Food & Hospitality Thailand 2026: เมื่อจานอาหารกลายเป็นเหตุผลของการเดินทาง
Food & Hospitality Thailand 2026 คือ งานแสดงสินค้าท่องเที่ยวและธุรกิจโรงแรมอาหารที่เชื่อมผู้ผลิตอาหาร ผู้ให้บริการโรงแรม ร้านอาหาร และหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเข้าด้วยกัน เพื่อใช้วัฒนธรรมอาหารเป็นจุดเด่นสร้างแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยวเดินทาง พร้อมยกระดับระบบนิเวศการท่องเที่ยวไทยอาหารให้ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพและสร้างรายได้อย่างยั่งยืน. หัวใจของงานปีนี้คือการประกาศชัดว่า “อาหารไม่ใช่แค่ส่วนหนึ่งของทริป แต่คือเหตุผลของการเดินทาง” นี่คือการพลิกวิธีคิดจากการขายภาพทะเล วัด หรือภูเขา ไปสู่การขายเรื่องราวในจานอาหาร ตลาด และครัวท้องถิ่น นักท่องเที่ยวยุคใหม่ตามหาเส้นทางรสชาติที่มีตัวตน มีบริบท และมีคนเล่าเรื่องเบื้องหลัง ททท.จึงกล้าหยิบอาหารขึ้นมาเป็นแกนยุทธศาสตร์ ไม่ใช่เพียงกิจกรรมประกอบการท่องเที่ยว.

เปิดงานอย่างเป็นทางการ รวม 4 งานใหญ่ สร้างเวทีธุรกิจครบวงจร
งาน Food & Hospitality Thailand 2026 เปิดฉากระหว่างวันที่ 19-22 สิงหาคม 2569 ณ ฮอลล์ 1-4 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายใต้แนวคิด “All Sectors, One Destination” ที่ตั้งใจเชื่อมทุกภาคส่วนของอุตสาหกรรมไว้ในจุดหมายเดียว. จุดแข็งสำคัญคือการรวม 4 งานใหญ่เข้าด้วยกัน ได้แก่ Food & Hospitality Thailand, HOTELEX Thailand, Hotel & Shop Plus Thailand และ Agri Plus Expo 2026 เพื่อสร้างงานแสดงสินค้าท่องเที่ยวที่มีโครงสร้างธุรกิจครบวงจร ตั้งแต่วัตถุดิบเกษตร เทคโนโลยีครัว ไปจนถึงโซลูชันโรงแรมและร้านค้าอัจฉริยะ. ในเชิงตัวเลข งานนี้นำเสนอสินค้า เทคโนโลยี และโซลูชันกว่า 3,000 แบรนด์จากกว่า 20 ประเทศ และคาดว่ามีผู้เข้าร่วมงานทั้งไทยและนานาชาติกว่า 30,000 คน ซึ่งถือเป็นเวทีสำคัญทั้งสำหรับองค์กรขนาดใหญ่ที่ต้องการหานวัตกรรม และสำหรับ SMEs ที่ต้องการเข้าถึงองค์ความรู้และสร้างเครือข่ายใน Ecosystem เดียวกัน. ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าการยกระดับท่องเที่ยวผ่านอาหารและบริการไม่ได้เป็นเพียงคำขวัญ แต่มีแพลตฟอร์มธุรกิจรองรับอย่างจริงจัง.

Public-Private Synergy: เมื่อรัฐและเอกชนวางอาหารเป็นยุทธศาสตร์ท่องเที่ยว
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดจากงานนี้ไม่ใช่เพียงขนาดของงาน แต่คือภาพความร่วมมือกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สมาคมโรงแรม-ร้านอาหาร และภาคเอกชนที่ผนึกกำลังกันอย่างชัดเจน. ททท.มองว่าการท่องเที่ยววันนี้เกิดจากความแข็งแกร่งของระบบนิเวศทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่โรงแรม ร้านอาหาร ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม การบริการ เทคโนโลยี ไปจนถึงบุคลากรที่มีคุณภาพ ทุกหน่วยล้วนมีบทบาทในการสร้างประสบการณ์และความประทับใจให้แก่นักท่องเที่ยว. ทิศทางนี้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ ‘Value over Volume’ ที่เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณและแนวคิด ‘Healing is the New Luxury’ โดยตั้งเป้าปี 2569 ดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ 33 ล้านคน และสร้างรายได้ 1.5–1.55 ล้านล้านบาทผ่าน 4 แกนหลัก คือ อีเวนต์ระดับโลก การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การท่องเที่ยวเชิงอาหาร และการท่องเที่ยวเชิงฟื้นฟู. การเลือกใช้อาหารเป็นหนึ่งในแกนหลักจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการอ่านเกมท่องเที่ยวโลกอย่างเฉียบคม เห็นชัดว่าอาหารไทยมีทั้งอัตลักษณ์ รสชาติ และเรื่องเล่าที่คู่แข่งยากจะลอกเลียน.

