ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

การเดินลดเบาหวานให้ได้ผล ต้องเดินเมื่อไร แรงแค่ไหน

การเดินลดเบาหวานให้ได้ผล ต้องเดินเมื่อไร แรงแค่ไหน
ความสนใจ|การใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาพดี

การเดินลดเบาหวานคืออะไร และทำไมไม่ใช่แค่เดินให้ครบเวลา

การเดินลดเบาหวานคือการเดินแบบตั้งใจและมีโครงสร้าง ที่เน้นจำนวนก้าว ความเข้มข้น และช่วงเวลาของวัน เพื่อกระตุ้นระบบหัวใจและหลอดเลือด ช่วยควบคุมระดับน้ำตาล และลดความเสี่ยงโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ผ่านการออกกำลังกายระดับปานกลางถึงสูงในชีวิตประจำวัน การเดินแบบนี้จะต่างจากการเดินเรื่อยเปื่อย เพราะมีเป้าหมาย ระยะเวลา และความเร็วที่ชัดเจน ประเด็นที่คนส่วนมากพลาดคือคิดว่าเดินวนห้างหรือเดินไปขึ้นรถถือเป็นการออกกำลังกาย ทั้งที่ความจริงแล้ว กิจกรรมทางกายไม่เท่ากับการออกกำลังกาย ผู้เชี่ยวชี้แจงชัดว่า กิจกรรมทางกายคือการเคลื่อนไหวอะไรก็ได้ที่เราทำในชีวิตประจำวัน ส่วนการออกกำลังกายคือกิจกรรมที่ตั้งใจใช้งานระบบใดระบบหนึ่งของร่างกายให้เกินระดับปกติเพื่อให้ร่างกายเกิดการปรับตัว ดังนั้นถ้าคุณอยากใช้การเดินเพื่อป้องกันโรคเบาหวาน คุณต้องเลิกคิดแบบกลางๆ แล้วเปลี่ยนมาเดินแบบมีแผน

การเดินลดเบาหวานให้ได้ผล ต้องเดินเมื่อไร แรงแค่ไหน

เดินแบบไหนถึงนับว่าเป็นการออกกำลังกาย ไม่ใช่แค่ขยับตัว

คำถามสำคัญของการเดินเพื่อสุขภาพคือ เมื่อไรการเดินจะกลายเป็นการออกกำลังกาย ไม่ใช่แค่การขยับตัวไปมา ผู้เชี่ยวชาญด้านฟิตเนสอธิบายว่า การออกกำลังกายคือการเคลื่อนไหวที่ตั้งใจ วางแผน และเพิ่มระดับการใช้งานระบบต่างๆ ของร่างกายเพื่อให้เกิดการปรับตัว เช่น หัวใจแข็งแรงขึ้นหรือความทนทานดีขึ้น ตรงข้ามกับการเดินไปขึ้นรถหรือเดินตัดซอยที่ไม่เคยถูกเพิ่มเวลา ความเร็ว หรือระยะทางเลย ซึ่งยังเป็นเพียงกิจกรรมทางกาย ในทางปฏิบัติ แปลว่าถ้าคุณออกจากบ้านเพื่อเดินโดยตั้งใจ เลือกเส้นทาง วัดเวลา และค่อยๆ เพิ่มความเร็วหรือระยะทางทีละน้อย การเดินนั้นเริ่มกลายเป็นการออกกำลังกายที่ส่งผลต่อสุขภาพหัวใจและน้ำตาลในเลือดได้ ผู้เชี่ยวชาญบางคนจึงมองว่าการเดินสามารถเป็นโครงหลักของโปรแกรมฟิตเนสได้สำหรับคนบางกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ที่ฟิตน้อยหรือเริ่มต้นใหม่ ส่วนคนที่ฟิตมากแล้ว การเดินเล่นสั้นๆ อาจไม่เพียงพอที่จะให้ร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลง แต่ก็ยังควรเดินทุกวันเพื่อสุขภาพโดยรวมอยู่ดี

