เซนได 1 วัน เดินเล่นให้สุดในตัวเมือง
ใครมีเวลาเที่ยวเซนไดแค่วันเดียว แต่อยากเก็บทั้งแลนด์มาร์ก ทั้งวิวใบไม้เปลี่ยนสี แถมยังได้ช้อปย่านดังครบ ๆ บอกเลยว่า ทำได้จริง แค่จัดแพลนดี ๆ หน่อย
ทริปนี้พาเดินเล่นในตัวเมืองเซนได (Sendai) แห่งจังหวัดมิยางิ (Miyagi) เน้นเที่ยวแบบสบาย ๆ ไม่เร่งมาก เก็บครบทั้ง
ปราสาทเซนได หรือปราสาทอาโอบะ (Sendai / Aoba Castle)
เดินชมธรรมชาติและพิพิธภัณฑ์รอบ ๆ ปราสาท
ปิดท้ายด้วยย่านช้อปปิ้งชื่อดังอย่าง Ichibancho และถนน Jozenji-Dori
ระหว่างทางยังมีตัวช่วยเดินทางสุดคุ้มอย่าง รถบัส Loople Sendai ที่ออกแบบมาเพื่อสายเที่ยวโดยเฉพาะ แต่ในรีวิวนี้จะลองเที่ยวแนวเดินเท้า + รถไฟธรรมดาให้ดู ว่าไม่ใช้พาสก็เอาอยู่เหมือนกัน
รู้จัก Loople Sendai รถบัสวนรอบเมืองสำหรับสายเที่ยว
Loople Sendai คืออะไร?
Loople Sendai คือรถบัสท่องเที่ยวที่วิ่งวนรอบเมืองเซนได แวะตามจุดท่องเที่ยวสำคัญ ๆ เช่น
สถานีเซนได (Sendai Station)
ปราสาทเซนได / Aoba Castle
พิพิธภัณฑ์เมืองเซนได (Sendai City Museum)
ย่านช้อปปิ้งต่าง ๆ
สวนและวัดในเมือง
ขึ้นคันเดียววนไปทั้งวันได้แบบไม่ต้องกังวลเรื่องเส้นทาง เหมาะกับคนที่อยากเก็บหลายจุดแบบไม่เดินเยอะ
จุดขึ้นรถที่สถานี Sendai
จุดขึ้นรถหลักจะอยู่ที่ Bus Stop No.16 ฝั่ง West Exit ของสถานี Sendai ใกล้ ๆ กันจะมี Window Ticket สำหรับซื้อตั๋วหรือพาสต่าง ๆ
วิธีขึ้นรถ Loople Sendai
การโดยสารใช้งานไม่ยากเลย
ขึ้นรถทางประตูกลาง
ลงรถทางประตูหน้า
ตอนลงให้โชว์พาสให้คนขับ หรือจ่ายเงินตอนนั้นเลย
สามารถใช้บัตร IC เช่น icsca, Suica, PASMO แตะจ่ายเงินได้ที่เครื่องอ่าน
ค่าโดยสารต่อเที่ยว (แบบปกติ)
ผู้ใหญ่ (12 ปีขึ้นไป): 260 เยน
เด็ก: 130 เยน
เหมาะกับคนที่นั่งไม่กี่รอบ หรือเน้นไปแค่บางจุด แต่ถ้าจะขึ้นหลายรอบ พาสรายวันคุ้มกว่าเยอะ
Loople Sendai Pass นั่งกี่รอบก็ได้ใน 1 วัน
Loople Sendai Pass คืออะไร?
