TH-AI Passport คืออะไร และทำไมเรื่องข้อมูลจึงกลายเป็นเดิมพันทางการเมือง
TH-AI Passport คือโครงการให้สิทธิประชาชนใช้งานแพลตฟอร์ม AI แบบ Pro หรือ Premium หลายค่ายผ่านระบบกลางของรัฐ มีการลงทะเบียนยืนยันตัวตนและเก็บข้อมูลการใช้งาน เพื่อนำไปใช้เรียนรู้ ฝึกทักษะ และทำงานร่วมกับ AI โดยรัฐเป็นผู้จัดซื้อสิทธิใช้งานจากเอกชน และกำหนดให้มีมาตรการด้านความปลอดภัยข้อมูล AI ทั้งในส่วนการเก็บ การประมวลผล และการส่งต่อข้อมูลคำสั่งหรือ Prompt ให้ผู้ให้บริการ AI รายต่างๆ
โครงการ TH-AI Passport เปิดลงทะเบียนล่วงหน้าตั้งแต่วันที่ 19 สิงหาคม และจะเปิดให้ใช้บริการจริงวันที่ 31 สิงหาคม ขณะนี้มีผู้ลงทะเบียนแล้วกว่า 1.13 ล้านราย จากสิทธิเป้าหมาย 5 ล้านราย โดยใช้งบประมาณราว 1,600–1,621 ล้านบาท เพื่อแลกกับการเข้าถึง AI ระดับ Pro/Premium จาก 14 ค่าย รวมราว 30 โมเดล ฟังเผินๆ ดูเหมือนเป็นดีลคุ้มค่า แต่ทันทีที่ตัวเลขงบประมาณและคำว่า TH-AI Passport ข้อมูล ถูกหยิบขึ้นมาซักถาม วงจรความไม่ไว้วางใจรัฐก็เริ่มทำงาน
ข้อถกเถียงไม่ได้อยู่ที่ว่า AI ดีหรือไม่ดี แต่อยู่ที่ว่าใครกันแน่ถือพวงมาลัยข้อมูล เมื่อโครงการ AI โครงการรัฐบาล ที่ประกาศว่าปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูล และจัดเก็บประมวลผลในประเทศ ถูกฝ่ายค้านตั้งข้อสังเกตว่าการใช้งานจริงอาจส่งข้อมูลไปยังศูนย์ประมวลผลต่างประเทศขัดกับ TOR ข้อ 2.2 สมรภูมิ TH-AI Passport จึงกลายเป็นบททดสอบว่า รัฐจะสร้างความเชื่อใจเรื่องความปลอดภัยข้อมูล AI ได้หรือไม่

รัฐบาลบอกข้อมูลอยู่ในประเทศ ฝ่ายค้านชี้ Prompt ไหลออกนอก: ใครพูดอะไร
ด้านรัฐบาล ปลัดกระทรวงที่กำกับโครงการออกมาแถลงย้ำว่า ข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลการเรียนออนไลน์ ข้อมูลพฤติกรรมการใช้งาน การประมวลผลการลงทะเบียน และการจัดทำ Dashboard ทั้งหมดจะถูกจัดเก็บและประมวลผลภายในประเทศ และปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์อย่างเคร่งครัด ซึ่งเป็นแกนกลางของคำยืนยันเรื่องความปลอดภัยข้อมูล AI ถ้อยแถลงนี้พยายามสร้างภาพว่าโครงสร้างพื้นฐานหลักอยู่ในมือรัฐ
ในทางกลับกัน ฝ่ายค้านนำโดย ดร การดี เลียวไพโรจน์ สส บัญชีรายชื่อ ออกมาตั้งคำถามเรื่องสัญญาและการปฏิบัติตาม TOR ข้อ 2.2 โดยชี้ว่าข้อกำหนดระบุให้เก็บและประมวลผลข้อมูลภายในประเทศ แต่จากการตรวจสอบระบบและเงื่อนไขใช้งานจริง พบว่ามีการส่งข้อมูลการใช้งานของผู้ใช้ไปประมวลผลยัง Data Center ต่างประเทศ เมื่อเชื่อมต่อ AI 30 โมเดลจาก 14 ค่าย หากข้อสังเกตนี้เป็นจริง นั่นหมายถึงโครงการอาจละเมิดเงื่อนไขที่ตัวเองกำหนดไว้
