ธุรกิจบันเทิงไทยไม่จบที่ซีรีส์อีกต่อไป
ธุรกิจบันเทิงไทยหมายถึงระบบเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมที่ผลิตและเผยแพร่คอนเทนต์อย่างละคร ซีรีส์ เพลง รวมถึงการบริหารศิลปิน สินค้า และกิจกรรมแฟนคลับ ที่เชื่อมคนดูเข้ากับแบรนด์และศิลปินผ่านหลายช่องทาง ตั้งแต่หน้าจอทีวี แพลตฟอร์มออนไลน์ ไปจนถึงงานอีเวนต์และประสบการณ์จริงในชีวิตประจำวัน การเปลี่ยนบทบาทจากแค่ผลิตคอนเทนต์ ไปสู่การสร้างระบบรายได้รอบตัวศิลปินและแฟนด้อม ทำให้ธุรกิจบันเทิงไทยกลายเป็นเครือข่ายมูลค่าที่ซับซ้อนและยืดหยุ่น
แกนสำคัญของการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้คือการยอมรับว่า รายได้จากหน้าจอไม่พออีกต่อไป รายงานในครึ่งปีแรกแสดงให้เห็นว่ารายได้จาก Idol Marketing เช่น งานพรีเซนเตอร์ คอนเสิร์ต แฟนมีตติ้ง และสินค้า สูงกว่ารายได้จาก Content Marketing ที่มาจากโฆษณาและลิขสิทธิ์ละคร ซีรีส์ และรายการ ข้อเท็จจริงนี้เป็นเหมือนสัญญาณไฟเขียวให้บริษัทบันเทิงไทยหันมามองฐานแฟนคลับและรายได้จากแฟนด้อมอย่างจริงจัง สตูดิโอสร้างซีรีส์ที่เคยมีบทบาทแค่ผู้ผลิตจึงต้องกลายเป็นผู้วางแผนธุรกิจครบวงจร

GMMTV และ Studio Wabi Sabi เมื่อซีรีส์วายคือจุดเริ่มต้นของอาณาจักรแฟนด้อม
ตัวอย่างชัดเจนที่สุดของการขยายตัวจากสตูดิโอสร้างซีรีส์ไปสู่การบริหารศิลปิน คือการที่บริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด หรือ ONEE แจ้งการจัดตั้งบริษัทย่อยใหม่ชื่อ บริษัท สตูดิโอ วาบิ ซาบิ จำกัด เพื่อดำเนินธุรกิจผลิตและพัฒนาคอนเทนต์ควบคู่กับการบริหารศิลปินครบวงจร การตัดสินใจให้ GMMTV ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ ONEE ถือหุ้นทางอ้อม 100 เปอร์เซ็นต์ เป็นผู้จัดตั้งบริษัทใหม่ แสดงให้เห็นว่าซีรีส์วายไม่ใช่แค่หมวดคอนเทนต์อีกต่อไป แต่เป็นฐานธุรกิจสำหรับสร้างรายได้จากแฟนด้อมในระยะยาว
Studio Wabi Sabi มีทุนจดทะเบียน 7 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญ 70,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท โดย GMMTV ถือ 35,699 หุ้น หรือ 51 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ศิวัจน์ สวัสดิ์มณีกุล ผู้กำกับซีรีส์วายชื่อดังถือ 34,300 หุ้น หรือ 49 เปอร์เซ็นต์ โครงสร้าง 51 ต่อ 49 นี้สะท้อนแนวคิดใหม่ในธุรกิจบันเทิงไทยที่สตูดิโอสร้างซีรีส์และครีเอเตอร์ไม่ได้เป็นแค่ผู้รับจ้างผลิต แต่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ร่วมทุนและผู้กำหนดทิศทางธุรกิจร่วมกับบริษัทใหญ่ การกำหนดวัตถุประสงค์ให้ครอบคลุมทั้งการผลิตคอนเทนต์และบริหารศิลปินครบวงจร ทำให้บริษัทใหม่สามารถต่อยอดจากซีรีส์วายไปสู่สินค้า แฟนมีตติ้ง และกิจกรรมแฟนด้อมได้อย่างเป็นระบบ

รายได้จากแฟนด้อมขยับแซงคอนเทนต์ เมื่อคนดูไม่ใช่แค่ผู้ชมแต่คือผู้ลงทุนทางอารมณ์
การขยับของ GMMTV สอดคล้องกับแนวโน้มรายได้ของกลุ่ม ONEE ที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ว่าเงินก้อนใหญ่ไม่ได้มาจากละครหรือลิขสิทธิ์เพียงอย่างเดียว ในครึ่งปีแรก รายได้จาก Idol Marketing ซึ่งรวมงานพรีเซนเตอร์ คอนเสิร์ต แฟนมีตติ้ง และสินค้า เติบโตจนมีสัดส่วนสูงกว่ารายได้จาก Content Marketing ที่มาจากการขายโฆษณาและลิขสิทธิ์ เมื่อรวมกับตัวเลขที่ระบุว่าในไตรมาสหนึ่ง รายได้จากธุรกิจ Idol Marketing อยู่ที่ 996.62 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 66.59 เปอร์เซ็นต์จากปีก่อน และคิดเป็นมากกว่าครึ่งของรายได้ช่วงดังกล่าว ก็ยิ่งตอกย้ำว่ารายได้จากแฟนด้อมกำลังกลายเป็นหัวใจของธุรกิจบันเทิง
ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่แค่สถิติ แต่สะท้อนการเปลี่ยนบทบาทของแฟนคลับจากคนดูธรรมดาไปสู่ผู้ลงทุนทางอารมณ์ที่พร้อมใช้เงินกับประสบการณ์ใกล้ชิดศิลปิน ตั้งแต่สินค้าทางการ ไปจนถึงอีเวนต์และทริปพิเศษ รายงานระบุชัดว่า ซีรีส์ทุกวันนี้ไม่ได้สร้างมูลค่าเฉพาะจากตัวคอนเทนต์ แต่เป็นจุดเริ่มของธุรกิจที่ต่อยอดไปสู่การบริหารศิลปิน ฐานแฟนคลับ อีเวนต์ สินค้า และตลาดต่างประเทศ นี่คือเหตุผลว่าทำไมสตูดิโอสร้างซีรีส์จึงต้องเข้าใจภาษาของแฟนด้อม และออกแบบรายได้จากแฟนด้อมให้ลึกกว่าการขายตั๋วแฟนมีตติ้งครั้งสองครั้ง

