จากสนาม Hackathon สู่สมรภูมิเมืองท่องเที่ยวอัจฉริยะ
AI hackathon นวัตกรรมด้านการท่องเที่ยว คือเวทีแข่งขันที่นำโจทย์ปัญหาจริงของเมืองท่องเที่ยวมาวางให้ทีมพัฒนาระบบ AI และ Big Data สร้างโซลูชันต้นแบบที่ออกแบบมาเพื่อยกระดับการบริหารจัดการเมือง การเดินทาง การจัดการทรัพยากร และประสบการณ์นักท่องเที่ยว พร้อมเป้าหมายชัดเจนว่านวัตกรรมที่ได้ต้องเดินต่อจากห้องทดลองไปสู่การใช้งานจริงในโครงสร้างพื้นฐานของเมืองและธุรกิจท่องเที่ยวให้เกิดผลลัพธ์เชิงคุณภาพชีวิตอย่างเป็นรูปธรรม. หัวใจของเรื่องนี้คือการที่ BDI Hackathon 2026: PRO AT Phuket ประกาศผลรอบ Demo Day เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ณ จังหวัดภูเก็ต คัดเลือก 5 นวัตกรรม AI และ Big Data จากโจทย์ปัญหาจริงของเมืองที่มีศักยภาพต่อยอดสู่การใช้งานจริง เพื่อยกระดับการบริหารจัดการเมือง การท่องเที่ยว และคุณภาพชีวิตของประชาชน แนวทางนี้สะท้อนว่าการพัฒนา smart tourism ไม่ใช่แค่ภาพฝันของนักวางแผนเมือง แต่กำลังถูกผลักให้เป็นโครงการลงพื้นที่ที่จับต้องได้ น่าสนใจกว่าคือ เวทีไม่ได้หยุดแค่การประกวด แต่ถูกออกแบบให้เป็นห้องทดลองของเมืองท่องเที่ยวที่อยากเปลี่ยนตัวเองสู่ Smart City อย่างยั่งยืน.

5 โจทย์ AI solutions ธุรกิจท่องเที่ยวที่กล้าแตะปัญหาโครงสร้าง
สิ่งที่ทำให้ BDI Hackathon แตกต่างจากเวทีประกวดเทคโนโลยีทั่วไป คือการเลือกโจทย์แบบ “ตรงจุดเจ็บ” ของ smart tourism ปัญหา ไม่ใช่โจทย์สวยหรูแต่อยู่ไกลชีวิตคนเมืองท่องเที่ยวจริงๆ โจทย์ทั้ง 5 ด้านครอบคลุมการจราจร ขยะ น้ำ รถ และการท่องเที่ยว โดยแต่ละด้านถูกกำหนดให้ต้องใช้ Big Data ท่องเที่ยวและข้อมูลเชิงเมืองควบคู่กับ AI solutions ธุรกิจท่องเที่ยวในการแก้ปัญหา. ชุดโจทย์ที่เปิด ได้แก่ AI for Better Traffic เพื่อบริหารจัดการจราจรและลดความแออัด, AI for Better Waste Management เพื่อการจัดการขยะอย่างยั่งยืน, AI for Better Water Management เพื่อคาดการณ์และบริหารจัดการน้ำประปา, AI for Better Vehicle compliance สำหรับเฝ้าระวังและเชื่อมโยงข้อมูลรถเพื่อความปลอดภัย และ AI for Better Tourism สำหรับระบบแนะนำข้อมูลยกระดับการท่องเที่ยวให้ผู้ประกอบการรายย่อย การกำหนดโจทย์แบบนี้บอกชัดว่า ถ้าอยากให้เมืองท่องเที่ยวกลายเป็น Smart City ต้องกล้าแตะทั้งเรื่องที่ดูไม่สวยงามอย่างขยะและน้ำ ไปจนถึงความปลอดภัยและความแออัดในชีวิตประจำวันของคนเมืองและนักท่องเที่ยว.

พลังเยาวชน 1,803 คน จุดชนวนระบบนิเวศ Big Data ท่องเที่ยว
อีกมิติสำคัญที่คนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไม่ควรมองข้ามคือ เวที Hackathon ไม่ได้สร้างเฉพาะโซลูชัน แต่กำลังปั้นคนรุ่นใหม่ที่เข้าใจว่า Big Data และ AI คือภาษาของเมืองยุคใหม่ การประกวด BDI Young Innovator Hackathon 2026 จัดภายใต้แนวคิด “Intelligent Living” เปิดให้เยาวชนจากทั่วประเทศเข้ามาพัฒนาโซลูชันเพื่อแก้ปัญหาด้านสุขภาพ เมือง และคุณภาพชีวิต โดยมีผู้สมัคร 1,803 คน จากสถาบันการศึกษา 361 แห่ง และคัดเหลือ 16 ทีมเข้ารอบชิงชนะเลิศ. ตัวเลขนี้ไม่ได้เป็นแค่สถิติสวยงาม แต่คือสัญญาณว่ามีคนรุ่นใหม่จำนวนมากที่พร้อมมองปัญหาการท่องเที่ยวและเมืองผ่านเลนส์ข้อมูลขนาดใหญ่ มากกว่ามองแค่เชิงการตลาดแบบเดิม ดร.สุนทรีย์ ส่งเสริมอธิบายว่าจุดเด่นของเวทีคือการให้เยาวชนได้ลงมือทำกับชุดข้อมูลจริงจากภาคส่วนต่างๆ นั่นหมายถึง เมืองท่องเที่ยวในอนาคตจะมีกลุ่มคนที่สามารถอ่านข้อมูลจราจร ขยะ น้ำ และพฤติกรรมนักท่องเที่ยว แล้วแปลงเป็นแผนพัฒนาได้ ไม่ใช่เพียงพึ่งบริษัทที่ปรึกษาจากภายนอก.

จาก Demo Day สู่ระบบเมืองจริง: เมื่อ AI ไม่หยุดอยู่ในสไลด์
จุดแข็งที่แท้จริงของ BDI Hackathon คือการออกแบบให้ “เส้นทางหลังเวที” ชัดเจน ไม่ปล่อยให้ไอเดียและต้นแบบจบลงในงานนำเสนอ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตย้ำว่าผลงานทั้ง 5 ด้านควรได้รับการต่อยอดสู่การทดลองใช้งานจริง เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะและเมืองท่องเที่ยวคุณภาพ พร้อมยืนยันว่าทุกทีมคือผู้ชนะเพราะร่วมกันสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมให้เมือง. ในเชิงโครงสร้าง BDI วางแผนร่วมกับจังหวัดจัดทำ Dashboard สนับสนุนการตัดสินใจ และพัฒนาระบบบริหารจัดการสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูล เพื่อให้ทุกภาคส่วนแลกเปลี่ยนและใช้ประโยชน์ข้อมูลร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย การสร้าง City Data Ecosystem แบบนี้ทำให้โซลูชัน AI for Better Traffic หรือ AI for Better Waste Management ไม่ใช่แค่เครื่องมือแยกส่วน แต่เป็นฟันเฟืองในระบบข้อมูลกลางของเมือง นี่คือขั้นตอนที่หลายเมืองท่องเที่ยวทั่วโลกยังทำไม่สำเร็จ: การเชื่อมข้อมูลรัฐ เอกชน และผู้ประกอบการเข้าด้วยกันเพื่อจัดการ smart tourism ปัญหาแบบบูรณาการ.

บทเรียนสำหรับเมืองท่องเที่ยวอื่น: มอง AI เป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่
แนวคิดสำคัญที่ควรดึงออกมาจากกรณีนี้คือ เมืองท่องเที่ยวต้องมอง AI และ Big Data เป็น “โครงสร้างพื้นฐาน” ไม่ใช่เพียงโครงการทดลองสั้นๆ ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ชี้ว่าหัวใจของ AI คือข้อมูลที่มีคุณภาพ การเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงาน และการเปิดให้ใช้ประโยชน์ และประกาศชัดว่าจะผลักดันผลงานจากเวที Hackathon ที่มีศักยภาพให้เกิดการใช้งานจริง เป็นต้นแบบการประยุกต์ใช้ Big Data และ AI เพื่อยกระดับการบริหารจัดการเมืองและการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน. เมื่อมองจากมุมอุตสาหกรรมท่องเที่ยว สิ่งนี้แปลว่า AI solutions ธุรกิจท่องเที่ยวในอนาคตต้องไม่ใช่แค่ระบบแนะนำร้านหรือจองโรงแรม แต่มองลึกไปถึงการจัดการทรัพยากร การจราจร ความปลอดภัย และสมดุลระหว่างชุมชนกับนักท่องเที่ยว เมืองใดที่ยังมอง AI เป็นเครื่องมือเสริมการตลาด จะตามไม่ทันเมืองที่ยก AI และ Big Data ขึ้นเป็นฐานข้อมูลร่วมในระดับเมือง การเดินตามรอยโมเดลแบบ Hackathon+City Data Ecosystem จึงเป็นบทเรียนเชิงยุทธศาสตร์สำหรับทุกเมืองท่องเที่ยวที่อยากเปลี่ยนจากปลายทางยอดนิยม สู่ Smart City ที่ดูแลคนและผู้มาเยือนได้ดีขึ้นในชีวิตประจำวัน.