เส้นแบ่งอยู่ที่คำว่า “ประมวลผลในประเทศ” หมายถึงแค่ข้อมูลบัญชีผู้ใช้และแดชบอร์ด หรือรวมถึงตัว Prompt และคำสั่งที่ผู้ใช้พิมพ์เข้าไปด้วย เมื่อกระทรวงเองยอมรับว่ามีการส่งข้อมูลคำสั่งไปประมวลผลกับผู้ให้บริการ AI ทั้งในและต่างประเทศ และย้ำว่ามีการ Masking ข้อมูลก่อนส่ง ความหมายของการเคารพ TOR จึงไม่ได้เป็นแค่ประเด็นเทคนิค แต่เป็นประเด็นความซื่อตรงของรัฐต่อสัญญา
Prompt ใครเป็นเจ้าของ และสัญญาปกป้องประชาชนพอหรือยัง
แกนของข้อกังวลไม่ได้หยุดแค่ข้อมูลส่วนบุคคลทั่วไป แต่ลงลึกไปถึง Prompt หรือคำสั่งที่ผู้ใช้กรอกเข้าไปในระบบ AI ดร การดีตั้งคำถามว่า เมื่อรัฐจ่ายงบประมาณมหาศาลแลกสิทธิใช้ AI Pro/Premium จาก 14 ค่าย และมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยราว 27.50 บาทต่อคนต่อเดือน ใครกันแน่ที่ถือสิทธิในข้อมูลความคิด พฤติกรรม และรูปแบบการใช้ภาษาของผู้ใช้ การดีถึงขั้นเสนอว่าควรมีหนังสือยืนยันจากทั้ง 14 ค่ายว่า จะไม่นำ Prompt หรือข้อมูลพฤติกรรมไปใช้ต่อในต่างประเทศ หากยืนยันไม่ได้ควรยุติโครงการ
ฝั่งรัฐตอบว่าระบบออกแบบให้มีการตรวจจับ คัดกรอง และปกปิดข้อมูลส่วนบุคคลหรือข้อมูลอ่อนไหว ก่อนส่ง Prompt ไปให้ผู้ให้บริการ AI และกำหนดว่าผู้ให้บริการไม่สามารถนำข้อมูลไปใช้เพื่อประโยชน์อื่น หรือใช้เทรนโมเดลของตนเองได้ อีกทั้งจะไม่มีการเก็บข้อมูลหลังประมวลผลเสร็จสิ้น ฟังดูดีบนกระดาษ แต่ยังไม่ชัดว่าเงื่อนไขเหล่านี้ถูกผูกในสัญญาอย่างเข้มแข็งเพียงใด และประชาชนสามารถตรวจสอบหรือใช้สิทธิเมื่อถูกละเมิดได้อย่างไร
มุมหนึ่ง การที่โครงการเน้นให้ผู้ใช้เรียนออนไลน์ สอบผ่าน 100 คะแนนเพื่อได้สิทธิระดับ Innovator และใช้โมเดล Pro ได้ต่อ ช่วยเพิ่มความรู้ด้าน AI แต่ในอีกมุมหนึ่ง เมื่อประชาชนถูกชวนให้ทดลองคิด ทดลองเขียน ทดลองสร้างสรรค์กับ AI จำนวนมาก ขุมทรัพยากรที่แท้จริงคือรูปแบบความคิดและวัฒนธรรมดิจิทัลของผู้ใช้ หากสัญญาเรื่อง TH-AI Passport ข้อมูล ไม่ชัดว่าปกป้องสิทธิเหล่านี้อย่างไร ก็ยากจะเรียกว่าคุ้มค่าแม้จะใช้งบไม่สูงต่อหัว
ดราม่าโดเมน .net เปลี่ยนเป็น .go.th สัญญาณเล็กที่สะท้อนปัญหาใหญ่
อีกจุดที่ทำให้คนจำนวนไม่น้อยรู้สึกแปลกใจคือการใช้โดเมน .net ในช่วงเปิดลงทะเบียน ทั้งที่เป็นโครงการรัฐ ก่อนที่กระทรวงจะออกมาชี้แจงภายหลังว่าไม่ได้กำหนดให้ต้องใช้ .net และเมื่อเปิดตัวอย่างเป็นทางการจะเปลี่ยนไปใช้โดเมน .go.th แทน พร้อมยืนยันว่าผู้ลงทะเบียนผ่าน .net ไม่ต้องทำอะไรเพิ่ม ระบบจะย้ายข้อมูลไปยัง .go.th อัตโนมัติ
