การผงาดของตลาดการบินเวียดนามเหนือคู่แข่งดั้งเดิม
ตลาดการบินเวียดนามคือภาพสะท้อนของการเติบโตทางการเดินทางและการท่องเที่ยวเชิงพาณิชย์ภายในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยวัดจากจำนวนที่นั่งเครื่องบินที่สายการบินในประเทศและระหว่างประเทศจัดสรรให้ผู้โดยสาร ซึ่งไม่เพียงชี้ให้เห็นศักยภาพด้านการคมนาคมทางอากาศ แต่ยังบ่งบอกถึงความต้องการเดินทางของนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนส่งผลให้เวียดนามกลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางใหม่ของการแข่งขันการบินภูมิภาคและแซงหน้าตลาดดั้งเดิมที่เคยครองตำแหน่งนำมาก่อนอย่างชัดเจน ประเด็นสำคัญในวันนี้ไม่ใช่แค่ตัวเลขว่าใครมีที่นั่งเครื่องบินอาเซียนมากกว่ากัน แต่คือการที่ตลาดการบินเวียดนามสามารถขยับขึ้นมาเป็นอันดับสองของภูมิภาคด้วยจำนวนที่นั่ง 7.4 ล้านที่นั่งในเดือนกรกฎาคม เพิ่มขึ้นถึง 5.6% เมื่อเทียบกับปีก่อน แซงหน้าตลาดที่เคยอยู่ในอันดับนี้มาก่อนที่มี 6.9 ล้านที่นั่งและหดตัวลง 3% ในช่วงเดียวกัน การเปลี่ยนขั้วนี้เกิดขึ้นท่ามกลางภาพรวมตลาดอาเซียนที่จำนวนที่นั่งเครื่องบินโดยรวมลดลงเหลือ 50.4 ล้านที่นั่ง หดตัว 1.2% เมื่อเทียบปีต่อปี ยิ่งตอกย้ำว่าเวียดนามไม่ได้เติบโตเพราะกระแสทั่วทั้งภูมิภาค แต่เติบโตสวนทางคู่แข่งอย่างเห็นได้ชัด

โครงสร้างพื้นฐานสนามบินและกลยุทธ์ที่นั่งเครื่องบินเวียดนาม
เมื่อมองลึกลงในโครงสร้างตลาดการบินเวียดนาม จะเห็นว่าความสำเร็จไม่ได้เกิดจากตัวเลขโดยสารเพียงระยะสั้น แต่จากยุทธศาสตร์การขยายศักยภาพโครงสร้างพื้นฐานและการจัดสรรที่นั่งที่สอดรับดีมากกับความต้องการเดินทางที่เพิ่มขึ้นในประเทศนั้นเอง ตามข้อมูลที่อ้างอิงจากการประเมินของบริษัทด้านข้อมูลการบินระดับโลก ความต้องการเดินทางในเวียดนามกำลังพุ่งสูงอย่างต่อเนื่อง สนามบินหลักหลายแห่งทั่วประเทศรองรับผู้โดยสารมากขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการท่องเที่ยวเวียดนามนิยมจองที่นั่งเป็นจำนวนมากและร่วมมือกับสายการบินจัดโปรโมชั่นเพื่อเติมเต็มเที่ยวบินอย่างรวดเร็ว นี่คือรูปแบบการทำงานเชิงรุกที่ช่วยให้ที่นั่งไม่ว่างเปล่าและสร้างแรงจูงใจให้สายการบินเพิ่มเที่ยวบินเพิ่มเส้นทางอย่างมีเหตุผลทางธุรกิจ ในระดับภูมิภาค โครงสร้างตลาดสายการบินแบบดั้งเดิมยังครองส่วนแบ่งมากถึง 56% ของที่นั่งทั้งหมด และเพิ่มขึ้น 5.9% ในเดือนสิงหาคม เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่สายการบินต้นทุนต่ำกลับลดจำนวนที่นั่งลง 4.9% เหลือ 22.5 ล้านที่นั่ง จุดที่น่าสนใจคือการลดลงอย่างแรงของบางสายการบินต้นทุนต่ำที่เคยเป็นตัวขับเคลื่อนการเดินทางราคาย่อมเยาในภูมิภาค ซึ่งบ่งชี้ว่าการแข่งขันการบินภูมิภาคกำลังขยับจากสงครามราคาไปสู่การแข่งกันเรื่องคุณภาพบริการและเส้นทางบินตรงไปยังปลายทางใหม่ๆ ที่มีศักยภาพ เวียดนามจึงใช้โครงสร้างสนามบินที่กระจายหลายเมืองสำคัญเป็นฐานในการรองรับนักเดินทางโดยไม่ต้องพึ่งพาเพียงเมืองศูนย์กลางไม่กี่แห่งเหมือนบางประเทศคู่แข่ง เป็นข้อได้เปรียบด้านการออกแบบระบบ
