3 นวัตกรรม AI ชนะเลิศจาก BDI Hackathon พลิกเมืองสู่ Data-Driven City

3 นวัตกรรม AI ชนะเลิศจาก BDI Hackathon พลิกเมืองสู่ Data-Driven City
ความสนใจ|สำรวจการใช้งาน AI

BDI Hackathon: เวทีเยาวชนกับภารกิจเมืองอัจฉริยะ

BDI Hackathon 2026: OPEN AT Bangkok คือเวทีการแข่งขันระดับประเทศที่เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่และผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา สร้างนวัตกรรมจากข้อมูลขนาดใหญ่และปัญญาประดิษฐ์เพื่อแก้ปัญหาเมืองอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนภายใต้แนวคิดเมืองอัจฉริยะที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและการตัดสินใจเชิงหลักฐาน การแข่งขันครั้งนี้จัดโดยสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) ภายใต้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งตั้งใจให้ Big Data ไทยและ AI ไม่ใช่คำสวยหรู แต่เป็นเครื่องมือของเยาวชนในการออกแบบเมืองที่ตนเองอยากอยู่ จุดสำคัญคือไม่ใช่เพียงประกวดไอเดีย แต่คือการใช้ข้อมูลจริงของกรุงเทพฯ พัฒนาต้นแบบที่สามารถต่อยอดสู่การใช้งานจริงในภาครัฐและชุมชน

โครงสร้างโจทย์การแข่งขันสะท้อนปัญหาเมืองแบบตรงไปตรงมา แบ่งเป็น Better Journey (การเดินทาง), Better Lifestyle (คุณภาพชีวิต) และ Better Safety (ความปลอดภัย) นี่คือการยืนยันว่าเมืองอัจฉริยะไม่ใช่แค่มีเทคโนโลยี แต่ต้องเริ่มจากคำถามว่า “ชีวิตคนเมืองจะดีขึ้นอย่างไรถ้าใช้ข้อมูลได้เก่งขึ้น” BDI จึงไม่ได้จัดงานเพื่อโชว์เทคโนโลยีเท่านั้น แต่เพื่อเชื่อมเยาวชน นักวิชาการ ภาครัฐ และเอกชนให้ร่วมกันทำให้ข้อมูลกลายเป็นนโยบายที่จับต้องได้

3 นวัตกรรม AI ชนะเลิศจาก BDI Hackathon พลิกเมืองสู่ Data-Driven City

WalkWise: เดินเมืองด้วยข้อมูล ไม่ใช่ด้วยดวง

ทีม Power Up Consulting กับผลงาน WalkWise ได้รับรางวัลชนะเลิศพร้อมถ้วยเกียรติยศและเงินรางวัล 100,000 บาท เพราะแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าการเดินเท้าในเมืองใหญ่สามารถออกแบบใหม่ได้ด้วยข้อมูล ไม่ใช่ปล่อยให้คนเดินเสี่ยงดวงบนทางเท้าและถนนที่ไม่รู้ว่าปลอดภัยแค่ไหน WalkWise คือแพลตฟอร์มอัจฉริยะที่ผสาน ThaiLLM เข้ากับข้อมูลเมืองหลากมิติ ตั้งแต่ข้อมูลร้องเรียนจาก Traffy Fondue ข้อมูลสิ่งแวดล้อม กิจกรรมในพื้นที่ ไปจนถึงข้อมูลจากภาคประชาชน (Citizen-generated Data) จุดแข็งคือการไม่มอง “การเดิน” แค่เรื่องสุขภาพ แต่เป็นการออกแบบเส้นทางชีวิตประจำวันที่ปลอดภัย สนุก และมีส่วนร่วมกับชุมชน

ฟังก์ชันแนะนำเส้นทางที่เหมาะสมและปลอดภัยควบคู่กับการแนะนำสถานที่และกิจกรรมที่น่าสนใจ ทำให้การเดินกลายเป็นประสบการณ์เมือง ไม่ใช่แค่การย้ายจุด A ไป B ระบบสะสมคะแนนและการมีส่วนร่วมของชุมชนยิ่งตอกย้ำว่าข้อมูลไม่ได้เป็นของรัฐเท่านั้น แต่ประชาชนคือทั้งผู้สร้างและผู้ใช้ข้อมูลอย่างมีความหมาย นี่คือภาพเมืองอัจฉริยะที่ชัดเจนที่สุด: AI ไม่ได้แทนที่คน แต่ทำให้คนมีข้อมูลดีขึ้นในการเลือกใช้ชีวิตบนถนนสายเดิมที่ปลอดภัยกว่าเดิม

3 นวัตกรรม AI ชนะเลิศจาก BDI Hackathon พลิกเมืองสู่ Data-Driven City

PA-TUEAN: เสียงปลอมหยุดได้ เมื่อความปลอดภัยอยู่ในมือถือ

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ตกเป็นของทีม Man-Khak กับผลงาน PA-TUEAN (ป้าเตือน) แอปที่ไม่สนุกกับการใช้ AI แบบดราม่า แต่เลือกใช้ AI เพื่อปกป้องคนธรรมดาจากภัยเสียงปลอมที่กำลังระบาด PA-TUEAN ตรวจจับและแจ้งเตือนการปลอมแปลงเสียง (AI Voice Cloning) แบบ Real-time ด้วยความแม่นยำสูงถึง 99.1% และทำงานแบบ On-Device AI ไม่ต้องส่งไฟล์เสียงออกสู่ภายนอก ชัดเจนว่าแนวคิดเมืองอัจฉริยะของทีมนี้ไม่แยกเทคโนโลยีออกจากสิทธิส่วนบุคคล การออกแบบให้เริ่มรองรับภาษาอีสานและมีศักยภาพขยายสู่ภาษาเหนือและใต้ สื่อว่า Big Data ไทยต้องเคารพความหลากหลายทางภาษา ไม่ใช่บังคับให้ทุกคนต้องพูดภาษากลางเท่านั้น

