สายเคเบิลใต้ทะเลไม่ใช่แค่ท่อข้อมูล แต่คืออำนาจต่อรองเชิงภูมิรัฐศาสตร์
สงครามสายเคเบิลใต้ทะเลคือการแข่งขันการวางเส้นใยแก้วนำแสงบนพื้นมหาสมุทรเพื่อรองรับกว่าเกือบทั้งหมดของการรับส่งข้อมูลอินเทอร์เน็ตทั่วโลก พร้อมทั้งเชื่อมต่อบริการคลาวด์ ปัญญาประดิษฐ์ และแพลตฟอร์มดิจิทัลให้ทำงานอย่างต่อเนื่อง โดยมีมิติด้านความมั่นคงปลอดภัยข้อมูลและอำนาจต่อรองระหว่างมหาอำนาจที่เข้ามากำหนดทิศทางของโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตในแต่ละภูมิภาค หัวใจของเรื่องนี้คือการที่สหรัฐพยายามกันโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตออกห่างจากอิทธิพลจีน ผ่านโครงการสายเคเบิลใต้ทะเลขนาดใหญ่ที่ออกแบบให้หลบเลี่ยงทะเลจีนใต้โดยตรง แทนที่จะมองเป็นโครงการเทคโนโลยีล้ำสมัย เราควรมองว่ามันคือการวางหมากบนกระดานภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลต่อผู้ใช้ที่ปลายทาง แม้คนทั่วไปจะเห็นเพียงอินเทอร์เน็ตเร็วขึ้น แต่เบื้องหลังคือการจัดระเบียบอำนาจดิจิทัลใหม่ทั้งภูมิภาค
โครงการสายเคเบิลใหม่ของสหรัฐ วงจรอินเทอร์เน็ตที่หลบทะเลจีนใต้
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อหน่วยงานส่งเสริมการค้าและการพัฒนาของสหรัฐประกาศสนับสนุนการศึกษาความเป็นไปได้ของสายเคเบิลใต้ทะเลเส้นใหม่ ที่จะเชื่อมระหว่างสหรัฐกับหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และหลบเลี่ยงทะเลจีนใต้โดยเจตนา โครงการนี้สะท้อนความตั้งใจชัดเจนในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตที่แยกตัวออกจากพื้นที่อ่อนไหวด้านความมั่นคงทางทะเล ความกังวลไม่ได้เกิดจากเทคโนโลยีเอง แต่จากสถานการณ์ความขัดแย้งด้านความมั่นคงในตะวันออกกลางและยุโรปที่ชี้ให้เห็นแล้วว่า วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์สามารถลุกลามไปสู่การโจมตีทางไซเบอร์หรือการทำลายสายเคเบิลใต้ทะเลได้ เมื่อทะเลจีนใต้เต็มไปด้วยการอ้างสิทธิทับซ้อนและกฎระเบียบภายในของจีนที่กำหนดให้การทำงานบนไหล่ทวีปต้องได้รับอนุญาตล่วงหน้า ผู้ให้บริการและบริษัทประกันย่อมเห็นต้นทุนความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน จึงผลักให้การออกแบบเส้นทางใหม่หลีกเลี่ยงพื้นที่นี้
อินเทอร์เน็ตของเราแขวนอยู่บนสายเดียวมากเกินไป
สายเคเบิลใต้ทะเลคือเส้นเลือดใหญ่ของโลกดิจิทัล เพราะแบกรับทราฟฟิกอินเทอร์เน็ตมากกว่าเกือบทั้งหมดทั่วโลกบนเส้นใยแก้วนำแสงใต้ทะเล แต่ข้อเท็จจริงที่น่าตกใจคือ ในบางเส้นทางยังพึ่งสายเคเบิลเส้นเดียวเป็นหลัก เช่น สาย Asia-America Gateway ที่สร้างมาตั้งแต่ปี 2009 และเชื่อมภูมิภาคกับสหรัฐผ่านเส้นทางที่มีชื่อเสียงเรื่องการขัดข้องบ่อยครั้ง โดยเฉพาะช่วงระหว่างสิงคโปร์และฮ่องกงที่พบความเสียหายมากบริเวณใกล้เวียดนาม เมื่อสายเคเบิลเส้นหลักล่ม