Loople Sendai Pass เป็นบัตรเหมาจ่าย 1 วันสำหรับขึ้นรถบัสที่ร่วมรายการได้ไม่จำกัดรอบ ภายใน 1 วัน เหมาะกับสายเที่ยวจัดหนักที่อยากแวะหลายจุดในเมือง
ประเภทพาสหลัก ๆ มี 2 แบบ
พาสสำหรับ รถบัส Loople Sendai อย่างเดียว
พาสสำหรับ รถบัส Loople Sendai + รถไฟใต้ดิน
ถ้าตั้งใจเที่ยวทั้งวันและย้ายหลายโซนในเมือง การซื้อพาสถือว่า ช่วยเซฟงบเดินทางได้เยอะ
ราคา One-Day Loople Sendai Pass
ใช้ได้กับรถบัส Loople Sendai เท่านั้น ไม่ครอบคลุมรถบัสท้องถิ่นสายอื่น
ผู้ใหญ่ (12 ปีขึ้นไป): 630 เยน
เด็ก: 320 เยน
ราคา One-Day Pass for Loople Sendai Bus and Subway
พาสตัวนี้ใช้ได้กับ
รถบัส Loople Sendai
รถไฟใต้ดินสาย Tozai Subway Line
รถไฟใต้ดินสาย Namboku Subway Line
ไม่สามารถใช้กับรถบัสหรือรถไฟท้องถิ่นสายอื่น
ผู้ใหญ่ (12 ปีขึ้นไป): 920 เยน
เด็ก: 40 เยน
ถ้าแพลนเที่ยวทั้งปราสาท ทั้งตัวเมือง ทั้งย่านช้อปปิ้ง พาสตัวนี้เป็นตัวเลือกที่น่ามองมาก
ตารางเดินรถ Loople Sendai
รถเที่ยวแรกออกจากสถานี Sendai เวลา 9:00 น. และเที่ยวสุดท้ายช่วง 16:00 น.
ตารางเดินรถแบ่งเป็น 2 แบบ
วันธรรมดา: รถวิ่งทุก ๆ 20 นาที
วันเสาร์–อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์: รถวิ่งทุก ๆ 15 นาที
ตารางเดินรถวันธรรมดา (อัปเดต 1 กันยายน 2025)
ตารางเดินรถวันเสาร์–อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ (อัปเดต 1 กันยายน 2025)
ใครจะใช้บริการ แนะนำให้เช็กให้ดีว่าเป็นวันธรรมดา เสาร์–อาทิตย์ หรือวันหยุดนักขัตฤกษ์ เพราะความถี่ของรถจะแตกต่างกันเล็กน้อย จะได้กะเวลาเดินทางถูก
รีวิวเที่ยวเซนได 1 วันแบบเดินเท้า + รถไฟธรรมดา
หลายคนอาจเคยเห็นแพลนเที่ยวที่ใช้พาสหรือขึ้นบัสวนทั้งวันแล้ว แต่ทริปนี้ขอลองแนว ไม่ใช้พาส เน้นนั่งรถไฟปกติ แล้วที่เหลือใช้สองเท้าเดินชมเมือง
ข้อดีคือ
ได้เดินชมบรรยากาศจริง ๆ ของเมือง
แวะจุดเล็ก ๆ ริมทางได้ตามใจ
เหมาะกับคนที่ชอบเดินเล่นในเมืองและชอบเก็บดีเทล
จุดเริ่มต้นทริปนี้คือ สถานี Sendai โดยเป้าหมายแรกคือ Aoba Castle / Sendai Castle ปราสาทเก่าของเมืองที่แม้ตัวปราสาทจะไม่เหลืออยู่แล้ว แต่บริเวณรอบ ๆ ยังเป็นจุดชมวิวและชมใบไม้เปลี่ยนสีที่ได้รับความนิยมมาก
การเดินทางด้วยรถไฟ
นั่งรถไฟใต้ดินสาย Tozai Line จาก สถานี Sendai – สถานี International Center
ถ้าใครมี One-Day Pass for Loople Sendai Bus and Subway ก็สามารถใช้พาสตัวนี้ขึ้นสาย Tozai ได้เลย