เชื่อมผู้ผลิตอาหาร โรงแรม และชุมชน สร้างโอกาสธุรกิจครบรอบวงจร
งาน Food & Hospitality Thailand 2026 ไม่ได้มองอาหารในมิติการชิมเท่านั้น แต่ใช้เวทีนี้เชื่อมโยงสินค้าเกษตร นวัตกรรมอาหาร ผู้ประกอบการ SMEs กับผู้ซื้อทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างโอกาสธุรกิจครบรอบวงจร. ด้านหนึ่ง ผู้ผลิตวัตถุดิบและนวัตกรรมอาหารมีช่องทางพบผู้ซื้อรายใหญ่ อีกด้านหนึ่ง โรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจบริการได้ทดลองเทคโนโลยีใหม่และโซลูชันที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวคุณภาพ ตั้งแต่ครัว ไปจนถึงประสบการณ์การเข้าพัก. ททท.เองชี้ชัดว่า งานนี้เชื่อมต่อกับงานในพื้นที่อย่างการเลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่น การลดขยะอาหาร และการกระจายรายได้สู่ชุมชน ซึ่งหมายความว่าจานอาหารที่นักท่องเที่ยวกินในโรงแรมหรูอาจมีเบื้องหลังจากเกษตรกรรายเล็กในท้องถิ่น. นี่คือภาพของท่องเที่ยวไทยอาหารที่พยายามสร้างห่วงโซ่คุณค่าเต็มรูป ไม่ปล่อยให้มูลค่าติดอยู่ในเมืองใหญ่หรือแบรนด์ระดับบนเท่านั้น แต่ไหลย้อนกลับไปสู่พื้นที่ต้นทางอย่างเป็นรูปธรรม.
แข่งในสมรภูมิเอเชีย: ทำไมการยึดอาหารเป็นจุดขายจึงสำคัญตอนนี้
การแข่งขันด้านการท่องเที่ยวในระดับเอเชียกำลังเข้มข้น การจัด AHRA Seminar 2026 ภายในงานในหัวข้อ “Hospitality Industry Direction: Where Asian Hospitality is Going and How We Get There” ที่รวมผู้นำจากสมาคมโรงแรมจากไทย ฟิลิปปินส์ และเวียดนามมาแลกเปลี่ยนมุมมอง จึงไม่ใช่เพียงกิจกรรมเสริม แต่คือการประกาศว่าเอเชียกำลังวางตำแหน่งใหม่ในตลาดบริการโลก. ในบริบทนี้ การเลือกใช้อาหารเป็นจุดขายหลักมีนัยสำคัญ เพราะอาหารคือภาษาสากลที่แยกแยะปลายทางออกจากกันได้อย่างชัดเจน เมืองไหนก็มีทะเล มีภูเขา มีศูนย์การค้า แต่ไม่ใช่ทุกเมืองที่มีแกงรสจัด ข้าวเหนียวมะม่วง หรืออาหารตลาดกลางคืนที่มีชีวิต อาหารจึงกลายเป็นตัวสร้างความแตกต่าง ทั้งในระดับรสชาติและระดับเรื่องราว ทำให้ปลายทางไม่ใช่แค่สถานที่ แต่เป็นประสบการณ์ที่ผู้เดินทางเลือกได้จากภาพจานอาหารเพียงภาพเดียว ท่ามกลางการแข่งขันในเอเชีย การกล้าประกาศว่าวัฒนธรรมอาหารคือหัวใจจึงเป็นการยึดจุดยืนที่ชัด ชวนให้ตลาดมองเห็นทันทีว่าถ้าอยากท่องเที่ยวผ่านลิ้นและเรื่องราว อุตสาหกรรมนี้พร้อมรองรับ.





