ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

แบนดีเซลส่งออก สหรัฐฯ จุดชนวนวิกฤตราคาน้ำมันโลก

แบนดีเซลส่งออก สหรัฐฯ จุดชนวนวิกฤตราคาน้ำมันโลก
ความสนใจ|อเมริกา-แคนาดา

ดีเซลส่งออก สหรัฐฯ คืออะไร และทำไมนโยบาย Trump จึงเสี่ยงพลิกตลาดเชื้อเพลิงโลก

ดีเซลส่งออก สหรัฐฯ หมายถึงปริมาณน้ำมันดีเซลที่โรงกลั่นในสหรัฐอเมริกาผลิตแล้วส่งออกไปยังประเทศต่าง ๆ เพื่อใช้ในการขนส่ง การผลิต และโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจทั่วโลก การส่งออกดีเซลเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของกระแสการค้าผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปที่ช่วยเชื่อมโยงตลาดเชื้อเพลิงในภูมิภาคต่าง ๆ เข้าด้วยกัน และทำให้ราคาน้ำมันโลกสะท้อนความสมดุลของอุปทานและอุปสงค์ในภาพรวม ไม่ใช่แค่ภายในประเทศใดประเทศหนึ่งเท่านั้น เมื่อราคาดีเซลภายในสหรัฐฯ พุ่งขึ้นและกลายเป็นประเด็นทางการเมือง ประธานาธิบดี Donald Trump จึงออกมาสนับสนุนแนวคิดแบนหรือจำกัดการส่งออกดีเซล โดยตั้งเป้ากดราคาภายในประเทศให้ลดลงตามแรงกดดันจากเกษตรกรและผู้ขนส่ง นี่คือหัวใจของนโยบาย Trump ด้านตลาดเชื้อเพลิงในรอบใหม่ ที่มองปัญหาแบบเน้นภายในประเทศ แต่ละเลยโครงสร้างของราคาน้ำมันโลกที่เชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่นนักวิเคราะห์จำนวนมากจึงมองว่านี่ไม่ใช่ทางออก แต่เป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤตราคาน้ำมันโลกครั้งใหม่

แบนดีเซลส่งออก สหรัฐฯ จุดชนวนวิกฤตราคาน้ำมันโลก

ทำไมการแบนดีเซลส่งออกอาจกดราคาแค่ชั่วคราว แล้วทำให้แพงขึ้นทั้งระบบ

ในมุมมองระยะสั้น แนวคิดแบนดีเซลส่งออกดูเหมือนตรงไปตรงมา เก็บดีเซลไว้ในประเทศมากขึ้น อุปทานเพิ่มขึ้น ราคาก็น่าจะลดลง รัฐบาลสหรัฐฯ จึงกำลังพิจารณาทั้งการแบนเต็มรูปแบบและการจำกัดบางส่วนตามที่รัฐมนตรีคลัง Scott Bessent ระบุไว้ แต่ความซับซ้อนของตลาดผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปทำให้สูตรง่าย ๆ นี้กลายเป็นกับดักนโยบาย เมื่อดีเซลที่เคยถูกส่งออกต้องไหลกลับสู่ชายฝั่ง Gulf Coast อุปทานในพื้นที่นั้นจะล้นอย่างรวดเร็ว กดราคาดีเซล Spot ลงได้จริงในช่วงแรก ทว่าโครงสร้างโลจิสติกส์ทั้งท่อส่งน้ำมัน ระบบเรือ รถไฟ และคลังจัดเก็บทำให้ราคาที่ลดลงใน Gulf Coast ไม่ได้ส่งผ่านไปยังรัฐอื่นเท่าเทียมกัน เกษตรกรใน Iowa หรือผู้ขับขี่ใน California อาจไม่รู้สึกว่าราคาดีเซลถูกลงเลยในระดับเดียวกับที่เห็นบน Gulf Coast ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ดีเซลมีมากหรือน้อยในประเทศ แต่อยู่ที่ระบบขนส่งและการกลั่นซึ่งเชื่อมโยงกันทั้งห่วงโซ่ คำเตือนที่น่าจดจำคือ “The U.S. is not short of diesel The world is A potential export ban treats the global price problem as if it was a U.S.-only problem, and the cure would be far worse than the disease” จากนักวิเคราะห์น้ำมันเชื้อเพลิงรายหนึ่ง ซึ่งสะท้อนว่าการมองปัญหาเฉพาะในประเทศกำลังทำให้ตลาดเชื้อเพลิงโลกเสี่ยงต่อการรักษาแล้วอาการหนักกว่าเดิม

