริง






