ตลาดหุ้นอาเซียนแปลงร่างจากกระจัดกระจายสู่เครือข่ายทุนเดียว
ตลาดหุ้นอาเซียน คือระบบตลาดทุนของกลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่กำลังเร่งเชื่อมโยงโครงสร้าง กฎเกณฑ์ และผลิตภัณฑ์การลงทุนเข้าหากัน เพื่อให้เงินทุนเคลื่อนย้ายข้ามพรมแดนได้สะดวกขึ้น เพิ่มสภาพคล่องในหุ้นและตราสารต่าง ๆ และยกระดับบทบาทของภูมิภาคในฐานะจุดหมายการลงทุนเดียวของนักลงทุนสถาบันและรายย่อยทั่วโลก ไม่ใช่เพียงตลาดย่อยแยกส่วนอีกต่อไป
แก่นของการเปลี่ยนเกมครั้งนี้คือความร่วมมือของหกตลาดหุ้นอาเซียนที่หันหลังให้ความคิดว่าแต่ละประเทศต้องแข่งกันเอง แล้วหันมาวางตัวเป็นพันธมิตรเชื่อมทุนข้ามพรมแดนแทน ในงานประชุมที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ผู้บริหารจากตลาดหลักทรัพย์มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม ร่วมกันถกประเด็นโอกาสการเติบโตของตลาดทุนอาเซียน การเพิ่มสภาพคล่อง และการพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุนใหม่ การสนทนานี้ไม่ใช่เวทีพูดสวยแต่เป็นการวางหมากระยะยาว ว่าอาเซียนจะยืนตรงไหนบนแผนที่การลงทุนโลกในอีกสิบถึงยี่สิบปีข้างหน้า
เชื่อมทุนข้ามพรมแดนด้วย e‑ASEAN Linkage ETF และ DR
หัวใจของการผลักตลาดหุ้นอาเซียนสู่ศูนย์กลางทุนโลกอยู่ที่โครงสร้างเชื่อมโยง ไม่ใช่คำขวัญสวยหรู ทั้งหกตลาดทุนได้ลงนามข้อตกลงเพื่อพัฒนาโครงการระบบเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์และการจดทะเบียนข้ามพรมแดน ภายใต้ชื่อ e‑ASEAN Linkage และ e‑ASEAN IC จากการประชุมที่เมืองฮอยอัน เพื่อให้การเชื่อมทุนข้ามพรมแดนเกิดขึ้นได้จริง ความเชื่อมโยงนี้หากเดินต่อจนสำเร็จ จะเปลี่ยนตลาดทุนภูมิภาคจากเกาะแยกส่วนให้กลายเป็นเครือข่ายเดียวที่เงินทุนเดินทางได้ด้วยคลิกเดียว
ในทางผลิตภัณฑ์ ตลาดหุ้นอาเซียนกำลังใช้ ETF และ DR เป็นสะพานสำคัญในการดึงนักลงทุนต่างชาติ ตลาดหลักทรัพย์มาเลเซียประกาศชัดว่ากำลังขยายผลิตภัณฑ์ ETF และ Digital Asset ETF เพื่อตอบโจทย์ผู้ลงทุนรุ่นใหม่ที่ต้องการทางเลือกมากกว่าหุ้นเดี่ยว ขณะที่อีกประเทศหนึ่งเพิ่งเปิดตัว Gold ETF จำนวนห้ากองทุนเพื่อขยายฐานผลิตภัณฑ์การลงทุน ส่วนการออกตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศหรือ DR ร่วมกับตลาดหุ้นสิงคโปร์ทำให้วันนี้นักลงทุนในตลาดหุ้นไทยเข้าถึง DR มากกว่าห้าร้อยหลักทรัพย์ได้จากแพลตฟอร์มเดียว นี่คือภาพของตลาดทุนภูมิภาคที่เริ่มตอบโจทย์นักลงทุนระดับโลก ด้วยเครื่องมือที่เข้าใจง่ายแต่ทรงพลัง
IPO เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลับมาคึกคัก และอาเซียนถูกมองเป็นโอกาสเสริมกัน
IPO เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังส่งสัญญาณว่าตลาดทุนภูมิภาคกลับมามีชีพจรอีกครั้ง หนึ่งในตลาดสำคัญคือมาเลเซียที่มี IPO จำนวนหกสิบบริษัทในปี 2025 และระดมทุนได้เกือบหกพันล้านริงกิต โดยมีมูลค่าตลาดรวม 2.74 หมื่นล้านริงกิต ขณะที่ช่วงครึ่งแรกของปีถัดมามีบริษัทเข้าจดทะเบียนผ่าน IPO แล้วสี่สิบสองบริษัท และระดมทุนรวมเกือบหกพันล้านริงกิตเช่นกัน ตัวเลขนี้ไม่เพียงสะท้อนความมั่นใจของธุรกิจคุณภาพสูงอย่างเซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยี การดูแลสุขภาพ และการผลิตขั้นสูง แต่ยังบอกนักลงทุนว่าตลาดทุนภูมิภาคกำลังเปิดประตูให้เศรษฐกิจใหม่เข้ามาระดมทุนอย่างจริงจัง
มุมมองที่น่าสนใจยิ่งกว่าตัวเลขคือท่าทีต่อกันภายในภูมิภาค ผู้บริหารตลาดหุ้นระดับสูงคนหนึ่งระบุชัดว่า อาเซียนมีโอกาสก้าวขึ้นเป็นระบบเศรษฐกิจอันดับสี่ของโลกภายในปี 2040 และควรถูกมองเป็นโอกาสเสริมกันมากกว่าคู่แข่ง เนื่องจากตลาดทุนโลกยังลงทุนในสินทรัพย์อาเซียนในระดับต่ำหรืออยู่ในภาวะ underweight อย่างมาก นั่นหมายความว่า นักลงทุนต่างชาติยังถือหุ้นตลาดหุ้นอาเซียนต่ำกว่าศักยภาพ และถ้าภูมิภาคเดินเกมเชื่อมตลาดและยกระดับผลิตภัณฑ์สำเร็จ การไหลบ่าของเงินทุนรอบใหม่อาจเกิดขึ้นเร็วและแรงกว่าที่หลายคนคิด
