จากสงครามราคา สู่ศึกคุณภาพและประสบการณ์ของแบรนด์เอเชีย
ปรากฏการณ์แบรนด์ญี่ปุ่นเกาหลีไทยคือการที่แบรนด์จากญี่ปุ่นและเกาหลีในหมวดความงาม เครื่องใช้ไฟฟ้า และอาหารเครื่องดื่ม เร่งขยายสาขาร้านค้าและสร้าง ecosystem รอบตัว เพื่อแข่งขันทั้งกับกันเองและกับแบรนด์จีน ไม่ใช่ด้วยสงครามราคาอย่างเดียว แต่ด้วยคุณภาพ การคัดสินค้า และประสบการณ์หน้าร้านที่ออกแบบมาเฉพาะผู้บริโภคยุคใหม่ ทำให้ภูมิทัศน์ค้าปลีกเปลี่ยนจากการเน้นส่วนลดไปสู่การแย่งชิงความภักดีระยะยาวของลูกค้าผ่านบริการครบวงจรและภาพลักษณ์แบรนด์เอเชียที่ชัดเจน
หัวใจของศึกนี้คือการย้ายสนามจาก “ถูกกว่า” ไปสู่ “ดีกว่าและครบกว่า” แบรนด์ญี่ปุ่นและเกาหลีอ่านเกมออกว่าผู้บริโภคมองหาแบรนด์ที่เชื่อถือได้มากกว่าของถูกแบบไม่รู้ที่มา จึงลงทุนสร้างภาพจำใหม่ ทั้งในตลาดความงามไทยที่โตแรงและตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้า รวมถึงการสร้างจุดหมายด้านอาหารที่มีเรื่องราวและประสบการณ์ ในมุมมองผู้เขียน นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะยกระดับคุณภาพการบริโภคของคนเมือง และกดดันให้ทุกแบรนด์ต้องจริงจังกับคุณภาพและบริการมากขึ้น ไม่ใช่เพียงแข่งกันลดราคาแบบเดิม
found & found ดันโมเดล J&K Beauty รุกตลาดความงามมูลค่าหลายแสนล้าน
ในตลาดความงามไทย มูลค่าตลาด Health & Beauty ถูกประเมินว่ามากกว่า 400,000 ล้านบาท และยังเติบโตต่อเนื่องปีละ 8-9% ซึ่งกลายเป็นเหตุผลสำคัญที่ผลักดันให้กลุ่มธุรกิจน้ำมันรายใหญ่ตั้งบริษัทลูกโออาร์ เฮลท์ แอนด์ เวลเนส จำกัด เพื่อสร้างมัลติแบรนด์สโตร์ found & found ลงสนามค้าปลีกเฉพาะทางอย่างเต็มตัว การเดินเกมนี้สะท้อนชัดว่าแบรนด์เอเชียไม่ได้มองร้านบิวตี้เป็นแค่จุดขายสินค้า แต่เป็นฐานยุทธศาสตร์ใน ecosystem ที่จะปั้นทั้งยอดขายและฐานสมาชิกในระยะยาว
found & found ใช้คอนเซปต์ J&K Beauty เจอครบ จบที่ found & found วางสัดส่วนสินค้าแบรนด์ญี่ปุ่น เกาหลี และไทยใกล้เคียงกัน พร้อมคัดแบรนด์ไทยที่แข็งแรงเช่น ศรีจันทร์ และ Laglace เข้ามาร่วมพอร์ตโฟลิโอ ขณะเดียวกันบริษัทนำเข้าสินค้าญี่ปุ่นและเกาหลีตรงกว่า 500 รายการเพื่อแก้ pain point เรื่องของแท้และราคา ทำให้สามารถการันตีสินค้าของแท้ 100% และบวกกำไรเพียง 10-15% จนระดับราคาทัดเทียมการบินไปซื้อที่ญี่ปุ่นหรือเกาหลี แนวทางนี้ไม่เพียงแย่งลูกค้าจากร้านมัลติแบรนด์เดิม แต่ยังสร้างมาตรฐานใหม่ให้ตลาดความงามไทยต้องพูดเรื่องคุณภาพและความโปร่งใสให้มากขึ้น
อีกด้าน found & found ลงทุนในประสบการณ์หน้าร้านผ่าน Smart BA พนักงานที่ถูกเทรนให้เป็น multi-brand advisor ให้คำแนะนำสกินแคร์ตาม 5 Step Routine ได้อย่างเป็นกลาง แทนวัฒนธรรมเชียร์เฉพาะแบรนด์ตัวเอง พร้อมระบบ CRM และ LINE OA ที่ใช้กระตุ้นการซื้อซ้ำ ทำให้ยอดใช้จ่ายต่อบิลสูงกว่าค่าเฉลี่ยตลาดถึงเท่าตัว และฐานสมาชิกพุ่งแตะ 60,000 ราย โดยตั้งเป้าเพิ่มเป็น 100,000 คน บริษัทวางแผนขยายสาขาให้ครบ 45 แห่งในปีนี้ และเร่งสร้างโครงสร้างรองรับการสเกลอัพครั้งใหญ่ เป้าหมายคือขยายสาขาร้านค้าให้ได้ถึง 450 แห่ง และขึ้นเป็นผู้นำตลาด Health & Beauty Retail ภายในปี 2030 ตามวิสัยทัศน์ที่วางไว้ ในมุมของผู้บริโภค นี่คือสัญญาณชัดว่าร้านบิวตี้แบบใหม่จะยึดพื้นที่สำคัญในชีวิตประจำวัน และสร้างทางเลือกที่ทั้งคุ้มค่าและน่าเชื่อถือมากขึ้น

สมรภูมิเครื่องใช้ไฟฟ้า 8 หมื่นล้าน: เกาหลีญี่ปุ่นชนจีนด้วยเทคโนโลยีและแบรนด์
ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าถูกประเมินว่ามีมูลค่าราว 80,000 ล้านบาท และกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนจากการแข่งขันเดิมระหว่างแบรนด์เกาหลีและญี่ปุ่นไปสู่การมีผู้เล่นจากจีนเข้ามาเติมความร้อนแรงมากขึ้น สิ่งที่น่าสนใจคือ C-Brand จากจีนไม่ได้มาเล่นแค่เกมราคา แต่ยกระดับสินค้าและเทคโนโลยี เช่น AI และ Smart Home พร้อมลงทุนฐานการผลิตในภูมิภาคจนหลายแบรนด์ประกาศสถานะผู้นำระดับโลกในบางหมวดสินค้า การขยับครั้งนี้บีบให้แบรนด์เกาหลีและญี่ปุ่นต้องปรับเกมอย่างจริงจัง หากยังอยากยืนหนึ่งในบ้านของผู้บริโภค
ฝั่งเกาหลี LG ประกาศชัดว่า “แบรนด์เกาหลีคือเบอร์หนึ่งในใจคนไทย” พร้อมชูแนวคิด K-Brand และ K-Tech เน้นเทคโนโลยี นวัตกรรม และบริการหลังการขาย เพื่อตอบโต้การรุกของแบรนด์จีนโดยไม่ลงไปสู้สงครามราคาโดยตรง ขณะที่ฟากญี่ปุ่นอย่าง Toshiba กลับมาตอกย้ำภาพจำแบรนด์ญี่ปุ่นด้วยแนวคิด Japan Quality และ Japan Origin การเลือกยืนบนฐานคุณภาพและความน่าเชื่อถือสะท้อนว่าทั้งสองฝั่งเห็นตรงกันว่าอนาคตของเครื่องใช้ไฟฟ้าไม่ได้อยู่ที่ถูกที่สุด แต่ที่การให้ความสบายใจและประสบการณ์การใช้ที่ไว้ใจได้
ท้ายที่สุดภาพรวมสมรภูมิเครื่องใช้ไฟฟ้ากำลังเปลี่ยนไปเป็นสงครามสามโมเดลธุรกิจชัดเจน คือ K-Brand ที่เน้นเทคโนโลยีและตลาดพรีเมียม, J-Brand ที่เดิมพันกับคุณภาพและความเป็นญี่ปุ่น และ C-Brand ที่ขยับจากจุดขาย “ราคาคุ้มค่า” สู่เทคโนโลยีระดับโลกและการสร้างแบรนด์ ในมุมของผู้บริโภค การแข่งขันแบบนี้คือผลดี เพราะทำให้ตัวเลือกในตลาดดีขึ้นทั้งในด้านฟังก์ชัน คุณภาพ และบริการหลังการขาย ผู้เขียนมองว่าผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความทนทานและบริการ จะเริ่มกลับมามองแบรนด์ญี่ปุ่นมากขึ้น ขณะที่คนรุ่นใหม่ที่สนใจสมาร์ทโฮมจะให้พื้นที่แบรนด์เกาหลีและจีนในบ้านมากกว่าเดิม

MAGURO Group กับ CouCou: ร้านอาหารแบบ ecosystem คือสนามใหม่ของแบรนด์ญี่ปุ่น
ด้านอาหารและเครื่องดื่ม แบรนด์ที่มีรากจากญี่ปุ่นก็เริ่มเล่นเกม ecosystem ไม่ต่างจากตลาดความงาม MAGURO Group เตรียมเปิดตัวแบรนด์ใหม่ “CouCou” ร้าน All Day Dining สไตล์ตะวันตก สาขาแรกที่โครงการ The Flavorhood ประดิษฐ์มนูธรรม โดยตั้งอยู่เคียงข้างแบรนด์เดิมอย่าง MAGURO และ HITORI SHABU แนวคิดคือการสร้าง Food Destination ที่ลูกค้าสามารถใช้ชีวิตและกินได้ตลอดวันในพื้นที่เดียวกัน แทนการกระจายร้านไปคนละที่ เห็นได้ชัดว่ากลยุทธ์ไม่ได้ขายแค่เมนู แต่ขายเวลาและประสบการณ์ที่ลูกค้าใช้ใน ecosystem ของกลุ่ม
