ซีรีส์เกาหลีล้นตลาดคืออะไร และทำไมจึงเป็นสัญญาณวิกฤต
ปรากฏการณ์ซีรีส์เกาหลี ล้นตลาด คือภาวะที่อุตสาหกรรมบันเทิงผลิตซีรีส์จำนวนมากเกินกว่าช่องทางออกอากาศและสตรีมมิงจะรองรับได้ ส่งผลให้เกิดสต๊อกผลงานที่ปิดกล้องเสร็จแล้วแต่ยังไม่ได้ฉายจำนวนมาก การแข่งขันแย่งเวลาฉายรุนแรงขึ้น ทำให้ทั้งผู้ผลิต นักลงทุน และแพลตฟอร์มต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น ในขณะที่โอกาสสร้างรายได้และชื่อเสียงของผลงานแต่ละเรื่องกลับลดลงอย่างเห็นได้ชัด ปัญหาการผลิตซีรีส์ล้นนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องตารางออกอากาศ แต่เป็นโครงสร้างที่สั่นคลอนความสามารถในการทำกำไรและความยั่งยืนของอุตสาหกรรมบันเทิงเกาหลีในระยะยาว เมื่อเกาหลีใต้เอาจริงเอาจังกับการขับเคลื่อนประเทศด้วยซอฟต์พาวเวอร์เกาหลีที่แข็งแกร่งผ่านอุตสาหกรรมบันเทิง ภาพของความสำเร็จจึงกำลังถูกท้าทายด้วยเงื่อนไขทางเศรษฐกิจและการจัดสรรทรัพยากรการผลิต.

เงินลงทุนพุ่งสูง แต่งานล้นคิวจนเสี่ยงกลายเป็นสินค้าค้างสต๊อก
หัวใจของวิกฤตซีรีส์เกาหลี ล้นตลาดคือการผลิตที่พุ่งขึ้นต่อเนื่องในขณะที่ช่องออกอากาศไม่เติบโตตาม จากรายงานมีซีรีส์มากกว่า 80 เรื่องที่รอคิวออกฉาย ก่อนจะเพิ่มขึ้นเป็นราว 100 เรื่องในเวลาไม่นาน ซึ่งสะท้อนว่าความสามารถในการผลิตเติบโตเร็วกว่าความสามารถในการจัดจำหน่ายอย่างชัดเจน. ตัวอย่างโปรดักชันระดับโลกอย่าง Moving ที่ถูกยกให้เป็นงานที่ยกระดับการถ่ายทำซีรีส์ไปสู่ตลาดแข่งขันระดับ worldwide แสดงให้เห็นว่าค่ายเกาหลีพร้อมทุ่มทุนและเทคโนโลยีเต็มที่ แต่เมื่อซีรีส์ระดับกลางและเล็กต้องแย่งคิวกับโปรเจกต์ฟอร์มใหญ่ จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ผลงานจำนวนมากจะถูกผลักไปอยู่ท้ายแถวและเสี่ยงกลายเป็นสินค้าค้างสต๊อก การลดจำนวนตอนต่อเรื่องบนแพลตฟอร์มสตรีมมิงจาก 16–20 ตอนเหลือเพียง 8–12 ตอนคือสัญญาณว่าผู้ซื้อคอนเทนต์พยายามจัดการปริมาณเนื้อหาที่ถาโถมเข้ามา แต่ก็ยังไม่พอจะดูดซับซัพพลายที่ผลิตออกมาแบบไม่มีเบรก.

