เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษใหม่ในกรอบ EEC คืออะไร และทำไมสำคัญต่อภาคตะวันออก
เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ คือพื้นที่ที่รัฐกำหนดให้มีกฎระเบียบและสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนเฉพาะ เพื่อดึงดูดการลงทุนต่างประเทศ เพิ่มความคล่องตัวในการอนุมัติอนุญาต และเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยใช้เครื่องมือด้านกฎหมาย ภาษี และการอำนวยความสะดวกแบบเบ็ดเสร็จ เพื่อให้การลงทุนเกิดขึ้นเร็วขึ้น กระจุกตัวในพื้นที่ยุทธศาสตร์ และสามารถเชื่อมโยงกับชุมชนรอบข้างให้เติบโตไปพร้อมกัน หัวใจของข่าวนี้คือ การที่คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบการจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษจำนวน 8 แห่งตามข้อเสนอของคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ซึ่งเป็นการขยายกรอบของเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกให้ลึกและเชื่อมโยงกับโครงการเมืองใหม่และโครงสร้างพื้นฐานที่กำลังจะเกิดขึ้นในภาคตะวันออก นี่ไม่ใช่การเพิ่มนิคมอุตสาหกรรมธรรมดา แต่เป็นการประกาศว่าภาคตะวันออกกำลังถูกออกแบบให้เป็นฐานเศรษฐกิจและเมืองน่าอยู่พร้อมกัน

แผนที่ 8 เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษใหม่ และบทบาทเชิงยุทธศาสตร์
การตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ 8 แห่งสะท้อนวิธีคิดเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐที่ต้องการสร้างห่วงโซ่มูลค่าครบวงจรในภาคตะวันออก ไม่ใช่แค่ดึงโรงงานเพิ่มในนิคมเดิม รายชื่อพื้นที่ประกอบด้วย นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี 2 สวนอุตสาหกรรม 304 อินดัสเตรียล ปาร์ค 2 อุตสาหกรรมการแปรรูปอาหารบางปะกง กลุ่มกาแฟไทยยั่งยืน นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด นิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยาง จังหวัดระยอง ศูนย์การแพทย์เฉพาะทางและสุขภาพครบวงจรไลฟ์สเฟียร์ พัทยา สถานีแอลเอ็นจีมาบตาพุดแห่งที่ 2 และสมาร์ท โลจิสติกส์ ฉะเชิงเทรา รายชื่อเหล่านี้บอกชัดว่ารัฐกำลังเดิมพันกับอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด การแพทย์ขั้นสูง อาหารและเกษตรมูลค่าเพิ่ม และโลจิสติกส์อัจฉริยะ หากออกแบบดี เขตส่งเสริมเหล่านี้จะเป็นเส้นเลือดเศรษฐกิจที่เชื่อมโรงงาน เมือง และท่าเรือเข้าด้วยกัน แต่หากละเลยมิติสังคมและสิ่งแวดล้อม ความตึงเครียดกับชุมชนก็พร้อมจะเกิดขึ้นเช่นกัน
กฎหมาย EEC กับการดึงลงทุนต่างประเทศ และผลจริงต่อคนในพื้นที่
จุดต่างของเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษชุดนี้คือการใช้พระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561 เป็นฐานกฎหมาย ให้นักลงทุนต่างประเทศสามารถขอรับสิทธิประโยชน์และการอำนวยความสะดวกด้านการลงทุน การอนุมัติอนุญาตได้ในกรอบเดียวกันทั่วทั้งพื้นที่ คำกล่าวของรองโฆษกสำนักนายกรัฐมนตรีที่ว่า “การประกาศเขตส่งเสริมฯ จะช่วยดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศให้เข้าร่วมลงทุนในพื้นที่เขตส่งเสริมฯ” เป็นสัญญาณตรงไปยังนักลงทุนต่างประเทศว่า