พลังงานสะอาดกลายเป็นหัวใจใหม่ของเศรษฐกิจดิจิทัล
พลังงานสะอาดดาต้าเซ็นเตอร์ คือโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้าที่ใช้พลังงานหมุนเวียนและพลังงานฐานร่วมกัน เพื่อจ่ายไฟให้ศูนย์ข้อมูล ระบบปัญญาประดิษฐ์ และอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ที่ต้องการไฟฟ้าปริมาณมาก เสถียร และมีคาร์บอนต่ำ พร้อมรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลในระยะยาว
กระแสดิจิทัลและ AI ทำให้การลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนเอเชียตะวันออกขยับจากเวทีรองขึ้นมาอยู่แถวหน้า ผู้เล่นรายใหญ่เริ่มมองไฟฟ้าไม่ใช่แค่สินค้าโภคภัณฑ์ แต่คือฐานการแข่งขันทางเทคโนโลยี ใครมีไฟสะอาด เสถียร และจัดการต้นทุนได้ จะดึงดูดดาต้าเซ็นเตอร์และอุตสาหกรรมไฮเทคได้มากกว่า การตัดสินใจด้านพลังงานจึงกลายเป็นการตัดสินใจด้านยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ ไม่ใช่แค่เรื่องโรงไฟฟ้าอีกต่อไป
CKPower กับเขื่อนน้ำเป็นทุน และบทเรียนเรื่องพลังงานฐานหมุนเวียน
การที่ CKPower เน้นโรงไฟฟ้าพลังน้ำอย่างไซยะบุรีและน้ำงึม 2 คือการประกาศชัดว่าพลังงานหมุนเวียนก็เป็นพลังงานฐานได้ หากบริหารทรัพยากรและข้อมูลดีพอ นายธนวัฒน์ ตรีวิศวเวทย์ ระบุว่าครึ่งปีหลังบริษัทได้แรงหนุนจากกำลังผลิตใหม่จากโซลาร์ สถานการณ์น้ำในโรงไฟฟ้าพลังน้ำ และการเดินเครื่องเต็มกำลังของโรงไฟฟ้าบางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น หรือ BIC
ตัวเลขน้ำในแม่น้ำโขงที่ไหลผ่านไซยะบุรีสูงขึ้น 17.7% ทำให้การขายไฟเพิ่ม 11.2% ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 เป็นคำตอบเชิงตัวเลขว่าพลังน้ำยังเป็นเสาหลักของระบบไฟฟ้าได้ หากมีระบบติดตามน้ำและสภาพอากาศมาช่วยวางแผนการผลิตอย่างจริงจัง ขณะเดียวกัน น้ำงึม 2 ยังมีปริมาณน้ำใช้การได้ 32.53% ของความจุอ่างสำรองรับฝนเพิ่มได้ แสดงให้เห็นว่าพลังงานหมุนเวียนไม่ได้พึ่งโชค แต่พึ่งข้อมูลและการบริหารความเสี่ยง
โซลาร์ลอยน้ำในนิคมฯ อมตะ เมืองอุตสาหกรรมสะอาดเริ่มต้นที่ไฟฟ้า
เมื่อดาต้าเซ็นเตอร์และผู้ผลิตเทคโนโลยีต้องการไฟฟ้าสะอาดมากขึ้น การมีแหล่งพลังงานหมุนเวียนในพื้นที่อุตสาหกรรมเองคือข้อได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ AMATA และ BGRIM เลือกตอบโจทย์นี้ด้วยโซลาร์ลอยน้ำไทยในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี โครงการพลังงานแสงอาทิตย์บนทุ่นลอยน้ำกำลังผลิตติดตั้งสูงสุด 42.5 เมกะวัตต์พีก ใช้งบลงทุนประมาณ 1,200 ล้านบาท
