ใครต้องจ่าย และแผนจัดเก็บเป็นอย่างไร
ค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวคือเงินที่เรียกเก็บจากผู้เดินทางต่างชาติเมื่อเข้าประเทศ โดยข้อเสนอของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬากำหนดอัตรา 450 บาทต่อคน และวางแผนใช้รายได้เพื่อดูแลแหล่งท่องเที่ยวพร้อมจัดประกันคุ้มครองผู้เดินทาง
ข้อเสนอนี้ยังอยู่ในขั้นตอนนำเสนอคณะรัฐมนตรี จึงควรมองว่าเป็นแผนที่กำลังผลักดัน ไม่ใช่ค่าธรรมเนียมที่เริ่มเก็บแล้ว โดยระยะแรกจะเก็บจากชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาทางเครื่องบิน ส่วนช่องทางบกและทางน้ำจะชะลอไว้หนึ่งปีเพื่อเตรียมระบบ ผู้เดินทางเข้าออกซ้ำภายใน 30 วันไม่ต้องจ่ายใหม่ตามร่างแนวทาง และมีข้อเสนอให้ยกเว้นเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี รวมถึงผู้โดยสารแวะพัก ลูกเรือ ผู้ถือใบอนุญาตทำงาน และผู้ถือบัตรผ่านแดนตามเงื่อนไขที่กำหนด
สาระสำคัญคือใครจ่าย: ผู้เดินทางต่างชาติเป็นกลุ่มเป้าหมาย ไม่ใช่คนไทยที่เดินทางออกนอกประเทศ และไม่ใช่เงินเก็บขาออก 1,000 บาทซึ่งมีรายงานว่าถูกชะลอแล้ว การแยกสองนโยบายนี้ให้ชัดช่วยไม่ให้ผู้เดินทางวางงบหรือเข้าใจหน้าที่ของตนผิด

เหตุผลหลักคือภาระค่ารักษาพยาบาล
เหตุผลที่มีน้ำหนักที่สุดของค่าธรรมเนียม 450 บาทไม่ใช่การหารายได้เข้ารัฐโดยไม่มีเป้าหมาย แต่คือการรับมือค่ารักษาพยาบาลชาวต่างชาติที่โรงพยาบาลเรียกเก็บไม่ได้ครบ ข้อมูลโรงพยาบาล 32 แห่งในปี 2567 ระบุว่าเรียกเก็บ 16,957 ล้านบาท แต่รับชำระได้ 9,935 ล้านบาท เกิดส่วนต่าง 7,022 ล้านบาท
ข้อเสนอคือใช้เงินส่วนหนึ่งจัดซื้อประกันสุขภาพ เพื่อโอนความเสี่ยงจากโรงพยาบาลไปยังบริษัทประกันภัย และช่วยลดภาระที่อาจตกกับระบบสาธารณสุขและภาษีของคนไทย อย่างไรก็ดี ค่าธรรมเนียมนี้เป็นเงินสมทบกองทุนที่มีหลายวัตถุประสงค์ ไม่ได้ลบหนี้ค้างชำระเดิมให้อัตโนมัติ ภาครัฐจึงต้องอธิบายให้ชัดว่าประกันนักท่องเที่ยวคุ้มครองกรณีใด วงเงินและเงื่อนไขเป็นอย่างไร โดยเฉพาะผู้เดินทางมาเพื่อรักษาตามนัด
หากสื่อสารไม่ตรงไปตรงมา ผู้จ่ายอาจเข้าใจว่าค่ารักษาทุกกรณีได้รับความคุ้มครอง ขณะที่โรงพยาบาลก็ยังต้องรับมือกับข้อจำกัดเดิม นโยบายจึงควรถูกวัดจากการลดภาระได้จริง ไม่ใช่เพียงยอดเงินที่จัดเก็บ

เงินเข้ากองทุนท่องเที่ยว แล้วควรใช้แบบไหน
รายได้จะบริหารผ่านกองทุนเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย โดยแนวทางระบุให้นำไปจัดหาประกันภัยคุ้มครองผู้ชำระค่าธรรมเนียม และบำรุง ฟื้นฟู หรือพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว ตลอดจนอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เป้าหมายคือมีเงินดูแลพื้นที่ท่องเที่ยวโดยไม่ต้องพึ่งงบประมาณประจำปีทั้งหมด
มีการประเมินว่าเงินส่วนที่เหลือหลังหักค่าใช้จ่ายจัดเก็บและประกันอาจมากกว่า 8,000 ล้านบาทต่อปี และสะสมได้ 80,000 ล้านบาทใน 10 ปี หากเก็บได้ตามประมาณการ เงินระดับนี้ควรกลับไปถึงเมืองรองและชุมชนที่รับนักท่องเที่ยว ไม่ใช่กระจุกอยู่กับโครงการที่ตรวจสอบผลลัพธ์ไม่ได้
ข้อเสนอที่ควรยึดเป็นเงื่อนไขคือเปิดเผยรายรับ รายจ่าย ผู้ได้รับประโยชน์ และผลการฟื้นฟูพื้นที่ พร้อมพัฒนาระบบตรวจสอบสิทธิประกันให้ใช้งานได้จริงและสื่อสารหลายภาษา การตั้งกองทุนเพียงอย่างเดียวไม่รับประกันว่าเงินจะถูกใช้ตรงจุด
ผลต่อการวางงบเที่ยวและข้อสรุป
สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ควรเผื่อค่าธรรมเนียม 450 บาทต่อคนไว้ในงบเดินทาง หากมาตรการผ่านและเริ่มใช้ตามแผน ส่วนผู้เดินทางซ้ำภายใน 30 วันและกลุ่มที่ร่างกำหนดยกเว้นควรติดตามหลักเกณฑ์ฉบับทางการก่อนเดินทาง เพราะรายละเอียดสุดท้ายยังต้องประกาศให้ชัด
ระบบจัดเก็บที่เชื่อมกับการซื้อตั๋วโดยสารเป็นแนวทางหนึ่งเพื่อลดการต่อคิวที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง แต่การทำให้เดินทางสะดวกต้องมาพร้อมช่องทางตรวจสอบว่าใครจ่ายแล้ว ใครได้รับยกเว้น และประกันครอบคลุมอะไร หากระบบหน้าด่านติดขัด ต้นทุนที่นักท่องเที่ยวรับรู้จะไม่ใช่แค่เงินที่จ่าย แต่รวมถึงเวลาและความไม่แน่นอนด้วย
ข้อสรุปคือการเก็บเงินจากผู้เดินทางต่างชาติมีเหตุผลรองรับ เมื่อรายได้ถูกผูกกับการดูแลแหล่งท่องเที่ยวและลดความเสี่ยงค่ารักษาพยาบาล แต่ความชอบธรรมจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อรัฐเปิดเผยการใช้เงิน อธิบายความคุ้มครองอย่างไม่กำกวม และทำให้การจัดเก็บไม่สร้างภาระเกินจำเป็นแก่ผู้เดินทาง






