วง Fontaines D.C. เปิดห้องทดลองใหม่ใน Dopamine Chamber

วง Fontaines D.C. เปิดห้องทดลองใหม่ใน Dopamine Chamber
ความสนใจ|เพลงร็อก

จากโพสต์พังก์สายกีตาร์สู่ Dopamine Chamber ห้องทดลองเสียงยุคซินธ์

Dopamine Chamber คืออัลบั้มสตูดิโอชุดที่ 5 ของวง Fontaines D.C. ที่ใช้โครงสร้างดนตรีอิเล็กทรอนิกส์และซินธิไซเซอร์เป็นหัวใจหลัก แทนที่ภาษากีตาร์แบบโพสต์พังก์ที่เคยนำทางพวกเขา โดยมุ่งสำรวจด้านมืดของโลกสมัยใหม่ทั้งในเชิงเสียงและเนื้อหา เพื่อสะท้อนความสัมพันธ์ใหม่ระหว่างมนุษย์กับระบบอัตโนมัติในยุคเทคโนโลยีล้นโลก.

แกนหลักของข่าวนี้คือการที่ Fontaines D.C. อัลบั้มใหม่ขยับตัวเองออกจากสูตรโพสต์พังก์ที่แฟนคุ้นเคย มาสู่ดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ร็อกเต็มตัว อัลบั้ม Dopamine Chamber โปรดิวซ์โดย James Ford พาวงเดินออกจาก “ภาษาของกีตาร์” สู่โลกของซินธิไซเซอร์ กลองแบบมาร์ชชิ่ง แซมเปิล และเสียงทริกเกอร์ หลายเพลงแทบไม่มีเสียงกีตาร์เลย นี่ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนเครื่องดนตรี แต่คือการเปลี่ยนมุมมองต่อโลกที่พวกเขากำลังเล่าเรื่องอยู่ วงประกาศอัลบั้มสตูดิโอชุดที่ 5 Dopamine Chamber มีกำหนดวางจำหน่าย 16 ตุลาคม ผ่าน XL Recordings ถือเป็นจุดหักเลี้ยวใหญ่ในเส้นทางของวงที่เคยถูกจดจำในฐานะวงโพสต์พังก์สายกีตาร์เข้มข้น.

เพลง Marianne: ซิงเกิลเปิดทางสู่โลกเสียงใหม่

ซิงเกิลแรก เพลง Marianne คือประตูบานสำคัญที่เปิดให้เราเข้าใจทิศทางใหม่ของ Dopamine Chamber เพลงนี้ถูกปล่อยออกมาในวันเดียวกับการประกาศอัลบั้ม เพื่อให้แฟนได้ยินทันทีว่า “นี่ไม่ใช่ Fontaines D.C. แบบเดิมอีกต่อไป” เปิดด้วยอินโทรที่ได้แรงบันดาลใจจากซีรีส์ระทึกขวัญ Ripley ถ่ายทอดความรู้สึกหลีกหนี ความสำราญ และความต้องการจะหลุดออกจากโลกแห่งความจริง ก่อนเสียงร้องของ Grian Chatten จะพาผู้ฟังเข้าสู่บรรยากาศที่ทั้งเย้ายวนและหม่นหมอง.

ซาวด์ของ Marianne แสดงเจตนารมณ์ชัดว่าอัลบั้มนี้ไม่ใช่การแต่งเติมซินธ์จิ๊บๆ แต่คือการย้ายฐานดนตรีไปอีกโลกหนึ่ง ซินธ์และจังหวะที่คล้ายกลองมาร์ชชิ่งดึงเพลงออกจากโครงกีตาร์แบบเดิม ทำให้เกิดความตึงเครียดแบบภาพยนตร์ระทึกขวัญมากกว่าความดิบของโพสต์พังก์ การที่วงเลือกซิงเกิลนี้เป็นภาพแรกให้คนฟังจึงเหมือนคำประกาศว่า “เราจะไม่ปลอดภัยไปด้วยกัน” และคือการทดสอบว่าแฟนพร้อมเดินเข้า Dopamine Chamber หรือไม่ เพราะซิงเกิลแรกของอัลบั้มนี้ เพลง Marianne ฟังได้แล้ววันนี้ ใครสงสัยทิศทางใหม่ควรเริ่มจากตรงนี้.

ดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ร็อกในแบบ Fontaines D.C.: เสียงใหม่ที่แลกด้วยความเสี่ยง

การหันเข้าสู่ดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ร็อกใน Dopamine Chamber ไม่ใช่การใส่ซินธ์เพื่อความเท่ แต่คือการทิ้งโครงเก่าที่ทำให้วงประสบความสำเร็จในช่วงแรก ความร่วมงานกับ James Ford ทำให้พวกเขาใช้ซินธิไซเซอร์ กลองมาร์ชชิ่ง แซมเปิล และเสียงทริกเกอร์เป็นโครงสร้างหลัก มีหลายเพลงที่แทบไม่มีเสียงกีตาร์เลย นี่คือการประกาศตัวว่าพวกเขาไม่ยอมติดอยู่กับภาพวงกีตาร์แม้จะปลอดภัยกว่าก็ตาม.