ภาคตะวันออกกำลังเปิดประตูอย่างเป็นระบบ สำหรับประชาชนในพื้นที่ ผลกระทบไม่ได้หยุดแค่ตัวเลข FDI แต่เป็นเรื่องงานและรายได้ รัฐระบุชัดว่ามาตรการนี้จะส่งเสริมการขยายขนาดเศรษฐกิจและกระจายรายได้สู่พื้นที่โดยรอบ รวมถึงการจ้างงานของคนในชุมชน พร้อมการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคทั้งในและนอกพื้นที่ เช่น ถนน ระบบน้ำ ระบบไฟฟ้า และอ่างเก็บน้ำ ถ้าโครงการเดินตามแผน คนในภาคตะวันออกจะได้เมืองที่โครงสร้างพื้นฐานดีขึ้น ไม่ใช่แค่นิคมที่เติบโตโดดเดี่ยว
โครงการ EECiti มูลค่า 72,042 ล้านบาท และโอกาส PPP ของเอกชน
เมื่อมองลึกไปกว่าตัวเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ เมืองใหม่อย่างโครงการ EECiti คือชิ้นส่วนสำคัญที่ทำให้แผนภาคตะวันออกสมบูรณ์ โครงการนี้วางแนวคิดเมืองสำหรับสำนักงานใหญ่ภูมิภาค ศูนย์ราชการสำคัญ ศูนย์การแพทย์แม่นยำ ศูนย์การศึกษาและวิจัยระดับนานาชาติ ย่านธุรกิจ BCG ย่านบริการและการท่องเที่ยว และที่อยู่อาศัยสำหรับคนทุกกลุ่มรายได้ โดยทั้งหมดถูกพยุงด้วยแผนโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคครบวงจรตั้งแต่ต้น EECiti ถูกออกแบบให้ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 10 ระบบหลัก ผ่านรูปแบบ Public Private Partnership ประเภท Single Package ด้วยมูลค่ารวมประมาณ 72,042 ล้านบาท ซึ่งเปิดโอกาสให้เอกชนเข้าไปถือบทบาทมากกว่าผู้รับเหมา แต่เป็นหุ้นส่วนเมืองใหม่ในระบบไฟฟ้าพลังงานสะอาด ระบบน้ำ ระบบบำบัดน้ำเสียและรีไซเคิล ระบบจัดการน้ำ ป้องกันน้ำท่วม ระบบจัดการขยะแบบเศรษฐกิจหมุนเวียน ระบบดิจิทัลและโทรคมนาคม ไปจนถึงระบบดับเพลิงและเตือนภัยพิบัติ ใครมองหาโครงการ PPP ที่มีวิสัยทัศน์และขนาดใหญ่ ภาพของเมืองนี้จึงน่าสนใจอย่างยิ่ง

โครงสร้างพื้นฐานภายในและรอบเขตส่งเสริมฯ กับอนาคตภาคตะวันออก
คำถามสำคัญคือ โครงสร้างพื้นฐานจะถูกพัฒนาเพื่อใคร รัฐชี้ว่าเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษและเมืองใหม่จะพัฒนาระบบสาธารณูปโภคทั้งในและนอกพื้นที่โครงการ เช่น ถนน น้ำ ไฟฟ้า และอ่างเก็บน้ำ จากการขยายตัวของเขตอุตสาหกรรมและชุมชนเมือง และโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับการพัฒนาจะไม่เพียงเพิ่มศักยภาพรองรับการลงทุนในพื้นที่ EEC แต่ยังช่วยให้ชุมชนและเมืองเกิดการพัฒนา ทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น หากทำได้ตามนี้ ภาคตะวันออกจะไม่ใช่แค่ฐานการผลิต แต่เป็นภูมิภาคที่คนอยากใช้ชีวิต นอกจากนี้ รัฐยังพูดถึงความมั่นคงด้านเกษตรและอาหารผ่านการบริหารจัดการทรัพยากรเกษตรแบบบูรณาการ เน้นความมั่นคงทางอาหารและเกษตรมูลค่าเพิ่ม พร้อมการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากการใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าแทนเชื้อเพลิงสกปรก และการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าด้วยโลจิสติกส์อัจฉริยะ อนาคตของภาคตะวันออกจึงขึ้นอยู่กับว่าโครงการเหล่านี้จะรักษาสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจ ความยั่งยืน และความเป็นเมืองน่าอยู่ได้จริงหรือไม่






