Apple ครอง 65% ตลาดสมาร์ตโฟนพรีเมียม: ชัยชนะที่รายล้อมด้วยแรงกดดัน
ตลาดสมาร์ตโฟนพรีเมียมคือกลุ่มสมาร์ตโฟนที่มีราคาสูงกว่าเครื่องระดับกลางอย่างมีนัยสำคัญ มุ่งเน้นประสบการณ์ระดับเรือธง ทั้งด้านประสิทธิภาพ กล้อง วัสดุ และบริการเสริม เช่น ซอฟต์แวร์ระยะยาวและระบบนิเวศที่เชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่น เพื่อจับกลุ่มผู้ใช้ที่พร้อมจ่ายแพงกว่าเพื่อเทคโนโลยีและภาพลักษณ์แบรนด์ที่เหนือกว่า.
ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2026 รายงาน Handset Model Sales Tracker ระบุว่า Apple ครองส่วนแบ่งตลาดสมาร์ตโฟนพรีเมียมทั่วโลกถึง 65% โดยเติบโต 9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากแรงหนุนของ iPhone 17 รุ่นมาตรฐาน ตัวเลขนี้ทำให้หลายคนสรุปเร็วว่า Apple ยังอยู่เหนือคู่แข่งแบบไร้ข้อกังขา แต่ความจริงคือส่วนแบ่งของ Apple ลดลงอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับช่วงครึ่งแรกของปี 2022 เพราะการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดพรีเมียมรายใหญ่ที่สุดคือจีน ชัยชนะ 65% จึงเป็นมากกว่าตัวเลขสวยงาม มันคือสัญญาณเตือนว่าระบบนิเวศ iPhone เริ่มถูกท้าทายอย่างจริงจัง.
คู่แข่งจากเกาหลีและแบรนด์ท้องถิ่น: แรงเสียดทานใหม่ในตลาดสมาร์ตโฟนพรีเมียม
หากมองแค่ยอดรวม Apple ยังนำห่าง แต่โครงสร้างการแข่งขันในตลาดสมาร์ตโฟนพรีเมียมกำลังเปลี่ยน Samsung เป็นผู้เล่นเพียงรายเดียวที่ยืนในระดับเดียวกับ Apple โดยครองส่วนแบ่ง 19% ของตลาดและยังเติบโต 3% แม้จะเปิดตัว Galaxy S26 ซีรี่ส์ช้ากว่าปกติ ความจริงที่ควรจำไว้คือ Samsung ไม่ได้แค่ขายโทรศัพท์ แต่ยังควบคุมห่วงโซ่อุปทานหน่วยความจำและชิปของตัวเอง ทำให้รับผลกระทบจากต้นทุนที่พุ่งสูงได้น้อยกว่าคู่แข่งรายอื่น.
ในขณะเดียวกัน แบรนด์จากจีนเป็นตัวแปรที่ Apple มองข้ามไม่ได้อีกต่อไป รายงานชี้ว่าตลาดพรีเมียมในจีน ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สุด เห็นผู้บริโภคหันไปใช้ Huawei, Xiaomi, OPPO และ vivo มากขึ้น เพราะผลิตภัณฑ์เรือธงของแบรนด์เหล่านี้พัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด OPPO เติบโตถึง 69% จาก Find X9 series และ vivo โต 20% จาก X300 series นี่ไม่ใช่แค่การแย่งยอดขาย แต่คือการกัดกินฐานความภักดีของผู้ใช้ระดับบน ที่เคยเป็นภูมิคุ้มกันสำคัญของ Apple.
ต้นทุนชิป NAND พุ่ง: เมื่อกำไรและราคาเดินสวนกัน
เสน่ห์ของตลาดสมาร์ตโฟนพรีเมียมคือ margins สูง แต่เกมนี้กำลังถูกเขียนใหม่จากฝั่งต้นทุน รายงานระบุว่าราคาขายเฉลี่ยของหน่วยความจำสมาร์ตโฟนอย่าง DRAM เพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า ขณะที่ราคาขายเฉลี่ยของชิป NAND เพิ่มขึ้น 3 เท่าในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ภายใต้ภาวะนี้ ผู้ผลิตสมาร์ตโฟนทุกค่าย รวมถึง Apple ต้องเผชิญทางเลือกที่ไม่น่าพอใจ: ยอมรับกำไรที่บางลง หรือดันราคาเครื่องขึ้นแล้วเสี่ยงให้ยอดขายหดตัว.