สิ่งที่น่าสนใจคือแนวคิดต่อเนื้อหาที่โยงกับเสียงใหม่ หาก Romance คืออัลบั้มที่พูดถึงความสมดุลระหว่างความเป็นมนุษย์กับโลกที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาท Dopamine Chamber คืออัลบั้มที่พาเรื่องราวไปอีกด้าน Grian Chatten เคยเปรียบว่า Romance มีความเป็นมนุษย์ราว 60% และถูกระบบอัตโนมัติเข้ามาแทนที่ 40% ในอัลบั้มใหม่เขากลับด้านอัตราส่วนนี้ และเลือกไม่ใส่ความหวังลงไปง่ายๆ แต่เน้น “คำเตือนถึงหายนะที่กำลังเกิดขึ้น” เมื่อเนื้อหามืดขึ้น เสียงที่เย็นและเป็นกลไกของซินธ์จึงกลายเป็นภาษาที่เหมาะกว่ากีตาร์ดิบๆ.

วิวัฒนาการจาก Dogrel ถึง Dopamine Chamber: ทำไมการเปลี่ยนทิศทางครั้งนี้สำคัญ

หากย้อนจาก Dogrel, A Hero’s Death, Skinty Fia จนถึง Romance สิ่งหนึ่งที่ชัดคือ Fontaines D.C. ไม่เคยยืนอยู่ที่เดิมนานนัก พวกเขาเดินหน้าทดลองและเปลี่ยนแปลงตัวเองเสมอ และ Dopamine Chamber ถูกยกให้เป็นการเปลี่ยนทิศทางครั้งใหญ่ที่สุด การย้ายฐานเสียงจากกีตาร์ไปยังซินธ์คือก้าวที่เสี่ยงกว่าการขยับรายละเอียดเล็กๆ ในสูตรเดิม เพราะหมายถึงการท้าทายวิธีที่แฟนเคย “รู้จัก” วง.

เบื้องหลังการทำงานอัลบั้มนี้ วงบันทึกเสียงร่วมกับ James Ford ในลอนดอน ชนบทอังกฤษ และเมือง Palermo ทางตอนใต้ของอิตาลี ขณะ Grian อัดเสียงร้องในห้องบันทึกชั่วคราวที่สร้างจากที่นอนและเบาะรองนั่ง ส่วน Conor Curley มือกีตาร์พยายามออกจากกรอบเดิมเพื่อค้นหาเสียงใหม่ที่ “พาไปสู่สิ่งที่ยังไม่เคยทำมาก่อน” วิธีทำงานที่ดิบและทดลองแบบนี้สะท้อนว่าการเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดในคอมพิวเตอร์เท่านั้น แต่เกิดจากการขยับวิธีคิดของวงทั้งวงไปพร้อมกัน.

ผลต่อแฟนเพลงและอนาคตของวง: พร้อมหรือยังกับคำเตือนในห้องโดปามีน

สำหรับคนฟัง การมาของ Dopamine Chamber คือคำถามตรงๆ ว่า “คุณอยากเติบโตร่วมกับวงหรืออยากให้พวกเขายืนอยู่ในกรอบเดิม” เพราะนี่ไม่ใช่อัลบั้มที่เอาใจทุกคนตั้งแต่แรกฟัง แต่คือผลงานที่อาจให้รางวัลกับคนที่เปิดใจรับดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ร็อกและพร้อมรับภาพโลกที่มืดกว่าของวง ซิงเกิล Marianne ที่ฟังได้แล้ววันนี้ คือบททดสอบง่ายๆ ว่าคุณจะทนแรงเสียดทานจากเสียงใหม่ๆ ได้แค่ไหน.

ในแง่เส้นทางอาชีพ วงกำลังเดินสายแสดงทั่วยุโรป และเตรียมขึ้นเฮดไลน์เทศกาล Reading & Leeds และ Electric Picnic พร้อมตารางการแสดงอื่นๆ ที่ประกาศออกมาแล้ว เมื่อ Dopamine Chamber วางจำหน่าย 16 ตุลาคม ในรูปแบบ LP, Deluxe LP, CD, Cassette และ Digital เราน่าจะได้เห็นว่าซาวด์ใหม่จะส่งผลต่อพลังการเล่นสดอย่างไร บทสรุปคือ การเปลี่ยนทิศทางครั้งนี้อาจทำให้บางคนถอยห่าง แต่ก็อาจดึงคนฟังกลุ่มใหม่ที่มองหาเสียงร็อกในโลกซินธ์เข้ามาแทน และนั่นอาจเป็นเดิมพันที่คุ้มค่าสำหรับวงที่ไม่ยอมอยู่นิ่งอย่าง Fontaines D.C.

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!