ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

You Can See Everything สารคดีที่ทำให้เราเห็นความเป็นมนุษย์ของ Elizabeth Holmes

You Can See Everything สารคดีที่ทำให้เราเห็นความเป็นมนุษย์ของ Elizabeth Holmes
ความสนใจ|ซีรีส์อเมริกัน

You Can See Everything คืออะไร และทำไมจึงเขย่าความเชื่อเรื่องคนโกงซิลิคอนแวลลีย์

You Can See Everything คือสารคดีความยาวประมาณ 174 นาทีเกี่ยวกับ Elizabeth Holmes ผู้ก่อตั้ง Theranos ที่ถูกตัดสินว่าหลอกลวงนักลงทุนจากเทคโนโลยีตรวจเลือดที่อ้างว่าสามารถทำการทดสอบนับร้อยจากเลือดเพียงปริมาณเล็กน้อย สารคดีนี้กำกับโดย Nathan Fielder และ Lance Oppenheim นำเสนอมุมมองใหม่ต่อ Silicon Valley fraud ที่ไม่ได้มีแค่การประจานอาชญากร แต่ตั้งคำถามต่อความเป็นมนุษย์ ความผิดปกติทางจิตใจ และวัฒนธรรมสตาร์ตอัปที่ผลักดันและทำลายคนคนหนึ่งไปพร้อมกัน

สิ่งที่ทำให้สารคดีนี้โดดเด่นคือการกล้าสวนกระแสความสะใจของผู้ชมที่รอเห็น Elizabeth Holmes ถูกลากลงเวทีอีกครั้ง ผู้สร้างรู้ดีว่าตัวอย่างแรกของ Elizabeth Holmes documentary เรื่องนี้ถูกตีความว่าเป็นการล้มคนโกงแบบขำขันยาว 174 นาที แต่ตัวหนังกลับเลือกเดินอีกทาง คือเปิดพื้นที่ให้ความเห็นใจและความไม่แน่ชัดในตัวเธออยู่ร่วมกับการเสียดสีอย่างเจ็บแสบ ผลคือผู้ชมต้องเผชิญคำถามไม่สบายใจมากกว่าจะได้หัวเราะอย่างสบายใจ

You Can See Everything สารคดีที่ทำให้เราเห็นความเป็นมนุษย์ของ Elizabeth Holmes

ระหว่างเสียดสีกับเห็นใจ Nathan Fielder ทำให้คนดูรู้สึกผิดที่หัวเราะ

หัวใจของสารคดีนี้คือการบาลานซ์ระหว่าง Nathan Fielder satire กับความพยายามจะเข้าใจ “ปีศาจ” ที่ชื่อ Elizabeth Holmes แทนที่จะเป็นการตอกย้ำภาพ Evil Genius แบบสำเร็จรูป หนังเสนอความเป็นไปได้ว่าเธออาจไม่ใช่ทั้งอัจฉริยะหรือปีศาจ แต่เป็นคนที่มีบาดแผลลึกและพฤติกรรมประหลาดที่เราอธิบายไม่ได้ หนังจึงกลายเป็น “movie with some sympathy for the devil” ที่ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าข้อค้นพบของมันไม่เคยปิดเคสได้เด็ดขาด

ฉากตัวอย่างที่ถูกพูดถึงมากคือช่วงที่ Holmes นั่งมองผู้สัมภาษณ์ด้วยสายตาจริงจัง ศีรษะสั่นเล็กน้อยเหมือนมีความกังวลสะสม ก่อนกล้องจะเฉลยว่าเธอกำลังเหยียดขาโยกเปลลูกอยู่ด้านล่าง นี่คือภาพจำลองทั้งหนังในช็อตเดียว เราหัวเราะกับท่าทางประหลาดของเธอ แต่ก็ถูกบังคับให้เห็นเธอในฐานะแม่คนหนึ่งในทันที ความขบขันและความอ่อนโยนถูกวางทับกันจนคนดูรู้สึกผิดที่หัวเราะ และเริ่มสงสัยว่าความสะใจของตัวเองมีส่วนร่วมในวัฒนธรรมการประจานคนล้มเหลวหรือไม่

สามชั่วโมงที่ไม่ใช่แค่การลากคนโกง แต่คือการจ้องเข้าไปในจิตใจที่ไม่มีคำตอบ

ในยุคที่สารคดีส่วนใหญ่ถูกบีบให้สั้น กระชับ และขายดราม่า You Can See Everything กลับเลือกความยาวกว่า 174 นาที และดำเนินเรื่องแบบสามชั่วโมงเต็มเพื่อจ้องเข้าไปในจิตใจของ Holmes อย่างเนิบช้า ผู้สร้างใช้เวลาอยู่กับ Holmes และ Billy Evans หลายสิบวัน ก่อนตามต่อเนื่องยาวนานไปจนถึงช่วงหลังเธอเริ่มรับโทษจำคุก 11 ปีเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2023 ความยืดเยื้อที่หลายคนอาจมองว่าน่าเบื่อ กลับทำให้หนังพาเราออกจากสูตรสำเร็จของ fraud documentary ที่มักจบด้วยคำตอบชัดเจนว่าใครผิด ใครถูก