ในเชิงเทคนิค การย้ายโดเมนอาจไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ในเชิงความเชื่อมั่นต่อความปลอดภัยข้อมูล AI นี่คือสัญญาณว่าการสื่อสารและการออกแบบประสบการณ์ผู้ใช้ยังไม่พิถีพิถันพอ ถ้าโครงการตั้งใจจะเป็นด่านหน้าของการสร้างวัฒนธรรมดิจิทัลใหม่ การปล่อยให้ข้อสงสัยพื้นฐานอย่างโดเมน เว็บไซต์ และโครงสร้างพื้นฐานผุดขึ้นภายหลัง แทนที่จะอธิบายตั้งแต่ต้น ย่อมทำให้คนที่ลังเลยิ่งรู้สึกไม่สบายใจ
คำถามเชิงนโยบายคือ หากเรื่องเล็กอย่างโดเมนยังสื่อสารไม่ชัด เรื่องใหญ่กว่านั้นอย่าง TOR ข้อ 2.2 การส่งข้อมูลข้ามแดน หรือรายละเอียดทางเทคนิคของระบบ Masking จะชัดแค่ไหน นี่คือเหตุผลที่หลายคนมองว่า TH-AI Passport ไม่ได้ถูกวิจารณ์เพราะเป็น AI โครงการรัฐบาล แต่เพราะวิธีบริหารและสื่อสารโครงการยังไม่ตอบโจทย์มาตรฐานความโปร่งใสที่ควรจะเป็น
บทสรุป: ถ้ารัฐอยากให้คนใช้ AI ต้องตอบให้ได้ว่า “เชื่อถือได้แค่ไหน”
โครงการ TH-AI Passport มีศักยภาพจะเป็นจุดเปลี่ยนให้คนจำนวนมากเข้าถึง AI ระดับ Pro/Premium ได้ในต้นทุนที่รัฐต่อรองมาให้ และรูปแบบ Pay Per Active User กับเงื่อนไขต้องมีผู้ล็อกอิน 5 ล้านสิทธิ์ก่อนจ่ายเงิน ก็สะท้อนความพยายามทำให้เงินภาษีคุ้มค่า แต่ทั้งหมดนี้จะกลายเป็นแต้มบวกได้ก็ต่อเมื่อข้อสงสัยเรื่องข้อมูลถูกเคลียร์อย่างตรงไปตรงมา
เมื่อฝ่ายค้านตั้งข้อกล่าวหาว่าเงื่อนไขการดำเนินงานขัด TOR ข้อ 2.2 เพราะมีการส่งข้อมูลไปประมวลผลต่างประเทศ ขณะที่ฝ่ายรัฐยืนยันว่าข้อมูลจัดเก็บและประมวลผลในประเทศและมีระบบ Masking ก่อนส่ง Prompt ออกนอก ช่องว่างระหว่างสองคำอธิบายนี้ต้องถูกปิดด้วยหลักฐาน ไม่ใช่แค่คำพูด หากรัฐบาลต้องการให้ประชาชนเชื่อว่ามี PDPA คุ้มครองข้อมูลอย่างแท้จริง ต้องเปิดสัญญา เงื่อนไขทางเทคนิค และผลการตรวจสอบให้สาธารณะดู
ในระยะสั้น ผู้ใช้ที่สนใจอาจมอง TH-AI Passport เป็นโอกาสทดลอง AI คุณภาพสูง แต่ในระยะยาว สิ่งที่สังคมจะจดจำไม่ใช่เพียงว่ารัฐแจกสิทธิ AI หรือไม่ แต่คือรัฐจัดการกับคำถามเรื่องความปลอดภัยข้อมูล AI อย่างรับผิดชอบแค่ไหน หากโครงการนี้กลายเป็นต้นแบบของการตั้งมาตรฐานโปร่งใสเรื่องข้อมูลได้ ศึกวันนี้อาจจบลงด้วยการได้ระบบดิจิทัลที่ผู้ใช้รู้เท่าทันและรู้สึกว่าตัวเองมีสิทธิ์ ไม่ใช่แค่เป็นดาต้าบนเซิร์ฟเวอร์ของใครก็ไม่รู้




