ละครแนวตั้งคืออะไร และทำไมถึงกลายเป็นสื่ออันดับ 109 ที่คนแห่ดู
ละครแนวตั้ง คือรูปแบบละครสั้นที่ถ่ายทำและตัดต่อในสัดส่วนจอแนวตั้ง ความยาวตอนสั้น ดำเนินเรื่องรวดเร็ว ใช้ภาษาง่าย ตัวละครชัดเจน เพื่อให้รับชมได้สะดวกบนมือถือหรือแท็บเล็ต ขณะเดินทาง พักเบรก หรือระหว่างทำกิจกรรมอื่น เน้นดึงความสนใจในไม่กี่วินาทีแรก และจบเป็นตอนสั้นที่ทิ้งจุดพีกให้ผู้ชมอยากดูต่อ จึงเหมาะกับพฤติกรรมผู้ใช้ที่ไถฟีดสั้นและมีสมาธิกับคอนเทนต์ไม่นาน
สิ่งที่น่าสนใจคือ ในโลกที่เรามีสื่อให้เลือกเสพนับไม่ถ้วน ผู้ชมจำนวนมากกลับยอมให้ละครแนวตั้งกลายเป็นสื่ออีกแบบที่แทรกเข้ามาในชีวิตประจำวัน แม้เนื้อหาละครแนวตั้งจำนวนไม่น้อยจะถูกวิจารณ์ว่าน้ำเน่า ใช้สูตรสำเร็จเดิมซ้ำๆ แต่ผู้ชมก็ยังกดดูต่อ เพราะมันตอบโจทย์ด้านอารมณ์เร็วและแรงกว่า ทั้งการแก้แค้น ความรักต่างฐานะ การพลิกสถานะจากคนธรรมดาเป็นคนมีอำนาจ เนื้อหาแบบนี้เติมเต็มความใฝ่ฝันและความคาใจที่หลายคนไม่กล้าทำในชีวิตจริง จึงยิ่งดึงดูดให้วนกลับมาดูซ้ำ

ตลาดละครแนวตั้งโตพุ่ง และผู้ชมขึ้นแท่นท็อป 6 โลก
ตัวเลขของตลาดละครแนวตั้งไม่ใช่เรื่องเล่นๆ มูลค่าตลาดทั่วโลกในปี 2025 แตะระดับ 3.7 แสนล้านบาท และถูกคาดการณ์ว่าจะขยายเป็น 7.4 แสนล้านบาทภายในปี 2030 นี่คือการเติบโตที่สะท้อนให้เห็นว่า ละครแนวตั้งไม่ได้เป็นแค่กระแสสั้นๆ แต่กำลังกลายเป็นอุตสาหกรรมบันเทิงกระแสหลักเต็มตัว และพื้นที่นี้เองที่ผู้ผลิตคอนเทนต์กำลังแย่งชิงสายตาผู้ชมกันอย่างดุเดือด
ในช่วงครึ่งปี 2025 มียอดการดาวน์โหลดแอปพลิเคชันละครแนวตั้งสูงเป็นอันดับที่ 6 ของโลก ขณะที่บริษัทวิจัยทางการตลาดของจีนพบว่า ในไตรมาสแรกปีเดียวกัน ผู้ชมยอมจ่ายเงินซื้อคอนเทนต์ในแอปละครแนวตั้งรวม 260 ล้านบาท ซึ่งสูงเป็นอันดับที่ 3 ของตลาดนอกประเทศจีน ประโยคที่ควรหยิบไปอ้างได้คือ “ตลาดละครแนวตั้งทั่วโลกมีมูลค่า 3.7 แสนล้านบาทในปี 2025 และคาดว่าจะโตเป็น 7.4 แสนล้านบาทในปี 2030” ซึ่งสะท้อนว่ากระแสนี้กำลังเปลี่ยนวิธีที่ผู้คนใช้เวลาหน้าจออย่างเป็นรูปธรรม

เนื้อหาน้ำเน่า เอาสะใจ และความเสี่ยงต่อเด็กกับผู้สูงวัย
ด้านมืดของความสำเร็จละครแนวตั้งอยู่ที่เนื้อหาละครแนวตั้งที่เน้นความสะใจแบบทันทีทันใด โครงเรื่องมักหมุนรอบการแก้แค้น ความรักต่างชนชั้น การยกระดับชนชั้นแบบรวดเร็ว ตัวละครถูกแบ่งขั้วจัดจ้าน นางเอกดีเกินจริง นางร้ายร้ายแบบสุดโต่ง และใช้ความขัดแย้งรุนแรงเป็นแกนหลัก การแข่งกันดึงคนดูภายในไม่กี่วินาทีทำให้ผู้ผลิตจำนวนมากเลือกเดินเส้นทางสาย “เอาสะใจ” มากกว่าลองเสี่ยงเล่าเรื่องแบบซับซ้อน ลึก และเท灰
สภาพัฒน์เตือนชัดว่า เนื้อหาน้ำเน่าใช้ความรุนแรงอาจปลูกฝังค่านิยมผิดให้เยาวชน โดยเฉพาะเมื่อเด็กดูละครแนวตั้งอย่างลำพัง ไม่มีผู้ใหญ่ช่วยอธิบายหรือชวนตั้งคำถาม ก็ยิ่งเสี่ยงซึมซับมุมมองสุดโต่งหรือเชื่อว่าวิธีแก้ปัญหาคือการใช้ความรุนแรง งานวิจัยจำนวนมากชี้ว่าการเสพสื่อรุนแรงสามารถเสริมพฤติกรรมก้าวร้าวที่เด็กมีอยู่เดิมให้แสดงออกมากขึ้น ขณะที่ผู้สูงวัยที่ใช้ละครแนวตั้งเป็นเพื่อนแก้เหงา ก็อาจแยกแยะไม่ได้ว่าอะไรคือเนื้อหาบันเทิง อะไรคือโฆษณาแฝง หรือแม้แต่ลิงก์ปลอมที่มิจฉาชีพใช้ล่อให้กด อ้างว่า “ดูแล้วได้เงิน” หรือ “ดูตอนต่อไปผ่านลิงก์นี้” ก่อนหลอกให้กรอกข้อมูลส่วนตัวและข้อมูลการเงิน จนไปถึงการติดตั้งแอปปลอมที่แฝงมัลแวร์ควบคุมมือถือได้จากระยะไกล