ในทริปนี้เลือก ไม่ใช้พาส เดินทางแบบจ่ายปกติ ค่าโดยสาร 210 เยน (จะใช้บัตร IC หรือซื้อตั๋วกระดาษก็ได้)
รถไฟสาย Tozai Line จะมีสีประจำสายคือสีฟ้า พอถึงชานชาลาให้มองหาป้ายที่บอกลำดับสถานีให้ดี ฝั่งที่ต้องขึ้นคือ
ขบวน for Yagiyama Zoological Park
ขึ้นที่ ชานชาลาหมายเลข 4
แค่ประมาณ 5 นาทีก็ถึง สถานี International Center แล้ว จากตรงนี้เป้าหมายของเราคือ
ทางไป Site of Sendai Castle
ให้ออกทาง South Exit 1 จะใกล้สุด
International Center Station ภายนอกดูคล้ายอาคารจัดแสดงหรือพิพิธภัณฑ์มากกว่าสถานีรถไฟ เพราะด้านนี้อยู่ในบริเวณของ Sendai International Center พอออกมาก็จะเข้าสู่พื้นที่ของ Center เลยทันที
จากตรงนี้เริ่มได้เดินชมใบไม้แดงตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงทางขึ้นปราสาท คนที่สนใจพิพิธภัณฑ์ สามารถแวะที่ Sendai City Museum ได้ด้วย หากตั้งใจใช้พาสเดินทางทั้งรถบัสและรถไฟ ก็สามารถเลือก One-Day Pass for Loople Sendai Bus and Subway ให้คุ้มที่สุดได้
ระหว่างเดินอย่าลืมมองหาป้ายบอกทาง ใครมีเวลามากก็เดินแวะเกือบทุกจุดได้เลย แถมยังได้ถือโอกาสเดินเล่นออกกำลังกายไปในตัว วันหนึ่งเดินสัก 2–3 กิโลเมตรในญี่ปุ่นถือว่าเป็นระยะกำลังดีสำหรับสายเดินเที่ยว
Sendai International Center
เดินชมบรรยากาศไปสักพักจะเจอ Sendai International Center ซึ่งมักใช้จัดงานสัมมนา งานให้ความรู้ หรืออบรมต่าง ๆ บรรยากาศแถวนี้สงบแต่มีชีวิตชีวาแบบคนเมืองเรียนและทำงาน
เดินเลย Center ไปจะเริ่มเห็นป้ายบอกทางไป Site of Sendai Castle หรือบริเวณปราสาทเซนได แปลว่าปลายทางบนเขาอยู่ไม่ไกลแล้ว
ถ้าใครอยากแวะ Sendai City Museum ต้องเดินเพิ่มอีกนิด แต่ยังอยู่ในโซนเดียวกัน เดินประมาณ 5–10 นาทีก็ถึง ถือว่าไม่ไกลสำหรับสายเดินเล่นชมเมือง
บริเวณทางขึ้นปราสาทเต็มไปด้วยบรรยากาศใบไม้เปลี่ยนสี ต้นเมเปิลขึ้นกระจายอยู่ทั่ว ไม่เหมือนฝั่งคันโตรอบ ๆ โตเกียวที่มักเป็นต้นแปะก๊วยสีเหลืองล้วน ที่นี่จึงมีโทนสีใบไม้ที่หลากหลาย สดกว่าพิเศษ
เดินเลียบถนนขึ้นเขามาจะเจอลานกว้าง มีบริการจักรยานให้เช่ารายวัน แต่ระบบจ่ายเงินจะใช้การแตะบัตรเฉพาะประเภท ถ้ามีแค่ Suica อาจใช้กับจักรยานบางแบบไม่ได้ ต้องเช็กก่อน ไม่งั้นได้แต่ยืนมองจักรยานอย่างหงอย ๆ
ปากทางเข้าสวนและทางเดินเล่นที่เชื่อมไปยังทางขึ้นปราสาทเซนได สวยงามมากจนเผลอหยุดถ่ายรูปหลายรอบ
Sendai Castle (Aoba Castle) และวิวเมืองมุมสูง
