20 ปี BOYY: จาก It Bag สู่บทใหม่ของแบรนด์ลักชูรี่ไทย
BOYY คือแบรนด์เครื่องหนังและแฟชั่นระดับลักชูรี่ที่เติบโตจากดีไซน์กระเป๋าและความหลงใหลส่วนตัวของผู้ก่อตั้ง สู่การเป็นแบรนด์ลักชูรี่ไทยที่มีชื่อเสียงในตลาดสากล โดดเด่นด้วยเอกลักษณ์ดีไซน์หัวเข็มขัดขนาดใหญ่และการขยายไลน์ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ครอบคลุมเสื้อผ้า รองเท้า และเครื่องประดับ พร้อมทั้งการสร้างประสบการณ์ผ่านหน้าร้านและโปรเจกต์พิเศษเพื่อเชื่อมต่อกับลูกค้าหลากหลายกลุ่มในยุคแฟชั่นเปลี่ยนเร็ว วาระครบรอบ 20 ปีครั้งนี้ BOYY เลือกใช้เป็นจุดเปลี่ยนเชิงยุทธศาสตร์มากกว่าจะเป็นเพียงการเฉลิมฉลอง แบรนด์ประกาศเป้าหมายรายได้รวม 500 ล้านบาทในปีนี้ และตั้งใจผลักดันให้รายได้กลับไปแตะระดับจุดสูงสุดเกือบ 1,000 ล้านบาทภายในไม่เกินสองปีข้างหน้า การตั้งธงโตแบบก้าวกระโดดสะท้อนชัดว่าผู้บริหารมองช่วงฟื้นตัวของตลาดสินค้าลักชูรี่เป็นหน้าต่างโอกาส ไม่ใช่แค่การกลับไปยืนจุดเดิม แต่เป็นการขยายบทบาทของแบรนด์ลักชูรี่ไทยในเวทีโลกให้ชัดกว่าที่เคย

Boyyish: ไลน์ผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อบุกตลาดแมสโดยไม่ทิ้งรากลักชูรี่
หัวใจของแผนขยายตลาดแฟชั่นรอบนี้คือการแตกไลน์ผลิตภัณฑ์ใหม่ภายใต้ชื่อ Boyyish ซึ่งถูกวางตัวให้เป็นสะพานเชื่อมระหว่างโลกลักชูรี่กับตลาดแมส แบรนด์กำหนดให้ Boyyish มีราคาจับต้องง่ายกว่า BOYY เฉลี่ยราว 30% เน้นสินค้าที่ใช้ได้ในชีวิตประจำวันที่แท้จริง เช่น เสื้อผ้าและรองเท้า พร้อมตั้งเป้ารายได้เฉพาะส่วน Boyyish ไว้ 150 ล้านบาทจากรายได้รวม 500 ล้านบาทในปีนี้ กลยุทธ์นี้ไม่ได้เป็นการลดระดับแบรนด์แต่เป็นการขยายความหมายของความหรูให้กว้างขึ้น Boyyish ยังคงให้ความสำคัญกับคุณภาพและวัสดุ เช่น การเลือกผ้าที่ใส่สบายแทนการใช้โพลีเอสเตอร์เต็มผืน และออกแบบให้ตอบโจทย์คนวัย 20 ไปจนถึงวัย 50-70 ปีที่ต้องการเสื้อผ้าไลฟ์สไตล์สวมใส่ได้ทุกวัน ไม่จำเป็นต้องเป็นสายแฟชั่นจ๋า นี่คือการใช้ชื่อเสียงของแบรนด์เครื่องหนังระดับบนมาสร้างไลน์ใหม่ที่เข้าถึงคนจำนวนมาก โดยยังรักษาโทนพรีเมียมไม่ให้กลายเป็นแบรนด์แมสทั่วไป

ฟื้นตัวหลังโควิด: จากยอดแตะพันล้านสู่เป้าหมายเติบโต 150%
เส้นทางรายได้ของ BOYY สะท้อนแรงสั่นสะเทือนของตลาดลักชูรี่ยุคโควิดได้ชัดเจน ก่อนและระหว่างวิกฤตแบรนด์เคยทำรายได้แตะจุดสูงสุดเกือบ 1,000 ล้านบาทจากกระแสจับจ่ายสินค้าหรูของลูกค้าระดับบนที่เดินทางไม่ได้ แต่เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย ภาพรวมตลาดลักชูรี่ทั่วโลกกลับชะลอตัว กำลังซื้อหด ห่วงโซ่อุปทานสะดุด การท่องเที่ยวเปลี่ยนรูปแบบ ส่งผลให้ยอดขาย BOYY หายไปราว 50% ลงมาอยู่ที่ประมาณ 400 กว่าล้านบาท