ปฏิรูปโครงสร้างตลาดทุนและธรรมาภิบาลเพื่อเรียกความเชื่อมั่น
การเป็นศูนย์กลางการลงทุนไม่ได้วัดกันที่ผลิตภัณฑ์หลากหลายเท่านั้น แต่ต้องมีโครงสร้างตลาดและธรรมาภิบาลที่นักลงทุนเชื่อใจได้ อินโดนีเซียคือกรณีศึกษาที่น่าสนใจ ตลาดหลักทรัพย์ร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแลเดินหน้าแผนปฏิรูปโครงสร้างตลาดทุนแปดหัวข้อ เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนต่างชาติและยกระดับธรรมาภิบาล โดยหัวข้อที่ดำเนินการแล้วรวมถึงการเพิ่มเกณฑ์ Free Float ขั้นต่ำเป็นห้าสิบเปอร์เซ็นต์จากเดิม 7.5 เปอร์เซ็นต์สำหรับ IPO ใหม่และบริษัทจดทะเบียนเดิม การบังคับเปิดเผยข้อมูลผู้ถือหุ้นที่เป็นเจ้าของที่แท้จริง และการยกระดับการบังคับใช้กฎหมายป้องกันการปั่นหุ้น การระบุชัดให้กรรมการต้องผ่านการอบรมด้าน Corporate Governance อย่างต่อเนื่องก็เป็นสัญญาณว่าตลาดไม่ได้มองข้ามเรื่องคุณภาพผู้บริหาร
สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าตลาดทุนภูมิภาคกำลังยอมรับความจริงว่าเม็ดเงินต่างชาติจะไม่ไหลเข้าอย่างมั่นคง หากยังปล่อยให้มาตรฐานธรรมาภิบาลต่ำและข้อมูลไม่โปร่งใส การมีบัญชีนักลงทุนภายในประเทศมากกว่าสามสิบล้านรายและประมาณสามสิบเปอร์เซ็นต์ซื้อขายอย่างสม่ำเสมอ ช่วยสร้างฐานสภาพคล่อง แต่ถ้าต้องการดึงเม็ดเงินสถาบันระดับโลก การยกระดับกติกาคือข้อสอบข้อใหญ่ ขณะเดียวกันตลาดหุ้นในภูมิภาคอื่นก็เร่งแก้โจทย์สภาพคล่องและโครงสร้างตลาดของตัวเอง เพราะรู้ว่าถ้าใครทำให้ผู้ลงทุนเชื่อว่าตลาดของตนปลอดโปร่งและเข้าถึงง่ายที่สุด ที่นั่นจะกลายเป็นศูนย์กลางใหม่ของตลาดทุนภูมิภาคทันที
WealthTech บุกตลาดทุนภูมิภาค ฟินโนมีนาและโอกาสของนักลงทุนรายย่อย
อีกมิติที่ทำให้นักลงทุนรายย่อยต้องหันมามองตลาดหุ้นอาเซียนใหม่คือการเกิดขึ้นของแพลตฟอร์ม WealthTech ที่กล้าเดินเข้าสู่ตลาดทุนอย่างเปิดหน้า ตัวอย่างที่ชัดคือบริษัทหนึ่งที่ยื่นคำขอเสนอขายหุ้น IPO และเตรียมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยหากได้รับอนุมัติจะถือเป็นครั้งแรกของบริษัทเทคโนโลยีสตาร์ทอัพในประเทศหนึ่งที่ได้รับเงินทุนจาก Venture Capital และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ รวมถึงเป็นแพลตฟอร์ม WealthTech รายแรกของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เข้าตลาดหุ้น บริษัทดังกล่าวเตรียมเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนไม่เกิน 30,000,838 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท
เบื้องหลังความกล้าลงสนามคือประสบการณ์สิบปีของการพัฒนาแพลตฟอร์ม WealthTech แบบครบวงจรที่ผสานองค์ความรู้ด้านการลงทุน บริการที่ปรึกษา และแพลตฟอร์มการลงทุนไว้ด้วยกัน รายได้รวมของบริษัทเพิ่มจาก 289.2 ล้านบาทในปี 2566 เป็น 592.8 ล้านบาทในปี 2568 และพลิกจากขาดทุนสุทธิ 55.5 ล้านบาทเป็นกำไรสุทธิ 105 ล้านบาทในช่วงเดียวกัน ฟินโนมีนามองว่าตลาดการลงทุนยังมีโอกาสขยายตัวมาก โดยมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของอุตสาหกรรมกองทุนรวมอยู่ที่ประมาณ 6.5 ล้านล้านบาทในไตรมาสแรกปี 2569 หรือราวสามสิบเปอร์เซ็นต์ของ GDP ขณะที่ประเทศกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย ข้อมูลเหล่านี้ส่งสัญญาณชัดว่าในยุคที่ตลาดทุนภูมิภาคเชื่อมโยงกัน แพลตฟอร์ม WealthTech จะเป็นประตูหลักที่ทำให้นักลงทุนรายย่อยเข้าถึงตลาดหุ้นอาเซียน ตลาดทุนภูมิภาค และผลิตภัณฑ์อย่าง ETF และ DR ได้สะดวกกว่าที่เคย






