ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

จากเวที 360 องศาถึงฟูลเฟสติวัล เมื่อคอนเสิร์ตใหญ่ไทยกลายเป็นจักรวาลของแฟนเพลง

จากเวที 360 องศาถึงฟูลเฟสติวัล เมื่อคอนเสิร์ตใหญ่ไทยกลายเป็นจักรวาลของแฟนเพลง
ความสนใจ|ร้องเพลง

คอนเสิร์ตใหญ่ไทยยุคใหม่ คือพื้นที่ทดลองประสบการณ์ดนตรีรอบด้าน

คอนเสิร์ตใหญ่ไทยในยุคปัจจุบันคือรูปแบบงานเพลงประเทศไทยที่ศิลปินไทยใช้เวทีศิลปินขนาดใหญ่ ผสานโปรดักชัน แสง สี เสียง และการเล่าเรื่อง เพื่อสร้างประสบการณ์รอบด้านให้แฟนเพลง ทั้งผ่านเวที 360 องศา เฟสติวัลหลายวัน และการมีส่วนร่วมของผู้ชมในโลกโซเชียล จนคอนเสิร์ตไม่ได้เป็นแค่การร้องเพลง แต่กลายเป็นจักรวาลที่ทุกคนมีบทบาทร่วมกัน สิ่งที่เห็นชัดตลอดช่วงเดือนสิงหาคมต่อเนื่องถึงต้นตุลาคม คือการที่หลายค่ายและหลายศิลปินเลือกผลักดันคอนเสิร์ตเดี่ยวให้มีขนาดเทียบเท่างานเฟสติวัล ตั้งแต่การออกแบบเวทีให้ล้อมรอบคนดู การจัดเซตเพลงยาวหลายชั่วโมง ไปจนถึงการเชื่อมต่อการชมสดในฮอลล์กับการสตรีมมิงและกระแสแฮชแท็กระดับโลก นี่คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้คำว่าคอนเสิร์ตใหญ่ไทยมีความหมายมากกว่าการรวมเพลงฮิตมาเล่นบนเวทีเดียว

NONT TANONT กับเวทีศิลปิน 360 องศา ที่ดันมาตรฐานงานเพลงประเทศไทยให้สูงขึ้น

มาม่า Presents NONT TANONT “THE MOMENT OF SPECTACLE : ARENA ENCORE” คือเคสตัวอย่างของการยกระดับคอนเสิร์ตใหญ่ไทยด้วยการออกแบบเวทีให้เป็น Center Stage กลางฮอลล์ที่รับชมได้แบบ 360 องศา ศิลปินถูกมองเห็นจากทุกมุม ทุกการเคลื่อนไหวต้องคิดใหม่หมด นนท์ ธนนท์ตั้งใจให้ “ศิลปินและคนดูส่งถึงกัน” ให้ทุกที่นั่งรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของการแสดง ไม่ใช่แค่ผู้ชมระยะไกล การกลับมาทำ ENCORE เกิดจากเสียงเรียกร้องของแฟน ๆ ที่อยากสัมผัสโชว์อีกครั้งและคนที่พลาดรอบแรก ทำให้โชว์ครั้งนี้ถูกออกแบบให้ “ใหญ่กว่าเดิม สดใหม่กว่าเดิม และไม่เหมือนเดิม” ทั้งการจัดวางโชว์และการเรียบเรียงเพลงใหม่ให้เปิดโลกทางดนตรีของนนท์ไปไกลกว่าเดิม ที่น่าสังเกตคือการเลือกกลับสู่ IMPACT ARENA ในฐานะคอนเสิร์ตเดี่ยวครั้งที่ 7 และ 8 สะท้อนความมั่นใจว่าตลาดพร้อมรองรับสเกลใหญ่ที่วางดนตรีเป็นแกนกลาง ในแง่รูปแบบการจัดงาน ARENA ENCORE ถูกวางเป็นคอนเสิร์ตเดี่ยว 2 รอบ วันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม เวลา 19:00 น และวันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม เวลา 18:00 น ณ IMPACT ARENA เมืองทองธานี พร้อมราคาบัตรตั้งแต่ 1,800 ถึง 5,500 บาทผ่านระบบ Eventpop ซึ่งแสดงให้เห็นว่าโปรเจกต์เวที 360 องศามิใช่เพียงโชว์ทดลอง แต่เป็นงานสเกลตลาดแมสเต็มรูปแบบ