เมื่อเดินทะลุลานกว้าง จะเจอทางขึ้นไปยังบริเวณปราสาท ซึ่งก็คือทางขึ้นเขานั่นเอง บริเวณนี้มีแผนที่ทางเดินบอกชัดเจน และมีทั้งทางเดินรถและทางเดินเท้า เรียกว่าเดินขึ้นไปแบบไม่ต้องกลัวหลง แถมได้ซึมซับวิวใบไม้แดงไปตลอดทาง คนที่เลือกนั่งรถบัสอาจไม่ได้สัมผัสบรรยากาศช่วงนี้เท่าคนเดินเท้า
ใกล้ถึงด้านบนจะเห็นรถ Loople Bus มาจอดที่ป้ายตรงบันไดขึ้นปราสาทพอดี ใครไม่อยากเดิน หรือมีเวลาจำกัด ก็สามารถเลือกนั่งบัสมาลงใกล้ ๆ ได้เลย
สำหรับสายเดินลุยตั้งแต่ด้านล่าง พอขึ้นมาถึงฐานกำแพงปราสาทก็อดไม่ได้ที่จะต้องหยุดถ่ายรูปกับกำแพงหินสูงใหญ่ สเกลจริง ๆ ใหญ่กว่าที่คิดมาก
บนกำแพงหินก็คือพื้นที่ Site of Sendai Castle หรือที่รู้จักกันในชื่อ ปราสาทอาโอบะ (Aoba Castle) ปัจจุบันตัวอาคารปราสาทจริง ๆ ถูกทำลายไปแล้ว และไม่ได้มีการสร้างขึ้นใหม่เหมือนปราสาทหลายแห่งในญี่ปุ่น จึงเหลือเป็นเพียง ลานกว้างบนฐานหิน
แต่ความพิเศษคือ แต่ละจุดบนพื้นจะมีแผ่นเหล็กสลักบอกว่า พื้นที่ที่เรายืนอยู่เคยเป็นส่วนไหนของปราสาทในอดีต จึงเป็นการเที่ยวที่ต้องใช้จินตนาการย้อนยุคกันเล็กน้อย
ถึงแม้ตัวปราสาทไม่เหลืออยู่ แต่บรรยากาศไม่ได้เงียบเหงา เพราะมีคุณลุงคุณอาแต่งชุดนักรบและตัวละครยุคโบราณมาคอยโพสท่าให้ถ่ายรูป บางครั้งยังพูดบทแบบภาษาย้อนยุคเพิ่มอารมณ์ ทำให้เหมือนเราได้หลุดเข้าไปอยู่ในญี่ปุ่นสมัยก่อนจริง ๆ
ไฮไลท์สำคัญอีกจุดคืออนุสาวรีย์ของ Date Masamune (伊達 政宗) ไดเมียวผู้มีฉายาว่า “มังกรตาเดียว” โดดเด่นทั้งภาพลักษณ์และบทบาททางการทูตในยุคนั้น ถึงขั้นเคยเขียนจดหมายภาษาละตินถึงสมเด็จพระสันตะปาปาปอลที่ 5 เลยทีเดียว
จากบริเวณ Aoba Castle สามารถมองเห็น วิวเมืองเซนไดจากมุมสูง ได้แบบเต็มตา เมืองใหญ่แต่โอบล้อมด้วยต้นไม้และธรรมชาติ เป็นภาพที่ทำให้เข้าใจเลยว่าทำไมหลายคนถึงหลงรักเซนได
Gokoku Shrine และ Aoba Castle Museum
ในบริเวณเดียวกับ Aoba Castle ยังมี Gokoku Shrine ซึ่งใช้พื้นที่เป็น Aoba Castle Museum ด้วย ทำให้ที่นี่เป็นทั้ง
จุดไหว้ศาลเจ้า
และพิพิธภัณฑ์เล่าเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับปราสาทและพื้นที่โดยรอบ
การเข้าชมโซนพิพิธภัณฑ์จะมีค่าใช้จ่าย ดังนี้
ค่าเข้าชมพิพิธภัณฑ์
ผู้ใหญ่และนักศึกษามหาวิทยาลัย: 770 เยน
นักเรียนมัธยมปลายและมัธยมต้น: 550 เยน
นักเรียนประถม: 330 เยน
ช่วงเวลาเปิดทำการ
9:00 – 17:00 น. (ช่วงต้นพฤศจิกายนถึงมีนาคม ปิดเร็วขึ้นเป็น 16:00 น.)
