Long COVID นักกีฬา กับโรค ME ที่เปลี่ยนชีวิตในพริบตา
Long COVID นักกีฬา คือภาวะที่นักกีฬาซึ่งเคยมีสุขภาพแข็งแรงยังคงมีอาการหลงเหลือยาวนานหลังหายจากโควิด โดยอาจลุกลามกลายเป็นโรค ME myalgic encephalomyelitis ซึ่งเป็นโรคเรื้อรังซับซ้อน ทำให้ร่างกายอ่อนเพลียรุนแรง ระบบประสาทและภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ ผู้ป่วยมักมีอาการทรุดลงหลังใช้แรงเพียงเล็กน้อย และไม่มีวิธีรักษาให้หายขาดในปัจจุบัน
กรณีของเบธ ด็อบบิน นักวิ่งโอลิมปิก ป่วย หลังติดโควิดคือสัญญาณเตือนชัดเจนว่า Long COVID ไม่ใช่เรื่องเล็กสำหรับวงการกีฬา เมื่อ 5 ปีก่อนเธอยังใส่เสื้อทีมชาติลงวิ่งในโอลิมปิก แต่วันนี้ในวัย 32 ปี เธอต้องใช้ชีวิตบนเตียงมากกว่า 22 ชั่วโมงต่อวันจากโรค ME myalgic encephalomyelitis การเปลี่ยนจากลมกรดเจ้าของสถิติ 200 เมตรหญิง 22.50 วินาที มาเป็นผู้ป่วยติดเตียงภายในเวลาไม่กี่ปี สะท้อนว่าระบบแพทย์และสังคมยังประเมินความเสี่ยงจากโรค ME หลังติดโควิดต่ำเกินไป

จากลู่วิ่งสู่เตียงคนไข้ 22 ชั่วโมงต่อวัน ชีวิตที่ถูกโรค ME ยึดไป
จุดเปลี่ยนของเบธเริ่มในฤดูหนาวปี 2564 ถึง 2565 เมื่อเธอติดโควิด-19 ต่อเนื่องกับไข้ต่อมน้ำเหลืองหรือ Glandular Fever ตอนแรกมีเพียงอาการนอนมากขึ้น วิ่งช้าลง และเจ็บต่อมน้ำเหลือง เธอจึงฝืนซ้อมและลงแข่งทั้งชิงแชมป์โลก คอมมอนเวลธ์เกมส์ และชิงแชมป์ยุโรปในปี 2565 แต่ทุกสนามคือการส่งสัญญาณว่าร่างกายกำลังพังลงเรื่อยๆ จนถึงจุดที่เธอสูญเสียความรู้สึกที่ขาในบล็อกสตาร์ตและถูกตัดสิทธิ์จากการแข่งขัน
วันนี้เธอลุกจากเตียงได้แค่เพื่อกินอาหารและเข้าห้องน้ำ ตลอดปีออกจากบ้านเพียง 5 ครั้งเท่านั้น การเดินทางไปตรวจเลือดครั้งหนึ่งเคยทำให้อาการทรุดจนต้องนอนพักฟื้นต่อเนื่องหลายเดือน เธอเล่าว่าโรคนี้ไม่ใช่ความเหนื่อยธรรมดา แต่เหมือนร่างกายทั้งระบบกำลังปิดตัวลงและรู้สึกเหมือนอยู่ห่างจากความตายเพียงไม่กี่วัน ความจริงที่โหดร้ายคือจากคนที่เคยรู้จักการฝึกซ้อมวันละหลายชั่วโมง วันนี้การพูดคุยเพียง 30 นาทีก็อาจทำให้อาการทรุดลากยาวไปถึงปีหน้าได้

โรค ME หลังติดโควิด คืออะไร ทำไมกิจกรรมเล็กน้อยถึงทำให้ทรุด
ME หรือ ME/CFS เป็นโรคเรื้อรังที่ซับซ้อน ผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนเพลียรุนแรงยาวนาน การพักผ่อนไม่ทำให้อาการกลับเป็นปกติ อาการไม่ได้มีแค่เหนื่อย แต่รวมถึงสมองล้า ความจำแย่ นอนแล้วไม่สดชื่น ปวดกล้ามเนื้อและข้อ เวียนศีรษะเมื่อยืน ปวดศีรษะหรือเจ็บคอ ไวต่อแสงเสียงกลิ่น และมีปัญหาระบบย่อยอาหาร ที่น่ากลัวที่สุดคือ Post-exertional malaise หรือ PEM ซึ่งหมายถึงอาการทรุดลงหลังใช้แรงทางกายหรือสมองแม้เพียงเล็กน้อย เช่น พูดคุย อ่านหนังสือ นั่งตัวตรง หรือเดินทางไปพบแพทย์
ผู้ป่วยเรียกช่วงทรุดว่าแครช ซึ่งอาจเกิดทันทีหรือหลายชั่วโมงหลังทำกิจกรรม และยืดเยื้อได้ตั้งแต่ 1 ถึง 2 วันไปจนถึงหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน ผู้ป่วยบางคนยังทำงานได้ แต่ผู้ป่วยรุนแรงอาจลุกจากเตียงไม่ได้และต้องพึ่งพาผู้อื่นตลอดเวลา ในกรณีเบธ ด็อบบิน เธอใช้ชีวิตบนเตียงมากกว่า 22 ชั่วโมงต่อวันและออกจากบ้านได้เพียง 5 ครั้งในหนึ่งปี ประโยคที่สะท้อนความโหดร้ายของโรคนี้ชัดเจนที่สุดคือคำพูดของเธอว่า “มันเหมือนร่างกายทุกส่วนกำลังหยุดทำงาน และรู้สึกเหมือนตัวเองอยู่ห่างจากความตายเพียงไม่กี่วัน”

