อาณาจักรแฟชั่นและบิวตี้ของคนดังคืออะไร และสำคัญอย่างไร
อาณาจักรแฟชั่นและบิวตี้ของคนดังคือธุรกิจที่เริ่มจากชื่อเสียงในวงการบันเทิง แต่ขยายตัวเป็นแบรนด์เชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบ ครอบคลุมเครื่องสำอาง ชุดชั้นใน สกินแคร์ และผลิตภัณฑ์แฟชั่นอื่น โดยมีคนดังเป็นทั้งเจ้าของวิสัยทัศน์ ดีไซน์ทิศทางแบรนด์ และทำหน้าที่ซีอีโอหรือประธานบริษัท ธุรกิจเหล่านี้ไม่ใช่แค่การติดโลโก้คนดังลงบนสินค้า แต่คือการสร้างระบบธุรกิจ การตลาด และชุมชนแฟนคลับที่เชื่อมโลกเอนเตอร์เทนเมนต์เข้ากับโลกการบริโภคแบรนด์หรูของเซเลบริตี้อย่างเป็นเรื่องเป็นราว เมื่อมองผ่านเลนส์ธุรกิจ นักร้องสตาร์ทธุรกิจแฟชั่นและธุรกิจบิวตี้เอนเตอร์เทนเมนต์กำลังเปลี่ยนสมการอำนาจจากค่ายเพลงและสตูดิโอ มาเป็นคนดังที่ถือหุ้นและถือสิทธิ์แบรนด์ด้วยตนเอง การเปลี่ยนจากผู้แสดงต่อหน้ากล้องเป็นผู้ตัดสินใจหลังห้องประชุม ทำให้คำว่าซีอีโอคนดังไม่ใช่คำหวือหวา แต่เป็นตำแหน่งงานจริงที่ต้องตอบโจทย์ทั้งนักลงทุนและผู้บริโภค
รีแอนนา ตัวอย่างนักร้องสตาร์ทธุรกิจแฟชั่นที่กลายเป็นซีอีโอพันล้าน
รีแอนนาเริ่มต้นจากการเป็นนักร้องและนักแต่งเพลงตั้งแต่อายุ 16 ปี ก่อนจะค่อย ๆ สร้างชื่อจากผลงานเพลงจนมีอัลบัมรวมทั้งหมด 8 ชุดและยอดขายระดับโลก เมื่อความสำเร็จบนเวทีดนตรีถึงจุดอิ่มตัว เธอเลือกเดินเกมใหม่ในโลกธุรกิจ เปิดตัว Fenty Beauty ในปี 2017 และผลลัพธ์คือแบรนด์เติบโตแบบหยุดไม่อยู่กลายเป็นธุรกิจหลักในชีวิตของเธอ ความเฉียบของรีแอนนาไม่ได้อยู่ที่ความดัง แต่อยู่ที่การมองเห็นช่องว่างในตลาดเครื่องสำอาง เธอผลักดันเฉดสีรองพื้นมากถึง 40 เฉด เพื่อให้คนทุกสีผิวรู้สึกว่าตัวเองถูกนับรวม เป็นการย้ายแนวคิดเรื่องตัวตนและความหลากหลายจากเพลงมาสู่สินค้าอย่างชัดเจน เมื่อเธอเสริมไลน์ด้วย Fenty Skin และแบรนด์ชุดชั้นใน Savage x Fenty ธุรกิจของเธอจึงไม่ใช่แค่แบรนด์เดียว แต่คืออาณาจักรแฟชั่นและบิวตี้ที่กลายเป็นต้นแบบให้ซีอีโอคนดังรุ่นถัดไป
จากแบรนด์เดียวสู่อาณาจักร แบรนด์หรูของเซเลบริตี้สร้างมูลค่าด้วยอะไร
จุดแข็งของแบรนด์หรูของเซเลบริตี้ไม่ได้มีแค่ภาพลักษณ์ แต่คือการออกแบบสินค้าให้แก้ปัญหาจริงของผู้บริโภค รีแอนนาใช้ Savage x Fenty สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับชุดชั้นใน โดยมุ่งให้แต่ละแบบรับกับสรีระผู้สวมใส่ มีโทนสีและลูกเล่นรองรับทุกเฉดสีผิว จึงสื่อสารชัดว่าความเซ็กซี่ไม่จำกัดรูปทรงและสีผิว กลยุทธ์การตลาดของ Fenty เน้นโลกโซเชียล