ซอฟต์พาวเวอร์เกาหลี: สูบเงิน สร้างงาน แต่กำลังบีบผู้สร้างให้เล่นแบบปลอดภัย
ความทะเยอทะยานด้านซอฟต์พาวเวอร์เกาหลีทำให้อุตสาหกรรมบันเทิงถูกยกระดับเป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ รัฐและเอกชนผลักดันให้คอนเทนต์กลายเป็นสินค้าส่งออกสำคัญตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา. หนึ่งในแรงขับสำคัญคือการลงทุนของแพลตฟอร์มระดับโลกที่อัดเงินมหาศาลเข้ามาผลิตซีรีส์และภาพยนตร์ในเกาหลี สร้างงานหลายหมื่นตำแหน่งและผลักดันให้โปรดักชันทัดเทียมอุตสาหกรรมใหญ่ในโลก. แต่ด้านมืดของเงินทุนจำนวนมากคือแรงกดดันให้ต้องทำกำไรอย่างแน่นอน ผู้สร้างจึงเริ่ม Play safe หันไปผลิตเรื่องแนวตลาดแมสที่คุ้นเคย ไม่ว่าจะโรแมนติก ระทึกขวัญ หรือโรแมนติกคอมเมดี้ที่ “ดูง่าย ไม่ซับซ้อน” และเลือกใช้ทอปสตาร์เพื่อดึงฐานแฟนคลับแทนการลองพลอตใหม่ ๆ ที่เสี่ยงกว่า. ทว่าเรตติ้งที่แผ่วลงแม้ใช้ซูเปอร์สตาร์ รวมถึงตัวอย่างอย่าง The King Eternal Monarch ที่ใช้นักแสดงดังแต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่คาด ยิ่งตอกย้ำว่าซอฟต์พาวเวอร์ที่เน้นปริมาณและความปลอดภัยอาจกำลังบั่นทอนความกล้าและความหลากหลายเชิงสร้างสรรค์ของซีรีส์เกาหลีในระยะยาว.
จาก Made by สู่ Made with: ทางออกเพื่อไม่ให้ซีรีส์เกาหลีจมน้ำของตัวเอง
ท่ามกลางคำถามว่า K-Content จะรักษาความแรงได้อีกนานแค่ไหน ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายคอนเทนต์เสนอให้เปลี่ยนแนวคิดจากการผลิตในประเทศแล้วส่งออกมาเป็นการร่วมผลิตและปรับให้เข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่น หรือที่เรียกว่าแนวคิด Made with South Korea. ตัวอย่างอย่างซีรีส์ When Life Gives You Tangerines ที่ปรับชื่อ ภาษา และรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้สอดคล้องกับผู้ชมแต่ละตลาด แสดงให้เห็นว่าการร่วมผลิตและใส่ใจบริบทท้องถิ่นสามารถลดอุปสรรคในการเข้าถึงคอนเทนต์ได้มาก. แนวทางนี้ไม่เพียงช่วยกระจายความเสี่ยงด้านการลงทุนและลดภาวะซีรีส์เกาหลี ล้นตลาด แต่ยังเปิดโอกาสให้สร้าง IP ร่วมกันแทนที่จะปล่อยให้แพลตฟอร์มระดับโลกถือสิทธิ์ทั้งหมดเหมือนกรณี Squid Game ที่ผู้สร้างเกาหลีได้ประโยชน์จำกัด. หากคอนเทนต์เปลี่ยนจากสินค้าผลิตจำนวนมากไปเป็นงานที่ร่วมสร้างคุณค่ากับผู้เล่นในหลายประเทศ ความยั่งยืนของซอฟต์พาวเวอร์เกาหลีจะไม่ขึ้นกับการผลิตให้มากที่สุด แต่จะขึ้นกับการผลิตให้ “เหมาะสมที่สุด” กับตลาดที่หลากหลาย

บทสรุป: ลดปริมาณ เพิ่มความร่วมมือ เพื่อรักษาอนาคตอุตสาหกรรมบันเทิงเกาหลี
ข้อมูลจากผู้ผลิตระบุว่าจำนวนการผลิตซีรีส์ในปีหน้ามีแนวโน้มจะลดลงเหลือประมาณหนึ่งในสามเมื่อเทียบกับปี 2023 ซึ่งถือเป็นสัญญาณว่าระบบเริ่มรู้ตัวว่าซีรีส์เกาหลี ล้นตลาดไม่ใช่เรื่องที่ปล่อยไปตามน้ำได้อีกต่อไป. การเบรกการผลิตที่พุ่งสูงเกินจริงคือขั้นแรกที่จำเป็น แต่ไม่พอ หากไม่คู่อยู่กับการยกเครื่องโมเดลธุรกิจและการจัดจำหน่าย ทั้งการลดการพึ่งพาแพลตฟอร์มรายเดียว การเจรจาเรื่องสิทธิ์ IP ให้แฟร์ขึ้น และการผลักดัน Co-production แบบ Made with South Korea ที่ทำให้ผู้ชมทั่วโลกรู้สึกว่าคอนเทนต์เหล่านี้ “เป็นของเขาเอง” ไม่ใช่เพียงสินค้าส่งออกจากเกาหลี. ซอฟต์พาวเวอร์เกาหลีจะยืนระยะได้ก็ต่อเมื่ออุตสาหกรรมยอมรับว่าปริมาณไม่ใช่คำตอบ และความร่วมมือคือเส้นทางเดียวที่จะเปลี่ยนวิกฤตคอนเทนต์ล้นสต๊อกให้กลายเป็นคลื่นลูกใหม่ที่ยั่งยืนกว่าเดิม