| ตัวชี้วัดตลาดการบินอาเซียน | จำนวนที่นั่งรวม | การเปลี่ยนแปลงเทียบปีก่อน |
|---|---|---|
| ตลาดรวมอาเซียน | 50.4 ล้านที่นั่ง | -1.2% |
| เวียดนาม | 7.4 ล้านที่นั่ง | +5.6% |
| อันดับหนึ่งภูมิภาค | 10.9 ล้านที่นั่ง | +0.3% |

นักท่องเที่ยวเวียดนามและกระแสใหม่จากตลาดจีน
แรงส่งสำคัญที่ทำให้ตลาดการบินเวียดนามเติบโตเร็วกว่าประเทศอื่นในภูมิภาคคือการพุ่งขึ้นของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะจากตลาดจีนที่กลายเป็นลูกค้าหลักของประเทศ ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติที่ถูกอ้างถึงอย่างกว้างขวางระบุว่า ปีหนึ่งเวียดนามดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ถึง 21.2 ล้านคน เพิ่มขึ้นถึง 20% จากปีก่อน และเป็นตัวเลขสูงสุดเท่าที่เคยมีการบันทึก ในจำนวนนี้ นักท่องเที่ยวจีนมีถึง 5.3 ล้านคน เพิ่มขึ้น 41.3% และครองตำแหน่งตลาดใหญ่อันดับหนึ่งของเวียดนาม ขณะที่กลุ่มตามมาคือเกาหลีใต้ ไต้หวัน สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ข้อเท็จจริงที่พลิกสมดุลภูมิภาคคือจำนวนชาวจีนที่เดินทางเข้าสู่ตลาดคู่แข่งหลักลดลงมาอยู่ที่ 4.5 ล้านคน ทำให้เห็นชัดว่าชาวจีนหันมาปักหมุดเวียดนามเป็นจุดหมายในภูมิภาคมากกว่าเดิม เหตุผลไม่ได้อยู่ที่ราคาถูกอย่างเดียว แต่เกี่ยวพันกับความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย ภาพลักษณ์ด้านความสงบ และการมองหา “ประสบการณ์คุณภาพ” ของนักท่องเที่ยวระดับกลางถึงบนที่พร้อมจ่ายเพื่อโรงแรมและบริการระดับพรีเมียม สอดคล้องกับการขยายเส้นทางบินตรงจากเมืองใหญ่หลายแห่งของจีนสู่เมืองท่องเที่ยวยอดนิยมในเวียดนาม เช่น ดานัง ญาจาง และฟูโกว๊ก เมื่อเม็ดเงินการท่องเที่ยวไหลเข้าด้วยปริมาณมากเช่นนี้ แม้จะไม่ระบุเป็นตัวเลขสกุลเงินบาท ทำให้เวียดนามมีทรัพยากรทางเศรษฐกิจไปหนุนการลงทุนด้านสนามบินและบริการการบินได้ต่อเนื่อง เกิดเป็นวัฏจักรบวกของการเติบโต

การแข่งขันการบินภูมิภาคและยุทธศาสตร์คุณภาพของตลาดคู่แข่ง
แม้ตลาดการบินเวียดนามจะเติบโตสวนทางภาพรวมอาเซียน แต่ต้องไม่ลืมว่าปริมาณที่นั่งในหลายประเทศลดลงส่วนหนึ่งเพราะปัจจัยภายนอกอย่างความตึงเครียดในตะวันออกกลางซึ่งหนุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิงให้สูงและผลักดันต้นทุนการบินให้เพิ่มขึ้น สายการบินจำนวนมากจึงจำเป็นต้องลดหรือปรับเส้นทางบินระหว่างประเทศโดยเฉพาะเส้นทางที่เชื่อมกับตะวันออกกลาง ข้อมูลเดียวกันระบุว่าที่นั่งเครื่องบินเชิงพาณิชย์ของหลายประเทศในภูมิภาคลดลงอย่างเห็นได้ชัด อาทิ การลดลงกว่า 212,600 ที่นั่งในบางตลาด เมื่อเทียบช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ภาพนี้สะท้อนว่าความถดถอยของจำนวนที่นั่งไม่ได้หมายถึงการบริหารผิดพลาดเสมอไป