ร้านอาหารขยายสาขาไม่ใช่แค่เพิ่มจำนวน แต่ต้องเพิ่มตัวตน
ร้านอาหารขยายสาขา คือการเปลี่ยนจากร้านเดี่ยวที่ยืนด้วยเสน่ห์ครอบครัวและฝีมือเจ้าของ ไปสู่เครือข่ายหลายสาขาและธุรกิจอาหารหลายแบรนด์ที่ต้องรักษาคุณภาพ ความสม่ำเสมอ และภาพลักษณ์ให้ตรงกับตัวตนเดิม ขณะเดียวกันก็ต้องปรับเมนู ระบบหลังบ้าน และประสบการณ์ลูกค้าให้รองรับการเติบโตในหลายพื้นที่ และหลายช่องทางการขาย ตั้งแต่นั่งทานในร้าน ไปจนถึงเดลิเวอรี่และ Grab & Go ที่กระจายตัวแข่งกันในทุกย่านเมืองและชานเมือง มองผ่านแว่นผู้บริโภค การเติบโตของร้านอาหารสำเร็จจึงไม่ใช่แค่จำนวนสาขา แต่คือการทำให้คนเข้าถึง “อาหารที่ดี” ได้ทุกวันในราคาที่จับต้องได้ พร้อมอัตลักษณ์แบรนด์ที่ชัดเจนและมองออกตั้งแต่ป้ายหน้าร้านจนถึงคำสุดท้ายในจาน นี่คือสนามที่ทั้ง S&P, White Story และ Fam Time กำลังเล่นอยู่ และแต่ละรายก็เลือกกลยุทธ์ขยายธุรกิจต่างกันอย่างน่าสนใจ

S&P: จากข้าวไก่อบบ้านไรวาสู่เครือร้าน 475 สาขา
กรณี S&P คือพิมพ์เขียวของร้านอาหารสำเร็จที่เติบโตจากครัวครอบครัวสู่กลุ่มธุรกิจอาหารหลายแบรนด์เต็มตัว จุดเริ่มต้นเล็ก ๆ คือ “S&P Ice-Cream Corner” ร้านไอศกรีมในตึกแถวหัวมุมซอยประสานมิตร สุขุมวิท 23 ก่อนต่อยอดเป็นอาหารจานเดียวและเบเกอรี่ห้องแอร์ที่ตอบโจทย์คนเมืองยุคนั้น เมนูข้าวไก่อบสูตรคุณยายถูกยกระดับจากเมนูประจำบ้านไรวาให้กลายเป็นซิกเนเจอร์ที่ลูกค้ารู้จักและจำได้ นี่คือการใช้สูตรครอบครัวเป็นแกนของตัวตนแบรนด์อย่างแท้จริง ตลอด 50 ปี S&P ขยายจากร้านแบบ Family Restaurant ไปเป็นบริษัทมหาชนมูลค่ามากกว่า 9,000 ล้านบาท พร้อมร้านและแบรนด์ในเครือกว่า 475 สาขาในประเทศ และต่างประเทศอีก 12 สาขา จุดสำคัญคือการไม่หยุดปรับระบบภายใน ทั้ง Re-purpose และ Re-train ทีมเพื่อรับมือ Digital Disruption และต่อยอดสู่โรงงานเบเกอรี่ 3 แห่ง โรงงานอาหาร 1 แห่ง รวมถึงบริการ Food Service และ OEM ให้แบรนด์อื่น นี่ไม่ใช่แค่การขยายสาขา แต่เป็นการสร้างระบบผลิตและแบรนด์ย่อยหลากหลายรอบแกนกลางของคุณภาพและบริการ

White Story: ใช้โมเดล Grab & Go ขยายเร็วโดยไม่หลุดจุดยืน
ในอีกด้าน White Story เลือกโตในแบบที่เน้นความคล่องตัวของเทรนด์ Lazy Economy และรักสุขภาพ จุดเริ่มต้นคือการที่ผู้ก่อตั้งลาออกจากงานประจำมาเช่าบ้านไม้หลังเล็กริมถนนนครอินทร์ รีโนเวตเป็นคาเฟ่สีขาวทั้งหมด และตั้งชื่อว่า White Story เพื่อให้ลูกค้าเข้ามาแต่งแต้มเรื่องเล่าในร้าน หลังผ่านวิกฤตน้ำท่วมและย้ายเข้าสู่ศูนย์การค้า เธอแบ่งพื้นที่ 30% ทำโซน Grab & Go เจาะกลุ่มมนุษย์เงินเดือนและครอบครัวชานเมือง กลายเป็นจุดพลิกสำคัญของแบรนด์ วันนี้ White Story พิสูจน์ว่าธุรกิจอาหารหลายแบรนด์ไม่จำเป็นต้องเน้นการนั่งทานในร้านเสมอไป แกนหลักคืออาหารกล่องและขนมปังที่พัฒนาตามเทรนด์ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งคอลแล็บส์กับองค์กรต่าง ๆ และร่วมมือกับโรงพยาบาลสร้างเมนูของหวานสำหรับผู้ป่วยหรือผู้เสี่ยงเบาหวาน ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2025 มี 92 สาขา และวางแผนให้ครบ 100 สาขาในปี 2025 พร้อมเป้ารายได้แตะ 1,000 ล้านบาทในอีก 3 ปีข้างหน้า การโฟกัสทำเลห้าง อาคารสำนักงาน ศูนย์ประชุม สถานีน้ำมัน และโรงพยาบาล ทำให้การขยายสาขาไปกับจุดสัมผัสชีวิตประจำวันของผู้บริโภคมากกว่าการไล่เช่าทำเลดังแบบไร้ทิศทาง

