5G-Advanced x Mobile AI Forum: จุดเปลี่ยนสู่ยุคโทรคมนาคม AI-Native
5G-Advanced x Mobile AI Forum คือเวทีประชุมที่มุ่งกำหนดยุทธศาสตร์การบรรจบกันของเทคโนโลยี 5G เทคโนโลยี AI บนมือถือ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เพื่อสร้างโครงข่ายอัจฉริยะที่รองรับทราฟฟิก AI การประมวลผลอัจฉริยะ และบริการดิจิทัลรูปแบบใหม่ในอนาคต โดยอาศัยความร่วมมือระหว่างหน่วยงานกำกับดูแล ผู้ให้บริการโทรคมนาคม และพันธมิตรเทคโนโลยีในการออกแบบโครงสร้างโทรคมนาคม AI-Native ให้พร้อมต่อทั้งความต้องการผู้บริโภคและเศรษฐกิจดิจิทัลที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว สาระสำคัญของงานนี้ไม่ใช่แค่การนำเสนอเทคโนโลยีใหม่ แต่คือการวางทิศทางร่วมกันว่าโครงข่ายมือถือควรแปรสภาพเป็นโครงข่าย AI-ready อย่างไร Huawei จัดงาน 5G-Advanced x Mobile AI Forum ภายใต้ Huawei Digital & AI Summit 2026 ที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 โดยรวบรวมผู้แทนจากหน่วยงานกำกับดูแล นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญโทรคมนาคม เพื่อหารือการเตรียมโครงข่ายสำหรับยุค AI-Native Mobile เมื่อเรามองไปข้างหน้า เห็นได้ชัดว่าใครก็ตามที่กำหนดมาตรฐานในวันนี้ จะเป็นผู้กำหนดเกมเศรษฐกิจดิจิทัลในวันหน้า และเวทีนี้คือหนึ่งในสนามแรกของภูมิภาคในการชี้ว่าทิศทางควรไปทางไหน.

โครงข่าย AI-ready: จากการเชื่อมต่อสู่โครงข่ายอัจฉริยะเต็มรูปแบบ
สิ่งที่ทำให้เวทีนี้โดดเด่นคือการพูดถึงโครงข่าย AI-ready ในเชิงกลยุทธ์ ไม่ใช่เชิงเทคนิคอย่างแยกส่วน ผู้ร่วมงานต่างเห็นตรงกันว่า 5G-Advanced ต้องถูกออกแบบให้รองรับทราฟฟิก AI ที่เติบโตแบบก้าวกระโดด พร้อมเปลี่ยนโครงข่ายให้กลายเป็นโครงข่ายอัจฉริยะที่รู้เท่าทันการใช้งานแบบเรียลไทม์ ทั้งด้านการประมวลผล การจัดสรรทรัพยากร และคุณภาพบริการดิจิทัล. คำกล่าวของรองศาสตราจารย์ ดร. สมภพ ภูริวิกรัยพงศ์สะท้อนมุมคิดใหม่ของการกำกับดูแล เขาชี้ว่าไม่มีหน่วยงานกำกับดูแลใดสามารถคาดการณ์อนาคตของปริมาณทราฟฟิก AI ได้เพียงลำพัง และการคาดการณ์ของภาคอุตสาหกรรมก็ไม่ควรเป็นปัจจัยเดียวในการกำหนดทิศทาง. นี่คือการยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าโครงสร้างนโยบายโทรคมนาคมต้องถูกออกแบบบนพื้นฐานข้อมูลร่วม และต้องเปิดให้ภาคเอกชนและนักวิชาการมีเสียงอย่างจริงจัง หากต้องการโครงข่ายที่รองรับ Mobile AI ได้อย่างน่าเชื่อถือและยั่งยืน.

คลื่น 3500 MHz และ Byte + Token: การจัดสรรทรัพยากรเพื่อยุค AI
การสนทนาที่คมที่สุดในงานคือเรื่องทรัพยากรที่มักถูกมองว่าเป็นเทคนิค แต่แท้จริงคือการเมืองของอนาคต นโยบายคลื่นความถี่ถูกยกขึ้นมาเป็นหัวใจของยุค 5G เทคโนโลยี AI โดยเฉพาะย่าน 3500 MHz ที่ถูกระบุว่าเป็นคลื่นสำคัญที่ต้องจัดสรรเพิ่มเติม เพื่อรองรับปริมาณการใช้งาน AI บนเครือข่ายมือถือที่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว. ควบคู่กันคือการผลักดันการลงทุนในศูนย์ข้อมูลที่มีประสิทธิภาพและใช้พลังงานอย่างยั่งยืน ซึ่งหมายความว่าโครงข่าย AI-readyไม่ได้จบแค่เสาส่งสัญญาณ แต่ครอบคลุมทั้งห่วงโซ่ตั้งแต่คลื่น วิทยุ ไปจนถึงดาต้าเซ็นเตอร์. ในอีกด้าน Huawei นำเสนอกรอบคิดเศรษฐกิจ Byte + Token โดยมองว่าข้อมูล (Byte) และบริการอัจฉริยะ (Token) จะร่วมกันสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลรูปแบบใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วย AI Agent การประมวลผลอัจฉริยะ และโครงข่ายยุคใหม่. แนวคิดนี้ท้าทายผู้ให้บริการให้คิดไกลกว่าการขายทราฟฟิก ไปสู่การสร้างบริการอัจฉริยะและรูปแบบรายได้ใหม่บนโครงข่ายโทรคมนาคม AI-Native.

ความร่วมมือข้ามภาคส่วนและบทบาทศูนย์กลาง AI อาเซียน
หากมองเพียงเทคโนโลยี งานนี้อาจดูเหมือนเวทีผู้เชี่ยวชาญ แต่แก่นแท้คือความร่วมมือข้ามภาคส่วนที่กำลังออกแบบบทบาทศูนย์กลาง AI อาเซียนในระยะยาว การรวมตัวแทนจากหน่วยงานกำกับดูแล คณาจารย์ และผู้เชี่ยวชาญอุตสาหกรรมโทรคมนาคมบนเวทีเดียว เพื่อหารือทิศทางการบรรจบกันของ 5G-Advanced และ Mobile AI สะท้อนว่าการพัฒนาโครงข่ายอัจฉริยะไม่ใช่ภารกิจของผู้เล่นรายใดรายหนึ่ง. Huawei นำเสนอวิสัยทัศน์โครงข่ายมือถือยุค AI-Native ที่รวม AI Agent และการประมวลผลอัจฉริยะเข้ากับโครงข่ายยุคใหม่ เพื่อผลักดันเศรษฐกิจ Byte + Token และยกระดับนิยามการเชื่อมต่ออัจฉริยะขึ้นไปอีกขั้น. เมื่อประเทศในภูมิภาคกำลังแสวงหาบทบาทในแผนที่นวัตกรรมโลก การตั้งเป้าเป็นศูนย์กลาง AI อาเซียนไม่ควรเป็นเพียงสโลแกน แต่ต้องมีโครงสร้างพร้อมรองรับ Mobile AI และบริการอัจฉริยะข้ามอุตสาหกรรม ซึ่งเวทีนี้กำลังวางรากฐานอย่างเป็นรูปธรรม.