แรงกดดันไม่ได้มาจากหน่วยความจำเท่านั้น ต้นทุนชิปประมวลผลก็พุ่ง Apple กำลังขยับไปใช้กระบวนการผลิตระดับ 2 nm สำหรับชิป A-series ใน iPhone รุ่นใหม่ ซึ่งเป็นหนึ่งในโนดที่แพงที่สุดของผู้ผลิตชิปคู่สัญญา ในขณะที่ราคาซิลิคอนถูกขับขึ้นอย่างหนักจากความต้องการชิป AI สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า “Apple ไม่ได้มีอำนาจต่อรองด้านการซื้อเหมือนที่ผ่านมาอีกต่อไป” และเริ่มส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นไปยังผู้บริโภคเพื่อปกป้อง margins.
ห่วงโซ่อุปทานหน่วยความจำ: จีนเป็นทั้งความเสี่ยงและโอกาส
ต้นทุนชิป NAND ที่สูงขึ้นไม่ได้เพียงกดดันผู้ผลิตสมาร์ตโฟน แต่ยังเปลี่ยนสมดุลของอุตสาหกรรมหน่วยความจำทั้งระบบ รายงานระบุว่า YMTC จากอู่ฮั่นก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิต NAND รายใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลกครั้งแรก ด้วยส่วนแบ่งการจัดส่ง 14% เป็นรองเพียง Samsung ที่ 25% และ SK Hynix ที่ 22% โดยแซงหน้า Kioxia เล็กน้อย ขณะที่ Micron อยู่ที่อันดับ 5 ด้วยส่วนแบ่ง 13% YMTC ยังเพิ่มกำลังการผลิตด้วยโรงงานสองแห่งรวม 200,000 เวเฟอร์ต่อเดือน และคาดว่าเฟสที่ 3 จะเริ่มผลิตได้ภายในสิ้นปี 2026.
ในอีกด้าน ChangXin Memory Technologies หรือ CXMT ได้โอกาสช่วงชิงส่วนแบ่งจาก Samsung, SK Hynix และ Micron เพราะราคาหน่วยความจำที่เพิ่มขึ้น แม้ CXMT จะถูกระบุอยู่ในรายชื่อบริษัทที่มีความเชื่อมโยงทางทหารของสหรัฐ แต่ยังไม่ได้ถูกแบนเต็มรูปแบบ ภาพรวมนี้สะท้อนว่าผู้ผลิตสมาร์ตโฟนรายใหญ่ยังคงพึ่งพาเทคโนโลยีและกำลังการผลิตจากจีนอย่างเลี่ยงไม่ได้ แม้ภูมิรัฐศาสตร์จะตึงเครียดเพียงใด การพึ่งพานี้ทำให้ห่วงโซ่อุปทานมีทั้งความเสี่ยงด้านนโยบายและโอกาสด้านต้นทุน ซึ่งอาจกลายเป็นตัวแปรชี้ชะตาความสามารถในการแข่งขันของทั้งอุตสาหกรรม.
อนาคตของตลาดสมาร์ตโฟนพรีเมียม: ส่วนแบ่ง 65% ไม่ใช่เกราะนิรันดร์
เมื่อรวมทุกปัจจัยเข้าด้วยกัน ภาพชัดคือ Apple กำลังยืนอยู่บนยอดตลาดสมาร์ตโฟนพรีเมียมด้วยส่วนแบ่ง 65% แต่ฐานรองรับเริ่มเปราะบาง การแข่งขันจาก Samsung ที่มีโครงสร้างซัพพลายเชนเป็นของตัวเองและไม่ถูกต้นทุนหน่วยความจำเล่นงานเท่าคู่แข่ง บวกกับแรงผลักดันจาก Huawei, Xiaomi, OPPO และ vivo ในตลาดพรีเมียมจีน ทำให้ความได้เปรียบของ Apple ดูไม่ถาวรเหมือนในอดีต.
สำหรับผู้บริโภค ยุคต่อไปของตลาดสมาร์ตโฟนพรีเมียมอาจหมายถึงราคาที่สูงขึ้นแต่ตัวเลือกที่หลากหลายกว่า การแข่งขันสมาร์ตโฟนจะไม่จบที่สเปกหรือดีไซน์ แต่จะย้ายไปสู่ศึกด้านต้นทุน ชิป และห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่นกว่า ส่วนผู้ผลิตที่คิดว่าจะอยู่รอดได้ด้วยการลดราคาเพื่อแย่งส่วนแบ่งตลาด ในโลกที่ต้นทุนชิปพุ่งและซิลิคอนหายาก นั่นอาจกลายเป็น “ชัยชนะที่แพ้อยู่ดี” ตามนิยามของการต่อสู้เพื่อส่วนแบ่งที่ทำลายกำไรของตัวเอง ในเกมใหม่นี้ ใครบริหารต้นทุนและพันธมิตรด้านเทคโนโลยีได้ดีกว่า คนนั้นต่างหากที่จะครองตลาดสมาร์ตโฟนพรีเมียมในระยะยาว.