แต่เป็นการตัดสินใจรับมือความเสี่ยงด้านต้นทุนและภูมิรัฐศาสตร์ อย่างไรก็ตาม แนวโน้มเชิงนโยบายของบางประเทศที่หันไปเน้นนักท่องเที่ยวคุณภาพระดับพรีเมียมมากขึ้น แทนการโฟกัสปริมาณ อาจทำให้จำนวนเที่ยวบินและที่นั่งลดลงเชิงตัวเลข ทั้งที่มูลค่าทางเศรษฐกิจต่อหัวอาจสูงกว่าเดิม การตั้งเป้าดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนกลับมาให้ได้ 6.7 ล้านคนในปี 2026 ต้องอาศัยการฟื้นความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัยโดยรวม รวมถึงการออกแบบผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวให้ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่มากขึ้น เมื่อภูมิภาคกำลังเคลื่อนจากการแข่งด้านปริมาณสู่การแข่งด้านคุณภาพและความยืดหยุ่นของเส้นทางบิน ผู้เล่นแต่ละรายจึงต้องวัดใจว่าจะเลือกถือธง “ปริมาณที่นั่ง” หรือ “มูลค่าต่อเที่ยวบิน” เป็นตัวชี้วัดความสำเร็จหลักของตน

เวียดนามกำลังวิ่งนำ และคำถามใหญ่ของอนาคตตลาดการบินอาเซียน
สิ่งที่ทำให้การเติบโตของตลาดการบินเวียดนามน่าจับตาเป็นพิเศษคือการที่มันสอดคล้องไปกับภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศซึ่งมีการคาดการณ์ว่า หากยังเติบโตเฉลี่ยปีละราว 8% อย่างต่อเนื่อง ในอีกประมาณสองปีข้างหน้าเศรษฐกิจเวียดนามอาจแซงหน้าบางประเทศในภูมิภาคที่กำลังชะลอตัวจากปัญหาการเมืองและความขัดแย้งชายแดน เมื่อเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวขยายพร้อมกัน ตลาดการบินย่อมได้แรงหนุนโดยตรง ทั้งจากชาวต่างชาติและนักท่องเที่ยวเวียดนามที่เดินทางภายในและออกนอกประเทศมากขึ้น ขณะเดียวกัน สายการบินแห่งชาติอย่าง Vietnam Airlines กลายเป็นสายการบินที่มีจำนวนที่นั่งมากที่สุดในอาเซียนที่ 2.81 ล้านที่นั่งในเดือนกรกฎาคม เพิ่มขึ้นจากปีก่อนแม้เพียง 0.1% แต่ก็ชี้ว่าเวียดนามพร้อมลงทุนด้านความจุในระยะยาว คำถามสำหรับอนาคตของการแข่งขันการบินภูมิภาคคือ ประเทศอื่นจะตอบสนองอย่างไรต่อการผงาดขึ้นของตลาดการบินเวียดนามและแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ ในประเทศนี้ ข้อมูลจากผู้บริหารด้านการท่องเที่ยวระบุว่าเมืองอย่างดานังและเกาะฟูโกว๊กกำลังดึงดูดเที่ยวบินตรงมากขึ้น เพราะนักเดินทางต้องการหลบเลี่ยงการต่อเครื่องผ่านสนามบินหลักหลายแห่งเหมือนที่ผ่านมา หากแนวโน้มนี้เดินหน้าต่อเนื่อง เวียดนามจะยิ่งยึดพื้นที่ใจของนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจในภูมิภาคมากขึ้น ส่วนประเทศที่เลือกทางสายพรีเมียมจะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าการลดปริมาณที่นั่งเครื่องบินอาเซียนลงแลกกับรายได้ต่อหัวที่สูงขึ้นนั้นคุ้มค่าในระยะยาวหรือไม่ สุดท้ายแล้วผู้ชนะในสนามแข่งนี้อาจไม่ใช่ประเทศที่มีที่นั่งมากที่สุด แต่คือผู้ที่ออกแบบโครงสร้างการบินให้ตอบโจทย์เศรษฐกิจและสังคมของตนได้อย่างสมดุลที่สุด