หนังยอมรับอย่างเปิดเผยว่าข้อสรุปของมัน “inconclusive” ถึงขั้นทำให้การไขปริศนา UFO ดูง่ายกว่า นี่คือการประกาศว่าความผิดปกติทางจิตใจของมนุษย์ไม่ใช่คดีที่ปิดแฟ้มได้ด้วยกราฟไทม์ไลน์หรือคำให้การไม่กี่บรรทัด การปล่อยให้คำถามลอยค้างคือท่าทีทางศีลธรรมของหนัง ที่ปฏิเสธจะมอบความสบายใจให้ผู้ชมด้วยคำตัดสินแบบขาวดำ และบังคับให้เรายอมรับว่าคนโกงระดับ Silicon Valley fraud ก็ยังเป็นมนุษย์ที่ซับซ้อนเกินกว่าจะสรุปด้วยคำด่าไม่กี่คำ

You Can See Everything สารคดีที่ทำให้เราเห็นความเป็นมนุษย์ของ Elizabeth Holmes

วิธีทำสารคดีแบบ Nathan Fielder เมื่อความขำต้องอยู่ร่วมกับการสืบสวนอย่างจริงจัง

เสน่ห์ของ Nathan Fielder อยู่ที่การใช้ความขำเป็นเครื่องมือเปิดโปงความแปลกของมนุษย์ แต่ใน Elizabeth Holmes documentary เรื่องนี้ เขาไม่ได้หยุดแค่การเสียดสี เขาและ Lance Oppenheim ตั้งคำถามกับตัวเองตั้งแต่ต้นว่าพวกเขาจะสามารถ “break new ground” ในเรื่องที่ถูกเล่าซ้ำจนพรุนได้หรือไม่ จน Fielder ถึงขั้นต่อรองกับค่ายผู้สร้างให้มี “kill switch” หากรู้สึกว่าหนังไม่ไปไกลกว่าของเดิม นี่คือท่าทีของผู้กำกับที่ไม่ต้องการทำสารคดีซ้ำซากเพื่อเติมเชื้อไฟความสะใจของสังคม

กระบวนการถ่ายทำเต็มไปด้วยช่วงเวลาที่ทั้งขำและน่ากังวลในเวลาเดียวกัน Oppenheim เล่าว่าหลายฉากทำให้เขาตั้งคำถามว่า “นี่คือการแสดงหรือของจริง” และว่า “เป็นไปได้ไหมที่จะสังเกตช่วงเวลาที่แท้จริงจากคนที่ถูกมองว่าเป็น master deceiver” การยอมรับว่ากล้องอาจไม่มีวันจับ “ความจริงแท้” ได้ คือสิ่งที่ทำให้ Nathan Fielder satire ในเรื่องนี้ไม่ใช่แค่การล้อเลียน แต่เป็นการสืบสวนอย่างจริงจังต่อธรรมชาติของสารคดีเอง ว่าเรากำลังดูความจริง หรือดูการแสดงที่ถูกออกแบบมาเพื่อกล้อง

เมื่อสังคมอยากหัวเราะเยาะคนโกง แต่หนังบังคับให้เรายอมรับความซับซ้อนของมนุษย์

ปฏิกิริยาจากโลกเทคโนโลยีต่อ You Can See Everything สะท้อนชัดว่าหนังนี้ไม่ได้ให้คำตอบเดียว มีทั้งคนที่ยังมอง Holmes เป็นมีม เป็น “utter psychopath” และคนที่ยอมรับว่าหนังทำให้เธอดูน่าเห็นใจอย่างไม่คาดคิด มีผู้ชมบางคนเล่าว่าการเห็นเธอและ Billy Evans บนจอใหญ่หลังจากเคยเจอตัวจริงมาก่อน ให้ความรู้สึก “uncanny” เหมือนโลกจริงกับโลกภาพยนตร์ซ้อนทับกัน ความคลุมเครือนี้คือสิ่งที่หนังตั้งใจสร้าง ไม่ใช่ข้อบกพร่อง

สำหรับผู้เขียน สิ่งที่สารคดีนี้ทำสำเร็จคือการฉีกกรอบ Silicon Valley fraud ที่มักถูกเล่าแบบนิทานสอนใจ ว่า “อย่าเป็น Holmes คนต่อไป” แล้วจบด้วยการประจานคนคนเดียว ทั้งที่วัฒนธรรมทั้งระบบมีส่วนร่วมสร้างและทำลายเธอ หนังนี้ไม่ปล่อย Holmes หลุดจากความผิด แต่ก็ปฏิเสธจะมองเธอเป็นปีศาจแบนราบ มันเตือนเราว่าเมื่อเราหัวเราะเยาะคนโกง เราอาจกำลังหลบเลี่ยงคำถามที่ยากกว่าคือ ระบบแบบไหนที่ทำให้คนอย่างเธอเติบโตได้ และเราจะรับผิดชอบต่อความซับซ้อนของมนุษย์อย่างไรในโลกที่ชอบคำตัดสินง่ายเกินไป

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!