ระบบแพทย์ที่ไม่พร้อม และคำถามใหญ่ต่อวงการกีฬา
แม้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญหลายรายจะวินิจฉัยตรงกันว่าเธอป่วยเป็นโรค ME และยืนยันว่าปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด แต่เส้นทางสู่การวินิจฉัยกลับเต็มไปด้วยช่องโหว่ เบธต้องพบแพทย์ 4 ถึง 5 คนเพราะอาการกระทบหลายระบบในร่างกาย และต้องรอถึง 22 เดือนกว่าจะได้พบผู้เชี่ยวชาญแบบต่อหน้าผ่านระบบเอกชน หลังสิทธิสนับสนุนจากสมาคมกรีฑาสิ้นสุดลง นี่คือหลักฐานว่าระบบแพทย์ยังไม่มีแนวทางเฉพาะสำหรับ Long COVID นักกีฬา ที่พัฒนาไปเป็น ME
ความล่าช้าและการขาดโปรโตคอลเฉพาะทางทำให้ทั้งนักกีฬาและครอบครัวต้องรับภาระเอง ครอบครัวของเบธยอมรับว่าพร้อมพาเธอไปรักษาที่ไหนก็ได้ แต่ปัญหาคือยังไม่มีวิธีรักษาที่พิสูจน์แล้วว่าสามารถทำให้โรคหายขาด ขณะเดียวกัน เธอต้องเผชิญกับทัศนคติที่มองว่า ME เป็นเพียงความเหนื่อยหรือเรื่องคิดมาก ทั้งที่ผู้ป่วยระดับรุนแรงอาจลุกจากเตียงไม่ได้และต้องพึ่งพาผู้อื่นตลอดเวลา นี่ไม่ใช่แค่ปัญหาสุขภาพรายบุคคล แต่คือความล้มเหลวเชิงโครงสร้างที่วงการแพทย์และกีฬาไม่ควรเพิกเฉย
อนาคตที่ยังไม่ชัด แต่ความหวังอยู่ที่งานวิจัย Long COVID
แม้อนาคตของเบธในตอนนี้จะดูมืดมน เธอยังฝากความหวังไว้กับงานวิจัยเกี่ยวกับภาวะ Long COVID เพราะอาการหลายอย่างทับซ้อนกับโรค ME และการระบาดใหญ่ทำให้วงการแพทย์หันมาสนใจโรคเรื้อรังหลังการติดเชื้อมากขึ้น เธอหวังว่างานวิจัยเหล่านี้จะเปิดทางสู่การรักษาที่มีประสิทธิภาพมากกว่าการประคองอาการในปัจจุบัน น้องสาวของเธอ เฟย์ ด็อบบิน เตรียมลงแข่งยอร์กเชียร์มาราธอนเพื่อระดมทุนให้กับองค์กร ME Research UK ซึ่งเป็นหนึ่งในไม่กี่สิ่งที่ครอบครัวทำได้เพื่อผลักดันการวิจัย
กรณีนี้ควรเป็นสัญญาณเตือนให้วงการกีฬาและสาธารณสุขเร่งสร้างแนวทางดูแลนักกีฬาหลังติดโควิด ตั้งแต่การคัดกรองอาการ Long COVID ไปจนถึงการเฝ้าระวังโรค ME myalgic encephalomyelitis ในระยะยาว หากเรายังมองโรคนี้เป็นแค่ความเหนื่อยที่พักแล้วหาย เราอาจต้องเห็นนักกีฬาชั้นยอดอีกหลายคนเดินตามรอยเบธ ด็อบบิน จากลู่วิ่งสู่เตียงคนไข้โดยไม่จำเป็น การยอมรับความรุนแรงของโรคและลงทุนในงานวิจัยตั้งแต่วันนี้ คือทางเดียวที่จะหยุดไม่ให้เรื่องราวแบบนี้กลายเป็นเรื่องปกติใหม่ของวงการกีฬา