ปริมาณและความเร็วการเดินที่เหมาะสมต่อการป้องกันโรคเบาหวาน

หัวใจของการเดินลดเบาหวานไม่ใช่แค่นานเท่าไร แต่คือเดินหนักแค่ไหนและบ่อยเพียงใด งานวิจัยขนาดใหญ่พบว่าผู้ที่มีกิจกรรมทางกายระดับปานกลางถึงสูง เช่น การเดินเร็วหรือการปั่นจักรยาน ประมาณ 409 นาทีต่อสัปดาห์ หรือเกือบหนึ่งชั่วโมงต่อวัน มีความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานน้อยกว่าผู้ที่ออกกำลังกายเพียง 121 นาทีต่อสัปดาห์หรือประมาณ 17 นาทีต่อวัน ประโยคนี้ควรเป็นคำเตือนว่าเวลาแค่สิบกว่านาทีต่อวันอาจยังไม่พอสำหรับการป้องกันโรค ความเร็วการเดินที่เหมาะสมจึงควรอยู่ในระดับเดินเร็ว หายใจแรงขึ้นแต่ยังพูดเป็นประโยคได้ หากคุณยังเดินแบบสบายเกินไปจนหัวใจไม่เต้นเร็วขึ้น การเดินนั้นอาจไม่ถึงระดับที่ช่วยลดความเสี่ยงโรคเบาหวานอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้การวิจัยยังชี้ว่าปริมาณการออกกำลังกายที่สูงสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่ลดลง แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะได้ประโยชน์เท่ากัน เพราะความเสี่ยงยังขึ้นกับน้ำหนักตัว อาหาร การนอน และประวัติครอบครัวด้วย ดังนั้นคุณควรใช้ตัวเลขนาทีต่อสัปดาห์เป็นเป้าหมายคร่าวๆ แล้วปรับให้เหมาะกับสภาพร่างกายตัวเอง

เดินเวลาไหนช่วยควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีกว่า

จังหวะเวลาของการเดินในแต่ละวันไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะงานวิจัยพบว่าคนที่ออกกำลังกายตั้งแต่ประมาณบ่ายโมงเป็นต้นไป มีความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานลดลงราว 10 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับคนที่ออกกำลังกายในตอนเช้าเป็นหลัก โดยเฉพาะในกลุ่มอายุ 50 ถึง 55 ปี การออกกำลังกายในช่วงบ่ายและเย็นสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่ลดลงประมาณ 23 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่กลุ่มอายุสูงกว่านั้นลดลงเพียงประมาณ 4 เปอร์เซ็นต์ มุมมองเชิงปฏิบัติคือ หากคุณเลือกได้ การวางแผนเดินเร็วหลังมื้อกลางวันหรือตอนบ่ายอาจช่วยเรื่องน้ำตาลและการป้องกันโรคเบาหวานได้ดีกว่าการรีบเดินแค่ช่วงเช้า แล้วนั่งนานทั้งวัน แต่ถ้าไลฟ์สไตล์ไม่เอื้อ อย่าเอาข้อมูลนี้มาเป็นข้ออ้างไม่เดิน สิ่งสำคัญคือให้คุณมองทั้งวันเป็นโอกาสสะสมการเดิน สามารถแบ่งเป็นช่วงสั้นๆ หลายครั้งเพื่อให้ได้เวลารวมใกล้หนึ่งชั่วโมงต่อวัน เช่น เดินเร็ว เดินขึ้นบันได หรือเพิ่มกิจกรรมทางกายอย่างต่อเนื่อง ซึ่งล้วนช่วยเพิ่มระดับการออกกำลังกายโดยรวมของคุณได้

การเดินเพื่อสุขภาพที่เข้าถึงง่าย และเป็นประตูสู่การออกกำลังกายเต็มรูปแบบ

ข้อดีที่สุดของการเดินเพื่อสุขภาพคือความเข้าถึงง่าย ไม่ต้องมีอุปกรณ์พิเศษและไม่ต้องพึ่งสถานที่เฉพาะ ผู้เชี่ยวชาญด้านกายภาพบำบัดชี้ว่าการเดินสามารถทำหน้าที่เป็นทางผ่านสู่การออกกำลังกาย เพราะการเดินนั้นเข้าถึงง่ายและประหยัด ทำให้คนเริ่มขยับร่างกายได้โดยไม่รู้สึกกดดัน นี่คือเหตุผลที่การเดินควรถูกใช้เป็นจุดเริ่มต้นของคนที่ไม่ชอบฟิตเนสหรือมีโรคประจำตัวบางอย่าง ในมุมมองด้านการป้องกันโรคเบาหวาน การวิจัยระบุชัดว่าการออกกำลังกายที่เพิ่มขึ้นสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ลดลง และการเดินมากขึ้นช่วยลดความเสี่ยงได้ อย่างไรก็ตามข้อมูลเหล่านี้มาจากการสังเกต ไม่ได้ยืนยันว่าการเดินเพียงอย่างเดียวทำให้ความเสี่ยงลดลงถึง 50 เปอร์เซ็นต์ได้เสมอ สิ่งที่ควรทำคือผสมผสานการเดินเร็วให้เพียงพอกับการดูแลน้ำหนัก การกินอาหารที่เหมาะสม และการนอนหลับให้ดี หากทำได้สม่ำเสมอ การเดินจะกลายเป็นนิสัยรายวันที่สะท้อนออกมาเป็นตัวเลขน้ำหนักและระดับน้ำตาลที่เปลี่ยนไปจริง

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!