สามารถเข้าประตูได้ถึงก่อนเวลาปิด 30 นาที
นอกจากป้ายเอมะสำหรับเขียนคำขอพรแบบทั่วไป ยังมีลูกน้ำเต้าให้เขียนข้อความแล้วนำไปแขวน เป็นอีกหนึ่งกิมมิกที่ทำให้มุมขอพรดูสวยแปลกตา
ผ่านมหาวิทยาลัย Tohoku University และบรรยากาศใบไม้แดง
Tohoku University Centennial Hall
หลังจากเดินลงจากเขาของ Aoba Castle เส้นทางจะพาเราผ่าน Centennial Hall ของ Tohoku University ซึ่งในระหว่างทางก็ยังเต็มไปด้วยต้นไม้และสีสันใบไม้เปลี่ยนสีให้ชมแบบไม่ขาดตอน
มหาวิทยาลัยในญี่ปุ่นหลายแห่งมักมีต้นไม้สวย ๆ ที่เปลี่ยนไปตามฤดูกาล ทำให้การเดินผ่านมหาวิทยาลัยกลายเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ของการเดินเที่ยวเมืองไปโดยปริยาย
กว่าจะเดินลงมาจากปราสาทและแวะตามจุดต่าง ๆ ก็ล่วงเข้าบ่ายสาม–บ่ายสี่ แสงเริ่มน้อยลงอย่างรวดเร็ว แต่สีสันของใบไม้เปลี่ยนสียังทำให้เมืองดูมีเสน่ห์ทุกครั้งที่เดินผ่าน
เดินต่อสู่สวน Nishi Koen Park และถนน Jozenji-Dori
สวน Nishi Koen Park และถนน Jozenji-Dori
เมื่อพระอาทิตย์ใกล้ลับฟ้า ก็ได้เวลาเริ่มทยอยกลับเข้าโซนตัวเมืองและสถานี ใครไม่อยากเดินไกลก็เลือกนั่งรถบัสหรือรถไฟกลับได้ แต่ถ้ายังพอมีแรงเดิน ทริปนี้จะพาเดินต่อไปแบบชิล ๆ
ระหว่างทางเจอ สวน Nishi Koen Park ที่รายล้อมด้วยต้นแปะก๊วยสีเหลืองทอง และบรรยากาศใบไม้ร่วงในยามค่ำคืน ภายในสวนมีการเปิดไฟเพิ่มความสว่างและความโรแมนติก ทำให้เดินเล่นได้แบบไม่รู้สึกเบื่อ
จากสวนสามารถเดินเชื่อมไปยังถนนสายช้อปปิ้งชื่อดัง Jozenji-Dori ซึ่งเกาะกลางถนนจะเต็มไปด้วยต้นไม้เรียงรายหลายกิโลเมตร ช่วงใบไม้เปลี่ยนสีจะสวยเป็นพิเศษ แต่ถ้าจะมาช่วงเย็นค่ำ ต้องยอมรับว่าค่อนข้างมืด แนะนำให้มาช่วงกลางวันจะได้เห็นความสวยแบบเต็ม ๆ
Sendai Mediatheque อาคารไร้เสาในตำนานบนถนน Jozenji-Dori
หนึ่งในจุดที่น่าสนใจบนถนน Jozenji-Dori คือ Sendai Mediatheque อาคารอเนกประสงค์ที่รวมทั้ง
ห้องสมุด
พื้นที่จัดแสดงงานศิลปะ
อาคารนี้ออกแบบโดย Toyo Ito และมีชื่อเสียงในฐานะอาคาร “ไร้เสา” ที่คว้ารางวัลมาแล้วมากมาย ใครชอบงานสถาปัตย์หรืออาคารแปลกตา แนะนำว่าควรหาโอกาสเข้าไปชมสักครั้ง แล้วจะตั้งคำถามเหมือนกันว่า “อยู่ได้ยังไงถ้าไม่มีเสา?”