โรงกลั่นหยุดไม่ได้แค่ดีเซล ผลกระทบลูกโซ่สู่เบนซินและเชื้อเพลิงเครื่องบิน

จุดอันตรายที่สุดของนโยบาย Trump คือการเข้าใจโรงกลั่นแบบผิด ๆ โรงกลั่นไม่สามารถเปิดปิดสวิตช์เพื่อผลิตเฉพาะดีเซลแล้วพักเบนซินหรือเชื้อเพลิงเครื่องบินได้ น้ำมันดิบหนึ่งบาร์เรลถูกกลั่นออกมาเป็นผลิตภัณฑ์หลายประเภทพร้อมกัน ทั้งน้ำมันเบนซิน ดีเซล เชื้อเพลิงเครื่องบิน LPG และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ โดยในภาพรวมของสหรัฐฯ ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าเบนซินคิดเป็นราว 43.8% ของผลผลิต Distillates รวมดีเซลอยู่ราว 29.6% ส่วนเชื้อเพลิงเครื่องบินราว 12.4% ของผลผลิต เมื่อการแบนดีเซลส่งออกทำให้ราคาดีเซลบริเวณ Gulf Coast ดิ่งลงอย่างรวดเร็ว ค่าการกลั่นหรือ Refining Margins ย่อมถูกบีบให้ลดลงตาม โรงกลั่นไม่ได้มองราคาดีเซลอย่างโดดเดี่ยว แต่ประเมินรายได้รวมจากทุกผลิตภัณฑ์เทียบกับต้นทุนการซื้อน้ำมันดิบ หากภาพรวมไม่คุ้ม โรงกลั่นมีแรงจูงใจจะลดกำลังการผลิตหรือปิดบางส่วนลง ผลที่ตามมาคือการผลิตดีเซล เบนซิน และเชื้อเพลิงเครื่องบินลดลงพร้อมกัน ไม่ใช่เฉพาะดีเซล นี่เองที่ทำให้นักวิเคราะห์เตือนว่าการแบนดีเซลส่งออกอาจผลักให้ราคาน้ำมันเบนซินใกล้ระดับสูงเป็นประวัติการณ์ และดันต้นทุนเชื้อเพลิงเครื่องบินให้สูงขึ้นอีกขั้น กล่าวอย่างตรงไปตรงมา นโยบายที่ตั้งใจช่วยคนขับรถบรรทุกในวันนี้อาจกลายเป็นภาระค่าเดินทางและค่าขนส่งของทั้งระบบเศรษฐกิจในวันพรุ่งนี้

