ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ล่าท้าผีและตำนานท้องถิ่น เทรนด์เที่ยว Gen Z ที่เล่าเรื่องได้มากกว่ารูปสวย

ล่าท้าผีและตำนานท้องถิ่น เทรนด์เที่ยว Gen Z ที่เล่าเรื่องได้มากกว่ารูปสวย
ความสนใจ|เที่ยวประหยัด

Lore-tripping คืออะไร ทำไม Gen Z ถึงอินกับการล่าท้าผีท่องเที่ยว

Lore-tripping คือรูปแบบการท่องเที่ยวที่เลือกจุดหมายจากเรื่องเล่า ตำนานท้องถิ่น ความเชื่อ หรือประวัติศาสตร์ของพื้นที่ แล้วออกเดินทางไปสัมผัสบรรยากาศจริง เพื่อเชื่อมโยงกับเรื่องราวเหล่านั้นอย่างใกล้ชิด เทรนด์นี้มักรวมทั้งการล่าท้าผีท่องเที่ยว การตามรอยเหตุการณ์เหนือธรรมชาติ และการสำรวจเมืองเล็กที่มีเรื่องเล่าจัดจ้านแต่ไม่ใช่แลนด์มาร์กยอดฮิต จึงตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่มองหาทริปแบบมีเนื้อเรื่องมากกว่าการเช็กอินถ่ายรูป

ประเด็นที่น่าสนใจคือ Lore-tripping ไม่ได้เป็นแค่แฟดชั่วคราว แต่สะท้อนวิธีคิดใหม่ของนักเดินทาง Gen Z ที่กำลังขยับจากการเที่ยวเพื่อ “ไปถึงสถานที่” ไปสู่การเดินทาง “ตามรอยเรื่องราว” โดยตรง ผู้ให้บริการที่พักรายใหญ่ถึงกับตั้งชื่อกระแสนี้ว่า lore-tripping และพบว่า 90% ของนักเดินทาง Gen Z สนใจเมืองเล็กและจุดหมายที่คนยังไม่ค่อยรู้จัก เพราะทริปแบบนี้มักถูกกว่า มีวัฒนธรรมท้องถิ่นเข้มข้น และให้ความรู้สึกว่าได้ค้นพบสถานที่ที่ยังไม่ถูกใช้ซ้ำไปมาในหลายเมือง

จาก Legend tripping สู่ทริปล่าตำนานที่จองได้ในแอป

หากมองย้อนกลับไป พฤติกรรมนี้มีรากจากสิ่งที่เคยเรียกว่า Legend tripping กิจกรรมวัยรุ่นยุคก่อนที่รวมกลุ่มกันไปยังสถานที่ร้าง หรือจุดที่เล่าขานว่ามีผีสิง เพื่อพิสูจน์ตำนานและทดสอบความกล้าของตัวเอง แต่เวอร์ชันของ Gen Z ถูกยกระดับให้ปลอดภัยและเป็นระบบมากขึ้น จากการแอบย่องไปสถานที่ที่ไม่ควรเข้า กลายเป็นการจองที่พักเหี้ยม ทัวร์ผี หรือกิจกรรมเฉพาะพื้นที่ผ่านแพลตฟอร์มอย่างเป็นเรื่องเป็นราว

เทรนด์ใหม่จึงไม่ได้หยุดอยู่แค่ความหลอน แต่กว้างไปถึงตำนานท้องถิ่น ประวัติศาสตร์ และเรื่องราวแปลก ๆ ที่ทำให้แต่ละเมืองมีบุคลิกชัดเจนกว่าสถานที่ท่องเที่ยวกระแสหลัก ตัวอย่างที่ถูกพูดถึงบ่อยคือการตามรอย Mothman ในเวสต์เวอร์จิเนีย หรือการไปพักที่ The Stanley Hotel โรงแรมในเมือง Estes Park ที่เป็นแรงบันดาลใจให้โรงแรม Overlook ใน The Shining และปัจจุบันมีทัวร์ผีและห้องพัก Spirited Stays ให้เลือกถึง 13 ห้อง นี่คือการเปลี่ยน Legend tripping ให้กลายเป็นบริการท่องเที่ยวที่จองได้คล้ายแพ็กเกจทัวร์ แต่ยังคงกลิ่นอายความกล้าบวกความขนลุกอยู่เต็มเปี่ยม

ที่พักเหี้ยมและเมืองหลอน ดันยอดจองพุ่ง 35%

ถ้าใครยังคิดว่าล่าท้าผีท่องเที่ยวเป็น niche เล็ก ๆ ก็คงต้องคิดใหม่ เพราะแพลตฟอร์มจองที่พักรายใหญ่รายงานว่า ยอดจอง Experiences ที่มีคำว่า haunted เพิ่มขึ้นมากกว่า 35% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2025 นั่นหมายความว่ากิจกรรมสายผีและเหนือธรรมชาติกำลังกลายเป็นแม่เหล็กดึงคนรุ่นใหม่เข้าหาโลเคชันเหล่านี้อย่างจริงจัง