POND PHUWIN Space Soul-dyssey การเปลี่ยนอารีน่าให้เป็นเฟสติวัลสามวันเต็ม

อีกด้านหนึ่งของงานเพลงประเทศไทยคือแนวทางเฟสติวัลแบบหลายวันที่ยังเป็นคอนเสิร์ตเดี่ยว โดย “POND PHUWIN Space Soul-dyssey CONCERT” เลือกเปลี่ยน IMPACT ARENA ให้กลายเป็นกาแล็กซีของสองศิลปินไทย “ปอนด์ ณราวิชญ์ เลิศรัตน์โกสุมภ์” และ “ภูวินทร์ ตั้งศักดิ์ยืน” ตลอดวันที่ 21–23 สิงหาคม ณ อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี โปรดักชันถูกเล่าเป็นภารกิจท่องจักรวาล ตั้งแต่การเปิดตัวทั้งคู่ลงมาจากยานอวกาศด้วยแสงสีเสียงอลังการ ก่อนระเบิดความมันส์ด้วยเพลง “Walk the Earth, Fashion” และต่อเนื่องด้วยเพลงฮิต “แตกต่างเหมือนกัน Make Friends มีเธอดีกว่า (You with me)” ไปจนถึง “BAD” ที่เติมทั้งการร้องและการเต้นจนเสียงเชียร์สะเทือนฮอลล์ คอนเสิร์ตนี้ไม่ได้เป็นเพียงโชว์คู่ แต่พาผู้ชมย้อนเวลาสู่ “Planet Nexus” ที่ทั้งคู่กลับมาขึ้นเวทีกับวง Tapeguy และ Apollo ผ่านเพลงอย่าง “วันเกิด All in แค่นาทีเดียว ความรัก ขี้หึง ปลุกใจเสือป่า” ก่อนคอลแลปร่วมกันใน “ซักซี้ดนึง” สร้างความรู้สึกว่าแฟน ๆ กำลังเดินทางกับเส้นทางศิลปินของทั้งสองคน ไม่ใช่แค่ยืนดูหน้าฮอลล์