ประเทศที่ทางเลือกจำกัดอย่างกัมพูชาและมาเลเซียแทบไม่มีช่องทางเบี่ยงเส้นทางข้อมูลอื่น ทำให้ผู้ใช้งานเผชิญอินเทอร์เน็ตช้าหรือใช้งานไม่ได้ในช่วงยาว ความต้องการเชื่อมต่อข้อมูลที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องซึ่งผลักให้โครงการสายเคเบิลใหม่ผุดขึ้นทั่วโลก จึงไม่ใช่เพียงเรื่องประสิทธิภาพ แต่คือการสร้างความยืดหยุ่นให้โครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตไม่พึ่งเส้นทางเดียวเสี่ยงสูงอีกต่อไป

ภูมิภาคกำลังถูกบังคับให้รับสองระบบเทคโนโลยีคู่ขนาน
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดในสงครามสายเคเบิลใต้ทะเลไม่ใช่แค่เส้นทางใหม่ที่หลบหรือเข้าใกล้จีน แต่คือผลลัพธ์ที่ทำให้หลายประเทศต้องอยู่ท่ามกลางสองระบบเทคโนโลยีคู่ขนาน โครงการสายเคเบิลที่หนุนโดยสหรัฐผูกเข้ากับเป้าหมายควบคุมโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับอินเทอร์เน็ตและการเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ ในขณะที่จีนเองก็เร่งสร้างเครือข่ายสายใยแก้วใต้ทะเลเชื่อมเอเชีย ยุโรป และตะวันออกกลางด้วย เสียงสะท้อนจากนักวิชาการในภูมิภาคเตือนชัดว่ามหาอำนาจจะเดินหน้าขยายอิทธิพลทั้งในโครงสร้างพื้นฐานใต้ทะเลและบนบก และเมื่อจีนเดินหน้าแข่งสร้างสายเคเบิลของตัวเอง ประเทศที่เกี่ยวข้องอาจถูกบังคับให้รองรับสองชุดเทคโนโลยีที่แยกจากกันทางการเมือง ทางเลือกอีกด้านคือการเลือกข้าง ซึ่งถูกมองว่าเป็นเป้าหมายที่ประกาศชัดของสหรัฐ นั่นหมายความว่าแนวคิดความเป็นกลางแบบเดิมเริ่มใช้ไม่ได้ในยุคที่ทุกการตัดสินใจด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลส่งผลต่อดุลอำนาจในยามวิกฤต
ยุคอธิปไตยดิจิทัลใหม่ ประเทศเล็กต้องคิดใหม่เรื่องความปลอดภัยข้อมูล
สายเคเบิลใต้ทะเลไม่ใช่สินค้าเทคโนโลยีที่ซื้อแล้วจบ แต่คือโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตที่กำหนดอธิปไตยดิจิทัลของประเทศ เพราะมันเชื่อมบริการคลาวด์ ปัญญาประดิษฐ์ และแพลตฟอร์มออนไลน์ทั้งหมดเข้ากับระบบโลก หากจุดเชื่อมต่ออยู่นอกเขตอำนาจที่ควบคุมได้ ความปลอดภัยข้อมูลและความต่อเนื่องของบริการก็อาจถูกผูกกับการตัดสินใจของมหาอำนาจแทน เมื่อภูมิภาคต้องกระจายตัวระหว่างพันธมิตรด้านปัญญาประดิษฐ์ที่นำโดยสหรัฐและจีน การเลือกว่าจะให้ทราฟฟิกข้อมูลสำคัญวิ่งผ่านสายเคเบิลชุดใดจึงไม่ใช่เรื่องเทคนิค แต่เป็นการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ นักวิชาการจากสถาบันวิจัยในสิงคโปร์เตือนให้ทุกประเทศทบทวนความหมายของความเป็นกลางใหม่ และมองการตัดสินใจนโยบายในทุกภาคส่วนร่วมกัน ว่ากำลังทำให้พึ่งพามหาอำนาจใดมากเกินไปในยามสงบและยามวิกฤตหรือไม่ หากประเทศเล็กไม่วางแผนเชิงรุก ก็อาจพบว่าความปลอดภัยข้อมูลของตัวเองถูกผูกกับสายเคเบิลที่ไม่ได้เลือกเอง