เมื่อมองลึกลงไปในตัวอย่าง จะเห็นภาพที่ชัด เช่น เมือง Salem เมืองที่มีประวัติการไต่สวนแม่มดในปี 1692 มียอดค้นหาที่พักเพิ่มขึ้นมากกว่า 35% ในรอบปีที่ผ่านมา สายเทรนด์เที่ยว Gen Z แห่ไปเช็กอิน The Witch House อาคารประวัติศาสตร์ที่โยงกับเหตุการณ์ไต่สวนแม่มดโดยตรง รวมถึงที่พักเหี้ยมอย่าง Haunted Victorian Mansion ที่เจ้าของเล่าว่ามีเสียงฝีเท้า เงาดำ ประตูเปิดเอง และสิ่งของเคลื่อนที่ให้ผู้พักได้สัมผัสความหลอนใกล้ชิด เมืองอื่นอย่าง Gettysburg ที่มีประวัติสงครามกลางเมืองก็มียอดค้นหาเพิ่มกว่า 25% พร้อมตัวเลือกอย่าง The Historic Rowe House บ้านยุคสงครามที่ยังเต็มไปด้วยร่องรอยการสู้รบ ขณะที่ San Antonio และ Savannah ก็ถูกจับตาในฐานะเมืองที่ผสมประวัติศาสตร์และตำนานผีเข้มข้น

ทำไม Gen Z เลือกทริปหลอนเล่าตำนาน แทนเที่ยวหรูรูปเป๊ะ

หัวใจของเทรนด์นี้ไม่ใช่แค่ความสะดุ้ง แต่คือการแสวงหา “เรื่องเล่าเฉพาะตัว” มากกว่า “ประสบการณ์หรูหรา” Gen Z จำนวนมากถูกดึงดูดด้วยทริปที่ถูกลง เมืองเล็ก และวัฒนธรรมท้องถิ่นเข้มข้น เพราะให้ความรู้สึกว่าตัวเองได้ค้นพบอะไรใหม่ ไม่ใช่ไปซ้ำรอยรีวิวเดิมในเมืองยอดฮิต การเลือกจุดหมายจากตำนานท้องถิ่นช่วยให้ทริปมีโครงเรื่องชัดเจน ตั้งแต่การหาข้อมูล เก็บคำบอกเล่าจากชาวบ้าน ไปจนถึงการถ่ายคอนเทนต์แบบมีบริบท ไม่ใช่แค่รูปสวยติดแฮชแท็ก

คำให้สัมภาษณ์จากหัวหน้าฝ่ายบรรณาธิการของแพลตฟอร์มที่พักรายนี้ชี้ชัดว่า นักเดินทางกำลังออกเดินทาง “เพื่อเรื่องราว” และอยากได้ประสบการณ์ที่นำกลับไปเล่าต่อได้ เทรนด์เที่ยว Gen Z จึงขยับจากการเดินทางเพื่อพักผ่อนแบบตัดขาด ไปสู่การสร้าง “ประสบการณ์ร่วม” กับพื้นที่และชุมชน นักเดินทางอยากรู้จักประวัติความเจ็บปวดของเมืองที่มีสงคราม อยากจับบรรยากาศหลอนในสุสานเก่าหรือที่พักเหี้ยม และอยากเล่าทั้งความรู้สึกกลัว ตื่นเต้น และเชื่อมโยงกับผู้คนในพื้นที่ การที่ประสบการณ์เหล่านี้สามารถนำไปสร้างคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดียได้อย่างเข้มข้น ยิ่งทำให้ Lore-tripping ถูกยึดเป็นรูปแบบเที่ยวหลักของคนรุ่นใหม่นอกเหนือจากทริปทะเลหรือทริปคาเฟ่

อนาคตของ Lore-tripping เมื่อการท่องเที่ยวกลายเป็นการเขียนเรื่อง

สิ่งที่ Lore-tripping กำลังบอกเรา ไม่ใช่แค่ว่า Gen Z ชอบความหลอน แต่คือการที่การเดินทางกำลังถูกมองใหม่ในฐานะ “การเล่าเรื่อง” มากกว่าการพักผ่อน เทรนด์ล่าท้าผีท่องเที่ยวและการตามตำนานท้องถิ่นในเมืองรองทำให้บทสนทนาระหว่างนักเดินทางกับชุมชนมีเนื้อหาเข้มขึ้น ทั้งคำบอกเล่าจากคนพื้นที่ ประวัติศาสตร์ที่ไม่ถูกเขียนในหนังสือเรียน และความเชื่อที่ตีความได้หลากหลาย

เมื่อยอดค้นหาเมืองที่มีตำนานเข้มข้นอย่าง Salem เพิ่มขึ้นกว่า 35% Gettysburg เพิ่มกว่า 25% San Antonio 20% Savannah 15% และ Estes Park 10% ภายในหนึ่งปี ก็ยิ่งชัดว่ากระแสนี้ไม่ใช่กระแสเฉพาะกลุ่ม แต่กำลังรีเซ็ตภาพการเดินทางแบบเดิม ๆ ผู้ให้บริการที่พักและกิจกรรมท่องเที่ยวที่มองไกลจึงควรหันมาโฟกัส “เรื่องเล่า” ของพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์ ผี หรือเรื่องแปลก เพื่อออกแบบ Experiences ที่ตอบฝัน Gen Z ที่อยากได้ทั้งความคุ้มค่าและเรื่องเล่าเอากลับบ้าน บทสรุปคือ เทรนด์เที่ยว Gen Z กำลังบอกเราว่า การเดินทางในยุคนี้ไม่จบแค่ถ่ายรูปลงฟีด แต่เริ่มต้นจากการถามว่า “เรากำลังเดินทางไปเพื่อเล่าเรื่องอะไรกลับมา” มากกว่า

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!