บทบาทใหม่ของสตูดิโอสร้างซีรีส์และผู้บริหาร ที่ต้องคิดทั้งศิลปะและสมการธุรกิจ
การที่ ONEE และ GMMTV หันมาสร้างบริษัทย่อยและพัฒนาเครือข่ายสตูดิโอสร้างซีรีส์ บริหารศิลปิน และแพลตฟอร์มของตนเอง ไม่ได้แปลว่าหน้าจอทีวีหมดความสำคัญ แต่สะท้อนการมองทีวีเป็นหนึ่งในหลายช่องทาง ผู้บริหารของกลุ่มย้ำว่าละครหรือซีรีส์ที่ดังระดับมหาชนและต่อยอดไปสู่การบริหารศิลปินและรายได้เป็นกอบเป็นกำ ส่วนใหญ่ยังออกอากาศทางทีวีควบคู่กับออนไลน์ ความท้าทายจึงไม่ใช่การทิ้งทีวี แต่คือการใช้ทีวีเป็นเวทีสร้างกระแส ก่อนต่อยอดไปสู่แพ็กเกจแฟนด้อมและรายได้รูปแบบใหม่
เมื่อโลกคอนเทนต์แยกย่อยตามความสนใจของผู้ชม ผู้บริหารคอนเทนต์จึงต้องชัดเจนขึ้นว่าละครหรือซีรีส์แต่ละเรื่องทำเพื่อใคร และจะใช้ศิลปินคนไหนเป็นหัวหอกในการต่อยอดสู่ธุรกิจบริหารศิลปินและรายได้จากแฟนด้อม บริษัทจึงต้องพัฒนาคอนเทนต์ที่ช่วยปั้นและส่งเสริมศิลปินให้เหมาะกับแต่ละคน พร้อมกับพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง เพราะอนาคตของทีวีในรูปแบบเดิมยังตอบไม่ได้ทั้งหมด ในบริบทนี้ CEO ไม่อาจเป็นแค่คนคุมตัวเลข แต่ต้องเข้าใจทั้งภาษาเล่าเรื่อง ภาษาแฟนด้อม และภาษาธุรกิจในเวลาเดียวกัน
อนาคตของธุรกิจบันเทิงไทย เมื่อสตูดิโอและบริษัทบริหารศิลปินต้องเดินไปด้วยกัน
การรวมตัวระหว่างสตูดิโอสร้างซีรีส์กับบริษัทบริหารศิลปินอย่างกรณี GMMTV และ Studio Wabi Sabi คือภาพสะท้อนทิศทางใหม่ของธุรกิจบันเทิงไทย ที่ไม่แยกฝ่ายเนื้อหากับฝ่ายศิลปินออกจากกันอีกต่อไป หนึ่งในประเด็นสำคัญคือการยกระดับผู้กำกับและครีเอเตอร์จากคนทำงานหลังกล้องให้กลายเป็นผู้ร่วมทุนและกรรมการบริษัท เพื่อให้การตัดสินใจทางธุรกิจสอดคล้องกับตัวตนและฐานแฟนคลับของคอนเทนต์มากขึ้น สิ่งนี้ทำให้ทั้งฝ่ายศิลปะและธุรกิจต้องรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ร่วมกัน ไม่ใช่โยนความเสี่ยงไปฝั่งใดฝั่งหนึ่ง
ในอีกด้าน ผู้บริหารอย่าง ONEE ก็ยอมรับว่าต้องเตรียมตัวให้พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรม เมื่อใบอนุญาตทีวีดิจิทัลหมดอายุและโครงสร้างตลาดอาจเปลี่ยนไป เป้าหมายคือการรักษาสถานะให้เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ผู้ชมคิดถึงเมื่ออยากดูคอนเทนต์ไทย พร้อมทั้งพัฒนาแพลตฟอร์มของตนเองเพื่อรองรับอนาคตที่ยังคาดเดาไม่ได้ หากมองในภาพรวม การขยายตัวจากหน้าจอสู่สินค้า ประสบการณ์แฟน และการบริหารศิลปิน อาจเป็นคำตอบเดียวที่ทำให้ธุรกิจบันเทิงไทยยืนได้ในโลกที่คนดูมีตัวเลือกไม่จำกัด แต่เวลาและเงินในกระเป๋ายังเท่าเดิม