สิ่งที่น่าสนใจคือ PA-TUEAN เลือกวางตัวเป็น “ผู้ช่วยเตือนภัย” ไม่ใช่ “ผู้ช่วยสอดส่อง” การประมวลผลบนอุปกรณ์ผู้ใช้ทำให้คนรู้สึกว่าตนเองควบคุมข้อมูลได้ นี่เป็นกรอบคิดสำคัญสำหรับนวัตกรรม AI ด้านความปลอดภัยในเมือง: จะปกป้องโดยไม่ล้ำเส้น ต้องเริ่มจากสถาปัตยกรรมข้อมูลที่ให้เกียรติความเป็นส่วนตัว งานชิ้นนี้จึงไม่ได้ตอบแค่โจทย์ Better Safety แต่เปิดบทสนทนาเรื่องมาตรฐานจริยธรรมของ AI ในชีวิตประจำวันไปพร้อมกัน

PAIMOO: เปลี่ยนความเชื่อเป็นข้อมูล เปลี่ยนการท่องเที่ยวเป็นเศรษฐกิจชุมชน

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 จากทีม PAIMOO แสดงให้เห็นว่าการพัฒนาเมืองด้วย Big Data ไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่ในโลกคมนาคมหรือความปลอดภัยเท่านั้น แต่สามารถขยายไปสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์และการท่องเที่ยวสายมูทางวัฒนธรรมได้อย่างมีคุณภาพ แพลตฟอร์ม PAIMOO ใช้ Data & AI ผ่านผู้ช่วย AI “น้องบัว” เพื่อช่วยวางแผนการเดินทาง แนะนำขั้นตอนการสักการะ และรวบรวมรีวิวจากผู้ใช้งานมาสร้างฐานข้อมูลความเชื่อที่ตรวจสอบได้ ที่สำคัญคือทีมไม่ได้ปล่อยให้ข้อมูลความเชื่อลอยๆ แต่ผสาน ThaiLLM เข้ากับข้อมูลจากหน่วยงานรัฐ เช่น สำนักงานพระพุทธศาสนา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร

ท่าทีนี้สะท้อนวิสัยทัศน์เมืองอัจฉริยะที่เคารพมิติทางจิตใจของคนเมือง ควบคู่กับการกระจายรายได้สู่ชุมชนผ่านการท่องเที่ยวสายมูที่วางแผนด้วยข้อมูลแทนโฆษณาเกินจริง เมื่อนักท่องเที่ยวได้รับข้อมูลที่เชื่อถือได้ ชุมชนที่เป็นเจ้าของพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ก็มีโอกาสออกแบบบริการและกิจกรรมที่ตอบโจทย์มากขึ้น การใช้ Big Data เพื่อขับเคลื่อนประเทศจึงไม่ใช่คำใหญ่ แต่เริ่มจากการฟัง “ความเชื่อ” แล้วแปลงให้เป็นข้อมูลที่ช่วยให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์อย่างเป็นธรรม

BDI กับบทบาทสะพานเชื่อมคนรุ่นใหม่ สถาบัน และเมืองที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล

เบื้องหลังความสำเร็จของ 3 สุดยอดนวัตกรรม AI ไม่ใช่เพียงความเก่งของทีม แต่คือการออกแบบเวทีโดย BDI ให้เป็น “ระบบนิเวศ” ของนวัตกรรมเมืองอัจฉริยะอย่างแท้จริง การแข่งขัน BDI Hackathon 2026: OPEN AT Bangkok ถูกวางให้เป็นพื้นที่เรียนรู้ พัฒนาทักษะ และทดลองใช้ Big Data, AI และ ThaiLLM กับข้อมูลจริงของเมือง ผลงานทั้ง 21 ทีมสุดท้ายสะท้อนศักยภาพคนรุ่นใหม่ในการนำ Big Data ไทยมาประยุกต์ใช้แก้ปัญหาในบริบทไทย ซึ่งเป็นข้อความชัดเจนว่าเยาวชนไม่ได้อยู่ห่างจากนโยบายเมืองอีกต่อไป

สำคัญกว่านั้น การจัดการแข่งขันตอกย้ำบทบาท BDI ในการพัฒนากำลังคนด้าน Big Data และ AI พร้อมสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมภาครัฐ เอกชน ภาคการศึกษา และคนรุ่นใหม่เข้าด้วยกัน เพื่อผลักดันนวัตกรรมสู่การใช้งานจริงเพื่อประโยชน์สาธารณะ เมื่อมีคณะกรรมการจากหลายสถาบันร่วมประเมินผลงาน ทั้งด้านความคิดสร้างสรรค์ ศักยภาพนวัตกรรม ความเป็นไปได้ในการใช้จริง และผลกระทบเชิงบวกต่อเมือง นวัตกรรมเยาวชนจึงไม่ถูกจำกัดอยู่บนสไลด์พรีเซนต์ แต่มีโอกาสเดินทางต่อสู่สนามจริง บทเรียนจาก BDI Hackathon ชี้ชัดว่า หากอยากเห็นเมืองอัจฉริยะ เราต้องเริ่มจากการเชื่อมคนรุ่นใหม่เข้ากับข้อมูลเมืองอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่หวังให้เทคโนโลยีแก้ปัญหาแทนคน

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม บทความนี้สร้างขึ้นด้วย AI จากแหล่งข้อมูลที่เผยแพร่และข้อมูลสินค้า

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!