ใช้คำแสลงและศัพท์ที่กำลังฮิตในหมู่วัยรุ่น รวมถึงการตอบกลับและมีปฏิสัมพันธ์กับแฟนเพลงและแฟนแบรนด์อย่างต่อเนื่อง ทำให้แบรนด์ไม่ห่างเหินจากคอมมูนิตี้ที่สร้างชื่อให้ศิลปินมาก่อน ตัวเลขผู้ติดตามอินสตาแกรมระดับหลายล้านของทั้ง Fenty Beauty และ Savage x Fenty สะท้อนว่า การคุยกับแฟนแบบเพื่อนคืออาวุธสำคัญ ไม่ใช่แค่การโพสต์ภาพแคมเปญโฆษณาเพียงอย่างเดียว
เมื่อคนธรรมดาพิสูจน์ว่าอาณาจักรแฟชั่นไม่ได้สงวนไว้ให้คนดัง
ความจริงที่น่าสนใจคือ ไม่ใช่ทุกอาณาจักรแฟชั่นและบิวตี้จะเริ่มจากเวทีเอนเตอร์เทนเมนต์ กรณีของซาราห์ เบลคลีย์ ผู้ก่อตั้ง Spanx แสดงให้เห็นว่าไอเดียจากความไม่สะดวกเล็ก ๆ ก็ขยายเป็นธุรกิจระดับใหญ่ได้ เธอเริ่มจากการขายเครื่องแฟกซ์แบบเคาะประตูบ้าน ก่อนจะคิดทดลองตัดปลายถุงน่องออกเพราะอยากสวมใต้กางเกงสีอ่อนโดยไม่ให้เห็น และจากการทดลองง่าย ๆ นั้น เธอค่อย ๆ พัฒนาสู่ผลิตภัณฑ์ชุดกระชับสัดส่วนรูปแบบใหม่ สิ่งที่น่าคิดสำหรับคนอ่านคือ เบลคลีย์ไม่มีประสบการณ์ในวงการแฟชั่น ไม่เคยเรียนบริหารธุรกิจ และเริ่มต้นจากการค้นข้อมูลสิทธิบัตรเอง ติดต่อโรงงานเอง เขียนร่างสิทธิบัตรด้วยตนเอง ก่อนจะค่อย ๆ ผลักแบรนด์เข้าสู่ตลาดผ่านทั้งการสาธิตกับผู้จัดซื้อและการส่งสินค้าถึงมือคนดังรายแรกของเธอ เรื่องราวนี้เตือนแรง ๆ ว่า ธุรกิจบิวตี้เอนเตอร์เทนเมนต์และแฟชั่นระดับพรีเมียมไม่ได้สงวนให้เฉพาะคนมีชื่อเสียง หากแต่เปิดช่องให้ไอเดียที่แก้ปัญหาได้จริง

บทเรียนสำหรับคนอยากเป็นซีอีโอคนดังหรือผู้ประกอบการแฟชั่นรุ่นใหม่
เมื่อดูภาพรวมของรีแอนนาและเบลคลีย์ บทเรียนสำคัญคือชื่อเสียงไม่เพียงพอ และความไร้ชื่อเสียงก็ไม่ใช่อุปสรรคเด็ดขาด รีแอนนาใช้ทุนทางวัฒนธรรมจากโลกดนตรีมาสร้าง Fenty ให้ตอบโจทย์ความหลากหลาย ขยายแบรนด์ต่อเนื่องสู่ Savage x Fenty และ Fenty Skin จนทรัพย์สินของเธอพุ่งขึ้นเป็นระดับมหาเศรษฐีหญิงที่สร้างชื่อจากทั้งเพลงและแบรนด์ของตนเอง ขณะที่เบลคลีย์เริ่มต้นจากเงินออมส่วนตัวจำนวนหนึ่งและความเชื่อว่า ผู้หญิงไม่ควรต้องทนกับข้อจำกัดของชุดชั้นในแบบเดิม สำหรับคนที่อยากเป็นนักร้องสตาร์ทธุรกิจแฟชั่น หรืออยากสร้างธุรกิจบิวตี้เอนเตอร์เทนเมนต์ของตัวเอง บทสรุปคือ ต้องกล้ารับบทผสม ทั้งศิลปิน นักเล่าเรื่อง นักออกแบบสินค้า และผู้บริหารที่กล้าตัดสินใจในเรื่องยาก ไม่ว่าคุณจะเริ่มจากเวทีคอนเสิร์ตหรือโต๊ะทำงานเล็ก ๆ ในบ้าน สิ่งชี้ขาดไม่ใช่จุดเริ่มต้น แต่คือความต่อเนื่องในการพัฒนาสินค้าและการสร้างความสัมพันธ์กับผู้คนรอบแบรนด์