จากเวที 360 องศาถึงฟูลเฟสติวัล เมื่อคอนเสิร์ตใหญ่ไทยกลายเป็นจักรวาลของแฟนเพลง

แฮชแท็กอันดับ 1 โลก และแขกรับเชิญดาราแน่นเวที คือรูปธรรมของการมีส่วนร่วมแฟนเพลง

ความสำเร็จของ Space Soul-dyssey ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในฮอลล์ เพราะทั้งสามวันมาพร้อมแฮชแท็ก #PondPhuwinConcertD1 #PondPhuwinConcertD2 และ #PondPhuwinConcertD3 ที่ขึ้นอันดับ 1 บน X ในระดับโลก รวมถึงในหลายพื้นที่ต่อเนื่อง 3 วันติด แสดงให้เห็นว่าคอนเสิร์ตใหญ่ไทยสามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนได้แบบข้ามพรมแดนแฟนด้อม ด้านเวทีศิลปิน งานนี้แทบไม่ปล่อยให้ฮอลล์พัก ทั้งช่วง “Thee Planet” ที่เอส ศุภ เพิร์ธ ธนพนธ์ แซนต้า พงศภัค เอมี่ ทสร และบอนนี่ ภัทราภัสร์ ปรากฏตัวในคอนเซปต์ตัวละคร “โดราเอมอน” พร้อมเพลง “Doraemon no uta” และเพลงประกอบซีรีส์ “มีสติหน่อยคุณธี” และ “มีสติแล้วลูกพีช” ก่อนจบแต่ละวันด้วย “Love’s Eye View บอกธีร์ และ แค่คนขี้เหงา” แล้วส่งต่อด้วย “What is love” ของปอนด์และภูวินที่ทำให้ทั้งฮอลล์สว่างด้วยความสดใส จังหวะพักอารมณ์ยังถูกออกแบบผ่านการขึ้นเวทีของ PERMPOON พร้อมซิงเกิลเดบิวต์ “This Is Your Boy” ก่อนเข้าสู่ช่วงโซโล่ของภูวินในคาแรกเตอร์ “พี่ตั้ง” กับเพลง “ตั้งอะไร” และ “Black Card” ตามด้วยแขกรับเชิญต่างกัน 3 วัน ทั้ง Fellow Fellow ในเพลง “แค่นาทีเดียว ไม่เปลี่ยนเลย วันเกิดฉันปีนี้” และการพบกับ เฟย์ ฟาง แก้วในเพลง “คำถาม MSN พูดอีกที” ทำให้แต่ละรอบมีบุคลิกเฉพาะตัวและแฟน ๆ มีเหตุผลจะพูดถึงทุกวัน

จากเวที 360 องศาถึงฟูลเฟสติวัล เมื่อคอนเสิร์ตใหญ่ไทยกลายเป็นจักรวาลของแฟนเพลง

จากอารีน่าถึงสตรีมมิง ยุคที่คอนเสิร์ตใหญ่คือระบบนิเวศของศิลปินไทยและแฟนเพลง

เมื่อเทียบระหว่างเวที 360 องศาของ NONT TANONT กับจักรวาลสามวันของ POND PHUWIN จะเห็นภาพชัดว่าคอนเสิร์ตใหญ่ไทยกำลังหลากหลายทั้งฟอร์แมตและมิติประสบการณ์ ฝั่ง ARENA ENCORE เน้นการวางดนตรีเป็นแกนหลักและออกแบบเวทีศิลปินให้เชื่อมต่อผู้ชมทุกทิศทาง ขณะที่ Space Soul-dyssey เลือกทางเฟสติวัลยาวกว่า 4 ชั่วโมงต่อวัน มีแขกรับเชิญแน่น พร้อมเล่าเรื่องการเติบโตของศิลปินผ่านแต่ละแพลเน็ต อีกประเด็นสำคัญคือการต่อยอดคอนเสิร์ตสู่ Live Streaming และการรับชมย้อนหลังที่เปิดให้ดูได้ 390 นาทีต่อหนึ่งรหัสการรับชม ระหว่างวันที่ 4–10 กันยายน ชี้ว่าค่ายกำลังคิดคอนเสิร์ตเป็นคอนเทนต์ระยะยาว ไม่ใช่แค่ค่ำคืนครั้งเดียว ฟูลเฟสติวัลในฮอลล์และการสตรีมมิงจึงกลายเป็นระบบนิเวศเดียวกันที่พาเพลงและเรื่องราวของศิลปินไทยไปถึงมือแฟน ๆ มากขึ้น เมื่อมองภาพรวม ปีนี้จึงไม่ใช่เพียงปีที่คอนเสิร์ตใหญ่ไทยกลับมาคึกคัก แต่เป็นช่วงเวลาเปลี่ยนขั้วที่ศิลปินและทีมโปรดักชันใช้เวทีเป็นทั้งห้องทดลองดนตรี เครื่องสร้างกระแสโซเชียล และพื้นที่ให้แฟนเพลงได้เติบโตไปพร้อมกับคนที่รัก การไปคอนเสิร์ตจึงไม่ใช่แค่การดูโชว์หนึ่งรอบ แต่เป็นการเข้าไปอยู่ในจักรวาลที่ศิลปินตั้งใจสร้างร่วมกับทุกคน

จากเวที 360 องศาถึงฟูลเฟสติวัล เมื่อคอนเสิร์ตใหญ่ไทยกลายเป็นจักรวาลของแฟนเพลง

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!