การประชุม IMF World Bank ไม่ใช่แค่งานการเงิน แต่คือเวทีรีแบรนด์เศรษฐกิจทั้งระบบ
การประชุม IMF World Bank คือการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ที่รวบรวมรัฐมนตรีการคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง ผู้นำภาคการเงิน และนักลงทุนจากทั่วโลก เพื่อหารือทิศทางเศรษฐกิจ การเงิน และการพัฒนาในอนาคต พร้อมเป็นพื้นที่เจรจานโยบาย การค้า และการลงทุนระหว่างประเทศ ซึ่งเจ้าภาพสามารถใช้เป็นเวทีแสดงศักยภาพเศรษฐกิจ ภาคธุรกิจ และซอฟต์พาวเวอร์ของตนต่อสายตานานาชาติได้โดยตรง
สาระสำคัญของการเป็นเจ้าภาพรอบนี้คือรัฐบาลเลือกมองเวทีการประชุม IMF World Bank เป็น “เครื่องเร่ง” ให้ท่องเที่ยวเศรษฐกิจไทย การลงทุนต่างชาติ และซอฟต์พาวเวอร์ไทยเดินไปพร้อมกัน ไม่ใช่แค่จัดงานให้จบตามมาตรฐาน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ย้ำว่า เวทีนี้คือโอกาสสำคัญในการแสดงศักยภาพและบริบทเศรษฐกิจของประเทศต่อผู้นำและนักลงทุนทั่วโลก พร้อมสร้างโอกาสดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ มุมมองนี้ชัดเจนว่าไทยต้องการใช้เวทีการเงินโลกเป็นจุดเปลี่ยนเชิงยุทธศาสตร์ ไม่ใช่เพียงเวทีสร้างภาพ
20,000 ผู้เข้าร่วมกับเม็ดเงินหมื่นล้าน: ท่องเที่ยวเศรษฐกิจไทยได้อะไรทันที
ตัวเลขผู้เข้าร่วมคือคำตอบว่าทำไมภาคท่องเที่ยวและบริการต้องจับตา การประชุมครั้งนี้คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมกว่า 8,000 คน และเมื่อรวมผู้ติดตามและคณะต่างๆ จะมีผู้เดินทางเข้าร่วมงานประมาณ 20,000 คน ซึ่งจะช่วยสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนให้กับเศรษฐกิจไทย ทั้งจากการใช้จ่ายของผู้เข้าร่วมงานและการท่องเที่ยว ขณะที่ภาคเอกชนประเมินในมุมที่กว้างกว่า โดยคาดว่าหากรวมครอบครัว ผู้ติดตาม และผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด จำนวนผู้เดินทางจะมากกว่า 30,000 คน และก่อให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนระยะสั้นไม่น้อยกว่า 10,000 ล้านบาท
สิ่งที่น่าสนใจคือภาคเอกชนไม่ต้องการให้รายได้เหล่านี้จบลงแค่ช่วงจัดงาน แต่ต้องการแปลงเสียงชื่นชมและกรอบนโยบายระดับโลกให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ รายได้ และการเติบโตที่ประชาชนสามารถสัมผัสได้อย่างเป็นรูปธรรม นั่นหมายถึงธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร ผู้ให้บริการเดินทาง ไปจนถึงผู้ประกอบการท้องถิ่นรอบเมืองจัดประชุมมีโอกาสรับอานิสงส์โดยตรง หากรัฐและเอกชนช่วยกันออกแบบประสบการณ์ที่ดึงให้ผู้มาเยือนใช้เวลาและใช้จ่ายในเมืองอื่นต่อ ไม่ใช่แค่เข้าออกห้องประชุม