จุดที่น่าสนใจคือการใช้พื้นที่อ่างเก็บน้ำของนิคมมาเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าหมุนเวียน ลดการแย่งที่ดินกับภาคส่วนอื่น พร้อมช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ราว 29,300 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปีหลัง COD แนวทางนี้สะท้อนว่าโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในนิคมฯ กำลังแปรรูปจากเครือข่ายสายส่งธรรมดาไปเป็นระบบพลังงานสะอาดที่ออกแบบเพื่อรองรับข้อกำหนดด้านคาร์บอนและความต้องการไฟฟ้าคุณภาพสูงของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีโดยเฉพาะ

BGRIM ผูกพลังงานหมุนเวียนกับโรงไฟฟ้าก๊าซ รับดีมานด์ดาต้าเซ็นเตอร์และ AI
การเติบโตของดาต้าเซ็นเตอร์และ AI ทำให้ผู้เล่นไฟฟ้าต้องคิดสองชั้น คือเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดและไม่เสียความมั่นคงของระบบ นายนพเดช กรรณสูต จาก BGRIM อธิบายว่าความต้องการไฟฟ้ากำลังเพิ่มตามศูนย์ข้อมูล ปัญญาประดิษฐ์ เซมิคอนดักเตอร์ และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ที่ต้องการไฟเสถียรและคุณภาพสูง พร้อมย้ำว่าก๊าซธรรมชาติยังจำเป็นในฐานะพลังงานฐานควบคู่กับพลังงานทดแทน เพื่อเดินหน้าเป้าหมาย Net Zero ปี 2050
ทิศทางพลังงานหมุนเวียนเอเชียตะวันออกจึงไม่ได้ปฏิเสธโรงไฟฟ้าก๊าซเวียดนามหรือมาเลเซีย แต่เลือกใช้ก๊าซเป็นหลักและโซลาร์กับพลังน้ำเป็นตัวเสริมเพื่อให้ระบบตอบโจทย์ทั้งดีมานด์ใหม่และข้อจำกัดด้านคาร์บอน การจัดหาก๊าซจากหลายแหล่งและสัญญาระยะยาวถูกมองว่าเป็นทางลดความผันผวน ขณะที่การต่อสัญญาโรงไฟฟ้า IPP และ SPP เดิมถูกเสนอเป็น Quick Win เพื่อไม่ต้องรอสร้างกำลังผลิตใหม่หลายปี
อุปสรรคใหญ่คือกฎระเบียบ ไม่ใช่เทคโนโลยี
แม้เทคโนโลยีพลังงานสะอาดและโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะจะก้าวหน้าเร็ว แต่อุปสรรคสำคัญอยู่ที่กติกาการซื้อขายไฟ นาย นพเดช ชี้ว่าปัจจัยที่จะเปิดรอบการลงทุนใหม่คือการปลดล็อกการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงระหว่างเอกชน หรือ Direct PPA และระบบจัดหาไฟฟ้าอิสระ IPS เพราะโครงสร้างปัจจุบันยังอยู่ภายใต้ผู้รับซื้อไฟฟ้ารายเดียว ทำให้การซื้อขายไฟฟ้าระหว่างเอกชนยังมีข้อจำกัด
ถ้าระบบอนุญาตให้ผู้ผลิตและผู้ใช้ในนิคมอุตสาหกรรมซื้อขายไฟข้ามพื้นที่ และเปิดให้บุคคลที่สามใช้โครงข่ายไฟฟ้าได้ ทั้งไฟจากพลังงานหมุนเวียนและก๊าซจะหมุนเวียนในระบบมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมรองรับดาต้าเซ็นเตอร์ที่ต้องการไฟฟ้าคุณภาพสูงในราคาคาดการณ์ได้ ในท้ายที่สุด การแข่งขันครั้งนี้ไม่ได้อยู่ที่ใครสร้างโรงไฟฟ้าได้มากกว่า แต่อยู่ที่ใครจัดกติกาให้เงินลงทุนใหม่ไหลเข้าระบบได้เร็วกว่า และใครทำให้ไฟฟ้าสะอาดเป็นโครงสร้างพื้นฐานจริง ไม่ใช่แค่โครงการสาธิต