เมื่อแพลตฟอร์มใหญ่ลงสนาม: DOODi by TrueID และโอกาสสร้างมาตรฐานใหม่
ท่ามกลางกระแสละครแนวตั้งที่แรงไม่หยุด ผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดดิจิทัลเริ่มขยับอย่างจริงจัง ทรูไอดีเคยทดลองกับแบรนด์ซีรีส์แนวตั้ง “ตาตั้ง by TrueID” ซึ่งเป็นทรูไอดี short drama ที่ได้รับการตอบรับดี ก่อนต่อยอดสู่การสร้างระบบนิเวศคอนเทนต์เต็มรูปแบบในฐานะ Digital Ecosystem Hub ที่เชื่อมคอนเทนต์ คอมมูนิตี้ และโอกาสทางธุรกิจ สโลแกนที่ใช้คือ “สร้างโดยคนไทย เข้าใจคนไทย เพื่อประเทศไทย” สะท้อนความตั้งใจจะเป็นแพลตฟอร์มที่ผู้ชม ครีเอเตอร์ และแบรนด์เชื่อใจได้ พร้อมให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตาม PDPA
ล่าสุดทรูไอดีเปิดตัวแบรนด์บันเทิงใหม่ “DOODi by TrueID” พร้อมสโลแกน “ชอบดู ต้องดูดิ” ชูจุดเด่นการคัดสรรและร่วมสร้างสรรค์คอนเทนต์กับครีเอเตอร์ชั้นนำ ให้ผู้ชมค้นพบรายการที่ตรงกับความสนใจ และมีส่วนร่วมกับครีเอเตอร์ได้มากขึ้น DOODi ประเดิมด้วยทัพคอนเทนต์วาไรตี้ออริจินัลหลายแนว ตั้งแต่เรื่องเล่าคืนหลอน รายการทอล์ก รายการเด็ก ไปจนถึงคอนเทนต์ไลฟ์สไตล์และเทคโนโลยี พร้อมทยอยปล่อยรายการใหม่ตลอดทั้งปี และผูกกับกิจกรรม watch & earn รวมถึงสิทธิประโยชน์ในระบบนิเวศทรูไอดี เพื่อให้ผู้ชมรู้สึกว่าการดูคอนเทนต์คือประสบการณ์ที่ได้ “ความคุ้มค่า” ไม่ใช่แค่ความบันเทิงชั่วครู่

ควรไปทางไหนต่อดี: สมดุลระหว่างเสรีภาพ คอนเทนต์คุณภาพ และการคุ้มครองผู้ชม
เมื่อปรากฏการณ์ละครแนวตั้งเติบโตเร็วขนาดนี้ การหวังให้ภาครัฐมานั่งเซ็นเซอร์ทุกคลิปไม่ใช่คำตอบที่เป็นไปได้และอาจฆ่าความคิดสร้างสรรค์ไปพร้อมกัน สภาพัฒน์เสนอว่าควรเปิดพื้นที่ให้ผู้ผลิตและกลไกตลาดมีบทบาทนำในการกำหนดทิศทางเนื้อหา ขณะที่รัฐเข้าไปกำกับเฉพาะประเด็นที่กระทบสิทธิหรือความปลอดภัยของประชาชนอย่างชัดเจน เช่น เนื้อหาที่เสี่ยงต่อการหลอกลวง การละเมิด หรือการสร้างความเกลียดชัง นี่คือจุดสมดุลที่ต้องหากันให้เจอ
สิ่งที่ขาดไม่ได้คือการยกระดับ “การรู้เท่าทันสื่อ” ให้เป็นทักษะพื้นฐาน โดยเฉพาะในสถานศึกษา ตามข้อเสนอของสภาพัฒน์ที่มองว่าควรผลักดันเรื่องนี้อย่างเป็นระบบมากขึ้น เด็กควรได้รับการสอนให้ตั้งคำถามกับเนื้อหาละครแนวตั้ง แยกแยะระหว่างโลกสมมติและโลกจริง ส่วนผู้สูงวัยควรมีช่องทางรับความรู้เรื่องภัยออนไลน์ที่เชื่อมโยงกับคอนเทนต์ยอดนิยมอย่างชัดเจน ขณะที่แพลตฟอร์มใหญ่ เช่น DOODi by TrueID มีโอกาสเป็นแบบอย่างด้านมาตรฐานเนื้อหาและระบบแจ้งเตือนความเสี่ยง หากทุกฝ่ายช่วยกัน ผลของกระแสละครแนวตั้งอาจไม่ใช่สังคมที่ก้าวร้าวกว่าเดิม แต่เป็นการพิสูจน์ว่าเราสามารถเอาชนะคอนเทนต์เอาสะใจด้วยความสนุกที่มีคุณภาพและรับผิดชอบได้