การตั้งเป้ารายได้ปีนี้ที่ 500 ล้านบาท จึงไม่ใช่แค่การขยับตัวเล็กน้อย แต่เทียบเท่าการเติบโต 150% หรือราว 2.5 เท่าจากปีก่อนหน้า มุมหนึ่งคือการย้อนกลับไปหาเพดานเดิม แต่อีกมุมที่น่าสนใจกว่าคือการใช้ช่วงเปลี่ยนผ่านพฤติกรรมผู้บริโภคที่เริ่มมองหาความคุ้มค่าเชิงคุณค่า ความยั่งยืน และประสบการณ์เฉพาะบุคคล มากกว่าการครอบครองโลโก้แบรนด์ดังเพียงอย่างเดียว นี่คือช่องที่ทำให้แบรนด์ลักชูรี่ไทยมีโอกาสแทรกตัวระหว่างยักษ์ใหญ่ระดับโลกกับแบรนด์เล็กที่คล่องตัว
รักษาฐานแฟนคลับเดิม ขยายฐานลูกค้าใหม่ผ่านประสบการณ์และอีคอมเมิร์ซ
สิ่งที่ทำให้การบุกตลาดแมสของ BOYY ดูน่าสนใจคือการไม่ทอดทิ้งฐานลูกค้าเดิม แต่ใช้ Boyyish เป็นพื้นที่ทดลองเชื่อมสองโลกเข้าหากัน มีรายงานว่ากว่า 50% ของลูกค้า Boyyish เป็นลูกค้าเก่าที่กลับมาซื้อซ้ำ ขณะที่อีกครึ่งเป็นกลุ่มใหม่ทั้งหมด แปลว่าแบรนด์ลักชูรี่ไทยรายนี้ไม่ได้แลกภาพลักษณ์กับยอดขาย แต่กำลังใช้ไลน์ผลิตภัณฑ์ใหม่เป็นเครื่องมือขยายชุมชนแฟนแบรนด์ ในเชิงช่องทางจำหน่าย Boyyish เริ่มทดลองขายผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่เป็นครั้งแรกหลังจากไม่เคยขายออนไลน์มาก่อนเลย และผลลัพธ์ในช่วงสามเดือนชี้ให้เห็นว่าช่องทางนี้ยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก การตัดสินใจลงออนไลน์ในยุคที่ตลาดลักชูรี่เคยยึดภาพ “ไม่เข้าถึงง่าย” คือสัญญาณชัดว่าผู้บริหารเลือกอยู่ข้างพฤติกรรมผู้บริโภคใหม่ที่เสพแฟชั่นผ่านหน้าจอมากกว่าผ่านรันเวย์ แต่ยังไม่ปล่อยมือจากประสบการณ์หน้าร้านที่เป็นรากของแบรนด์
เกมรุกต่างประเทศด้วย Pop-Up และเป้าหมายเชื่อมต่อศูนย์กลางแฟชั่นโลก
แม้ยอดขายต่างประเทศยังมีสัดส่วนราว 10% ของรายได้ทั้งหมดในปีนี้ แต่แผนยุทธศาสตร์ชัดเจนว่า BOYY ไม่คิดจำกัดตัวเองอยู่เพียงตลาดในประเทศ แบรนด์เตรียมกลับมาบุกต่างประเทศเต็มกำลังในปี 2569 โดยใช้ Pop-Up เป็นหัวหอก นำด้วยการเปิดร้านชั่วคราวในกรุงปารีสช่วงเดือนกันยายน 2569 เพื่อเชื่อมต่อกับลูกค้าในศูนย์กลางแฟชั่นทั้งปารีส มิลาน นิวยอร์ก รวมถึงตลาด USA และยุโรป ขณะเดียวกัน แบรนด์ยังลงทุนปรับโฉมแฟลกชิปสโตร์ที่เซ็นทรัล เอ็มบาสซี่ในเดือนพฤศจิกายน 2569 เพื่อยกระดับประสบการณ์ช้อปปิงให้หรูหรายิ่งขึ้น และเดินหน้าบุกตลาดอีคอมเมิร์ซควบคู่ หากเป้าหมายดันรายได้กลับไปใกล้ 1,000 ล้านบาทภายในไม่เกินสองปีสมความตั้งใจ นี่จะเป็นตัวอย่างสำคัญว่าการใช้วาระครบรอบแบรนด์เป็นจุดตั้งต้นกลยุทธ์ขยายตลาดแฟชั่น และการสร้างไลน์ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เข้าถึงคนหมู่มาก โดยไม่ทิ้งสถานะลักชูรี่ สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุลในโลกแฟชั่นยุคหลังโควิด