โลกพึ่งดีเซลสหรัฐฯ มากกว่าที่คิด การแบนส่งออกคือช็อกอุปทานครั้งใหญ่

ภายใต้บริบทที่ค่าการกลั่นทั่วโลกตึงตัวอยู่แล้ว การแบนดีเซลส่งออกของสหรัฐฯ จึงไม่ได้เป็นเรื่องภายในประเทศ แต่คือแรงกระแทกสู่ราคาน้ำมันโลกอย่างเต็มตัว อุปทานผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปถูกจำกัดจากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์และเหตุขัดข้องที่ทำให้กำลังการกลั่นราว 7–8% ของโลกไม่สามารถเดินเครื่องได้ ข้อจำกัดที่เกี่ยวข้องกับรัสเซียและการหยุดชะงักของเส้นทางขนส่งเชื้อเพลิงยิ่งกดดันตลาดดีเซล[SC:445806] อีกด้านหนึ่ง สงครามในอิหร่านกำลังรบกวนการส่งออกจากโรงกลั่นในตะวันออกกลาง ขณะที่โดรนโจมตียูเครนทำลายกำลังการกลั่นของรัสเซียไปอีกราว 40% ส่งผลให้ประมาณ 10% ของกำลังการกลั่นโลกอยู่ในสถานะออฟไลน์ ในสภาพเช่นนี้ โลกกลับพึ่งพาดีเซลจากสหรัฐฯ มากเป็นพิเศษ โดยมีการประมาณว่าดีเซลจากสหรัฐฯ คิดเป็นราว 20% ของการส่งออกดีเซลโลก และ Distillates ที่มีดีเซลเป็นส่วนสำคัญถูกส่งออกบางช่วงสูงถึงระดับหลายล้านบาร์เรลต่อวันเมื่อตลาดตึงตัว หากนโยบาย Trump เดินหน้าด้วยการแบนเต็มรูปแบบ ตลาดโลกอาจสูญเสียการส่งออก Distillates จากสหรัฐฯ ราว 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวันตามบางการประมาณ นั่นไม่ใช่การปรับนโยบายเล็กน้อย แต่คือการตัดเส้นเลือดใหญ่ของระบบพลังงานโลก องค์กรตัวแทนอุตสาหกรรมพลังงานย้ำว่า “Restricting U.S. exports would hit an already-tight market with another supply shock” และเตือนว่าผลกระทบจะลามจากราคาน้ำมันหน้าแผงไปถึงห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ ภาคเกษตร การเดินเรือ การผลิต และเศรษฐกิจโลกทั้งระบบ นี่คือสัญญาณชัดเจนว่าการดึงดีเซลกลับบ้านอาจทำให้ทั้งโลกต้องจ่ายแพงขึ้นในที่สุด

นโยบาย Trump กับราคาน้ำมันโลก ทางออกควรเป็นอะไรถ้าไม่ใช่การแบน

แนวคิดด้านพลังงานของ Trump มักถูกอธิบายด้วยคำว่า “energy dominance” หรือการทำให้สหรัฐฯ ครองความเป็นใหญ่ด้านพลังงาน แต่การแบนดีเซลส่งออกกลับขัดแย้งกับเป้าหมายนั้นเอง เพราะการปิดกั้นการส่งออกทำให้สหรัฐฯ หดบทบาทในตลาดเชื้อเพลิงโลก ลดความยืดหยุ่นของอุปทาน และบั่นทอนความน่าเชื่อถือด้านนโยบายพลังงานของตัวเอง ไม่แปลกที่ทั้งผู้เชี่ยวชาญและภาคเอกชนจำนวนมากเตือนว่านี่คือ “ยาที่แรงเกินโรค” เมื่อเทียบกับปัญหาราคาดีเซลที่ต้องแก้ รัฐบาลสหรัฐฯ จึงเริ่มมองทางเลือกที่อ่อนกว่า เช่น การจำกัดบางส่วนหรือให้ภาคเอกชนร่วมมือกันลดการส่งออกโดยสมัครใจ เพื่อลดแรงกระแทกต่อระบบโรงกลั่น ขณะเดียวกันนักวิเคราะห์จำนวนไม่น้อยชี้ว่าตัวปัญหาอยู่ที่ค่าการกลั่นและข้อจำกัดกำลังการกลั่นทั่วโลก ไม่ใช่แค่ปริมาณน้ำมันดิบหรือการส่งออกจากประเทศเดียว เมื่อพิจารณาภาพรวม ราคาน้ำมันโลกที่สูงและตลาดเชื้อเพลิงที่ตึงตัวต้องการอุปทานเพิ่มขึ้นและโครงสร้างการกลั่นที่ยืดหยุ่นมากขึ้น ไม่ใช่นโยบายปิดกั้นแบบฉับพลัน สิ่งที่ตลาดจับตามองต่อไปคือรัฐบาลจะเลือกเดินหน้าเต็มที่ตามนโยบาย Trump หรือถอยกลับมาสู่แนวทางที่เน้นการแก้ปัญหาภายในกรอบตลาดเสรี นักวิเคราะห์บางรายมองว่าความเป็นไปได้ของการแบนเต็มรูปแบบยังต่ำกว่าครึ่งหนึ่ง แต่ก็เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สัญญาณนี้ทำให้ตลาดเชื้อเพลิงทั่วโลกต้องอยู่ในโหมดระวังตัว

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!