Fam Time: โตช้าแต่มั่นคง ด้วย DNA ครอบครัวและการลองผิดลองถูก
Fam Time Steak and Pasta เลือกเส้นทางต่างจากสองรายก่อนหน้าอย่างชัดเจน ธุรกิจร้านอาหารนี้ก่อตั้งในปี 2018 โดยสามพี่น้อง ปันณ์ ณิชารีย์ และภัทรา จากบ้านตรีสิริเกษม เริ่มต้นจากความทรงจำเรื่องมื้ออาหารที่ครอบครัวใช้เป็นรางวัลและเวลาร่วมกันในวัยเด็ก แรกเริ่มร้านเน้นเมนูบรันช์และอาหารเช้าจับฉ่าย ตามใจลูกค้าจนร้านหาทิศทางไม่เจอ รายได้แค่พอเลี้ยงตัว ไม่มีเงินเก็บยาวนานหลายปี วิกฤตโควิดปี 2020 เป็นแรงบีบให้ทั้งสามคนต้องปรับโมเดลธุรกิจและสลับบทบาทบริหาร พร้อมหางานทำข้าวกล่องเดลิเวอรี่ให้โรงแรมที่รับคนกักตัวเพื่อรักษาทีมงาน การตัดสินใจหันมาขายพาสต้าเส้นสดเพื่อกู้วิกฤตเงินสด กลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้แบรนด์กลับมาเติบโต และใช้เวลาถึง 7 ปี กว่าจะขยายสาขาที่สองได้สำเร็จ ปัจจุบัน Fam Time มี 9 สาขา และเตรียมเปิดเพิ่มอีก 2 สาขาที่เซ็นทรัลปิ่นเกล้า และ CentralwOrld พร้อมโมเดลใหม่ Fam Time Cottage ที่โซน Groove CentralwOrld ซึ่งใส่กิมมิกตู้กดไวน์จับคู่กับอาหารทานเล่นคานาเป้ การโตแบบค่อยเป็นค่อยไปเช่นนี้สะท้อนว่าร้านอาหารสำเร็จไม่จำเป็นต้องระเบิดสาขาเร็ว หากมีตัวตนชัดและเรียนรู้จากการลองผิดลองถูก

บทสรุป: การขยายหลายแบรนด์ต้องเริ่มจากความหมายของ “อาหารที่ดี”
เมื่อมองรวมทั้งสามกรณี เราจะเห็นว่าแก่นของกลยุทธ์ขยายธุรกิจไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขสาขา แต่อยู่ที่นิยาม “อาหารที่ดี” ในสายตาของแต่ละแบรนด์ S&P ใช้สูตรครัวครอบครัวและความใส่ใจในคุณภาพเป็นแกน ก่อนต่อยอดเป็นอาณาจักรอาหารและเบเกอรี่ครบวงจร พร้อมแบรนด์ย่อยและสายการผลิตหลายรูปแบบ White Story เลือกนิยามผ่านความสะดวกสบายและสุขภาพ นำโมเดล Grab & Go มาผูกกับเทรนด์ Lazy Economy และช่องทางชีวิตประจำวันตั้งแต่ห้างถึงโรงพยาบาล ส่วน Fam Time ยืนอยู่บนความอบอุ่นของมื้ออาหารครอบครัว การรักษาทีมงาน และความกล้าปรับตัวแม้ต้องฉีกตำราที่เคยเรียนบริหารทิ้ง สำหรับผู้บริโภค ผลลัพธ์ที่จับต้องได้คือการมีตัวเลือกมากขึ้นในการเข้าถึงอาหารดี ๆ ได้ทุกวันโดยไม่ต้องจ่ายแพงเกินไป และได้สัมผัสเอกภาพของแบรนด์ไม่ว่าจะเดินเข้าร้านสาขาไหน สำหรับผู้ประกอบการ บทเรียนชัดเจนว่า ร้านอาหารขยายสาขาให้ยั่งยืน ต้องหาจุดสมดุลระหว่างการโตเร็วกับความสม่ำเสมอของการปฏิบัติการ และการวางตำแหน่งแบรนด์ให้ชัดเจนพอจะต่อยอดเป็นธุรกิจอาหารหลายแบรนด์ได้ โดยไม่ทำให้ลูกค้าสับสนว่าตกลงแล้วแบรนด์นี้ “ขายอะไร” และ “เพื่อใคร”