ปิดท้ายที่ย่าน Ichibancho สวรรค์สายช้อป
ถนน Ichibancho เป็นถนนช้อปปิ้งเส้นยาวหลายร้อยเมตร เต็มไปด้วยร้านค้ามากมายหลากหลายประเภท และยังเชื่อมต่อกับถนนช้อปปิ้งเส้นอื่น ๆ อีกหลายสาย ทำให้สามารถเดินช้อปได้แบบไม่รู้จบในโซนเดียว
ย่านนี้อยู่ใกล้สถานี Aoba-Dori Ichibancho และมีบรรยากาศคึกคักแทบทั้งวัน โดยเฉพาะช่วง พฤศจิกายน–ธันวาคม ที่จะมีการประดับไฟทั่วทางเดิน กลายเป็นมู้ดคริสต์มาสแบบเต็มรูปแบบ
บรรยากาศย่านช้อปปิ้ง Ichibancho
Silver Accessory SAAD
Sunmall Ichibancho
นอกจาก Ichibancho แล้วยังมีถนนสายอื่นที่เชื่อมต่อกันอีกหลายเส้น เดินเพลิน ๆ มีโอกาสหลงได้เหมือนกัน ถ้าเริ่มไม่แน่ใจทาง แนะนำให้คอยสังเกตป้ายสถานีรถไฟที่ใกล้ที่สุดเป็นหลัก แล้วค่อยไล่กลับที่พัก จะช่วยเซฟเวลาและแรงขาได้เยอะ
บรรยากาศของเซนไดโดยรวมให้ความรู้สึกคล้ายเมืองใหญ่ที่ยังผสมกลิ่นอายธรรมชาติอย่างลงตัว มีทั้ง
สถานีชินคันเซ็นขนาดใหญ่
พื้นที่สีเขียวและสวนกระจายอยู่ทั่วเมือง
เดินทางออกจากตัวเมืองไม่กี่นาทีก็สัมผัสธรรมชาติได้
จังหวัดยังติดทะเล ทำให้ได้บรรยากาศหลากหลายรูปแบบในทริปเดียว
สรุปทริป: เดินเล่นเซนได 1 วันให้คุ้มทุกก้าว
หนึ่งวันในเซนไดสามารถจัดให้ ครบทั้งธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ และช้อปปิ้ง ได้จริง ๆ
ในทริปนี้ได้ทั้ง
ชมใบไม้เปลี่ยนสีรอบ ๆ ปราสาทและมหาวิทยาลัย
ขึ้นเขาไปสัมผัสบรรยากาศ Site of Sendai Castle และวิวเมืองจาก Aoba Castle
ไหว้ศาลเจ้าและแวะพิพิธภัณฑ์ในพื้นที่เดียวกัน
ปิดท้ายด้วยการเดินเล่นและช้อปปิ้งในย่าน Ichibancho และถนน Jozenji-Dori
แต่ละคนอาจชอบแนวเที่ยวไม่เหมือนกัน บางคนอาจเน้นพิพิธภัณฑ์ บางคนอาจเน้นถ่ายรูปใบไม้แดง หรือบางคนอาจตั้งใจมาช้อปอย่างเดียว ทริปแบบเดินเที่ยวในเมืองเซนได 1 วันนี้จึงสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสไตล์ของตัวเอง
ถ้าคุณชอบเมืองที่เดินสนุก มีธรรมชาติรายล้อม และมีสีสันให้ค้นหาในทุกมุม เซนไดคือหนึ่งในเมืองที่ควรลองมาเดินเที่ยวด้วยตัวเองสักครั้ง