ยุทธศาสตร์ 3 กระทรวง: จากห้องประชุมสู่ตลาดสินค้า วัฒนธรรม และท่องเที่ยว
จุดแข็งของการประชุมครั้งนี้คือรัฐบาลไม่ปล่อยให้แต่ละหน่วยงานทำงานแบบแยกส่วน นางศุภจีสั่งบูรณาการกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้นำโอกาสจากการประชุม IMF World Bank มาต่อยอดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม เชื่อมโยงการค้า วัฒนธรรม และการท่องเที่ยวเข้าด้วยกัน เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการไทย ขยายตลาดสู่ต่างประเทศ และสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการและชุมชน
ในทางปฏิบัติ กระทรวงพาณิชย์ถูกมอบหมายให้ต่อยอดการพัฒนาสินค้า สร้างแบรนด์ และเชื่อมโยงตลาด ควบคู่กับการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาและแนวคิด IP Finance รวมถึงสินค้าชุมชน เช่น ผ้าไทย ถุงผ้าขาวม้า และอาหารไทย ให้มีมูลค่าและเข้าถึงตลาดได้มากขึ้น ขณะเดียวกัน ไทยใช้โอกาสนี้นำเสนอสินค้าไทย อาหารไทย วัฒนธรรม และแหล่งท่องเที่ยว เพื่อสร้างความประทับใจและต่อยอดให้เกิดการเดินทางกลับมาท่องเที่ยวในอนาคต หากทำต่อเนื่องหลังจบงาน นี่คือการเปลี่ยนผู้เข้าร่วมประชุมให้กลายเป็นลูกค้าและทูตประชาสัมพันธ์ในระยะยาว

ซอฟต์พาวเวอร์ไทยบนเวทีการเงินโลก: จากมวยไทยถึงศิลปินและภาพลักษณ์แบบสากล
ซอฟต์พาวเวอร์ไทยไม่ได้ถูกมองเป็นสีสันประกอบเวที แต่ถูกยกเป็นเครื่องมือเศรษฐกิจเต็มตัว กระทรวงวัฒนธรรมได้รับบทให้ต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ทั้งการแสดง มวยไทย และศักยภาพศิลปินไทย ให้ต่อยอดสู่โอกาสทางธุรกิจและสร้างการรับรู้ในระดับนานาชาติ ภาพลักษณ์ความเป็นไทยจึงไม่ได้มีดีเพียงรอยยิ้มและการบริการ แต่ถูกเล่าใหม่ให้เป็น “ความเป็นไทยแบบสากล” ที่เชื่อมกับการค้า การลงทุน และการสร้างงานคุณภาพสูงในอนาคต
ในมิติท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเน้นเชื่อมโยงอัตลักษณ์และกิจกรรมไทยเข้ากับการส่งเสริมการท่องเที่ยว รวมถึงโอกาสจากธุรกิจ MICE เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายและเพิ่มรายได้ให้ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องในประเทศ การประชุม IMF World Bank จึงกลายเป็นเวทีทดลองใหญ่ของซอฟต์พาวเวอร์ไทย ว่าจะเปลี่ยนความประทับใจของผู้เข้าร่วมหลายหมื่นคนให้กลายเป็นการกลับมาเที่ยวซ้ำ การบอกต่อ และการเปิดประตูสู่การลงทุนต่างชาติได้มากแค่ไหน

จากเวที IMF World Bank สู่บทบาท Trusted Connector และโจทย์หลังม่าน
ภาคเอกชนมองว่าความสำเร็จของการเป็นเจ้าภาพจะวัดกันที่ “หลังปิดประชุม” มากกว่าช่วงเปิดงาน ประธานหอการค้าไทยชี้ว่าผลลัพธ์สำคัญไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่คือการสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนทั่วโลก โดยผลักดันบทบาทประเทศในฐานะ Trusted Connector ในห่วงโซ่อุปทานโลก ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกปี 2026 ที่ขยายตัวอย่างระมัดระวังที่ระดับ 3.1% และความท้าทายจากการแบ่งแยกทางภูมิเศรษฐศาสตร์
ในฝั่งนโยบาย นางศุภจีระบุว่ามีการหารือทวิภาคีและการประชุมย่อยกับผู้แทนจากหลายประเทศ ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อหาแนวทางขยายความร่วมมือทางการค้าและการลงทุนร่วมกัน รวมถึงกำหนดหารือกับผู้อำนวยการใหญ่องค์การการค้าโลก เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองต่อทิศทางการค้าโลกและแนวทางสนับสนุนการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันทางการค้าระหว่างประเทศของไทย ที่สำคัญ รัฐบาลตั้งใจให้ความร่วมมือของทั้ง 3 กระทรวงดำเนินต่อเนื่องหลังสิ้นสุดการประชุม ตั้งแต่การพัฒนาสินค้าและบริการ การสร้างมูลค่าจากทุนทางวัฒนธรรม ไปจนถึงการขยายช่องทางการค้าและการท่องเที่ยว พร้อมติดตามผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม หากทำได้จริง เวทีนี้จะไม่ใช่แค่ความทรงจำ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของท่องเที่ยวเศรษฐกิจไทย การลงทุนต่างชาติ และซอฟต์พาวเวอร์ไทยในระยะยาว