ร้านแนว All Day Dining กำลังเป็นที่นิยมในกลุ่มครอบครัวสมัยใหม่และคนรุ่นใหม่ในหลายประเทศในเอเชีย รวมถึงบ้านเรา โดยตลาดอาหารตะวันตกมีมูลค่ากว่า 9,000 ล้านบาท แต่ร้านส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ ชั้นใน CouCou จึงใช้ทำเล The Flavorhood เพื่อจับกลุ่มลูกค้าโซนใหม่ที่มีศักยภาพในการใช้จ่ายและยังขาดร้านรูปแบบนี้ ในช่วง Soft Opening ร้านจะเปิดบริการอาหารเช้าและกลางวัน 08.00–18.00 น. และจะเพิ่มมื้อค่ำถึง 22.00 น.ในช่วง Grand Opening นี่คือการแสดงให้เห็นชัดว่าแบรนด์ญี่ปุ่นในสายอาหารกำลังใช้โมเดล “อยู่กับคุณทั้งวัน” แทนแค่ “ให้คุณมากินมื้อเดียวแล้วกลับบ้าน”
MAGURO Group ยังยึดแนวทาง Give More ทั้งการคัดวัตถุดิบคุณภาพจากแหล่งที่ดีที่สุดและการสร้างประสบการณ์เกินคาด เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกว่าทุกมื้อที่ CouCou ไม่ใช่แค่การกิน แต่คือ Special Moment & Memorable Experience ที่จดจำได้ ในมุมมองของผู้เขียน การเข้ามาของร้านแบบนี้ช่วยยกระดับมาตรฐานร้านอาหารที่ต้องคิดมากกว่าเรื่องเมนูและราคาต่อจาน แต่ต้องคิดถึงบทบาทของร้านในชีวิตประจำวันของลูกค้า ตั้งแต่เช้าถึงค่ำ ทำให้สมรภูมิร้านอาหารในเมืองใหญ่กำลังเปลี่ยนจากการแข่ง “รสชาติ” ไปสู่การแข่ง “บทบาทและความหมาย” ในชีวิตคนรุ่นใหม่

สรุป: แบรนด์เอเชียใครกำลังชนะ และผู้บริโภคควรเลือกฝั่งไหน
เมื่อมองภาพรวมทั้งตลาดความงาม เครื่องใช้ไฟฟ้า และอาหารเครื่องดื่ม จะเห็นชัดว่าแบรนด์เอเชียจากญี่ปุ่นและเกาหลีไม่ได้ยอมปล่อยให้ C-Brand จากจีนขึ้นนำด้วยราคาอย่างง่ายดาย found & found เลือกยืนบนของแท้ ราคาใกล้ต้นทาง และประสบการณ์หน้าร้านแบบ Smart BA เพื่อกวาดส่วนแบ่งตลาดความงามไทยในระยะยาว ฝั่งเครื่องใช้ไฟฟ้า LG และ Toshiba ดันภาพจำ K-Tech และ Japan Quality สู้การรุกของจีนด้วยเทคโนโลยีและความน่าเชื่อถือ ขณะที่ MAGURO Group แสดงให้เห็นว่าแบรนด์ญี่ปุ่นสามารถยืดขยายสู่ ecosystem อาหารตะวันตกอย่าง CouCou ได้โดยยังรักษา DNA ด้านคุณภาพ
แล้วใครกำลังชนะ? ในสายตาผู้เขียน วันนี้ไม่มีผู้ชนะเด็ดขาด แต่ผู้บริโภคต่างหากที่ได้ประโยชน์จากการแข่งขันเข้มข้นเช่นนี้ เพราะไม่ว่าคุณจะซื้อสกินแคร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือเลือกร้านอาหาร คุณมีตัวเลือกที่ชัดเจนขึ้นระหว่างราคา เทคโนโลยี คุณภาพ และประสบการณ์ การตัดสินใจจึงอยู่ที่การนิยามคำว่า “คุ้มค่า” ของแต่ละคน หากให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือและบริการหลังการขาย แบรนด์ญี่ปุ่นเกาหลีอาจเป็นคำตอบ แต่ถ้าเปิดรับนวัตกรรมใหม่และสเปกต่อราคาสูง แบรนด์จีนก็เป็นตัวเลือกน่าสนใจ ศึกนี้จะยืดเยื้อไปอีกนาน ทว่าแน่นอนว่ามาตรฐานตลาดค้าปลีกของเรากำลังยกระดับขึ้นทุกวัน และผู้บริโภคควรใช้โอกาสนี้เลือกแบรนด์ที่สะท้อนคุณค่าของตัวเองให้มากที่สุด







