รับแอปรับแอป

ตะลุยเซนได 1 วัน: นั่งบัส ชมปราสาท เดินช้อปย่านฮิตแบบไม่ง้อพาส

พีรวิชญ์ สุวรรณดี01-30

เซนได 1 วัน เดินเล่นให้สุดในตัวเมือง

ใครมีเวลาเที่ยวเซนไดแค่วันเดียว แต่อยากเก็บทั้งแลนด์มาร์ก ทั้งวิวใบไม้เปลี่ยนสี แถมยังได้ช้อปย่านดังครบ ๆ บอกเลยว่า ทำได้จริง แค่จัดแพลนดี ๆ หน่อย

ทริปนี้พาเดินเล่นในตัวเมืองเซนได (Sendai) แห่งจังหวัดมิยางิ (Miyagi) เน้นเที่ยวแบบสบาย ๆ ไม่เร่งมาก เก็บครบทั้ง

  • ปราสาทเซนได หรือปราสาทอาโอบะ (Sendai / Aoba Castle)

  • เดินชมธรรมชาติและพิพิธภัณฑ์รอบ ๆ ปราสาท

  • ปิดท้ายด้วยย่านช้อปปิ้งชื่อดังอย่าง Ichibancho และถนน Jozenji-Dori

ระหว่างทางยังมีตัวช่วยเดินทางสุดคุ้มอย่าง รถบัส Loople Sendai ที่ออกแบบมาเพื่อสายเที่ยวโดยเฉพาะ แต่ในรีวิวนี้จะลองเที่ยวแนวเดินเท้า + รถไฟธรรมดาให้ดู ว่าไม่ใช้พาสก็เอาอยู่เหมือนกัน

รู้จัก Loople Sendai รถบัสวนรอบเมืองสำหรับสายเที่ยว

Loople Sendai คืออะไร?

Loople Sendai คือรถบัสท่องเที่ยวที่วิ่งวนรอบเมืองเซนได แวะตามจุดท่องเที่ยวสำคัญ ๆ เช่น

  • สถานีเซนได (Sendai Station)

  • ปราสาทเซนได / Aoba Castle

  • พิพิธภัณฑ์เมืองเซนได (Sendai City Museum)

  • ย่านช้อปปิ้งต่าง ๆ

  • สวนและวัดในเมือง

ขึ้นคันเดียววนไปทั้งวันได้แบบไม่ต้องกังวลเรื่องเส้นทาง เหมาะกับคนที่อยากเก็บหลายจุดแบบไม่เดินเยอะ

จุดขึ้นรถที่สถานี Sendai

จุดขึ้นรถหลักจะอยู่ที่ Bus Stop No.16 ฝั่ง West Exit ของสถานี Sendai ใกล้ ๆ กันจะมี Window Ticket สำหรับซื้อตั๋วหรือพาสต่าง ๆ

วิธีขึ้นรถ Loople Sendai

การโดยสารใช้งานไม่ยากเลย

  • ขึ้นรถทางประตูกลาง

  • ลงรถทางประตูหน้า

  • ตอนลงให้โชว์พาสให้คนขับ หรือจ่ายเงินตอนนั้นเลย

  • สามารถใช้บัตร IC เช่น icsca, Suica, PASMO แตะจ่ายเงินได้ที่เครื่องอ่าน

ค่าโดยสารต่อเที่ยว (แบบปกติ)

  • ผู้ใหญ่ (12 ปีขึ้นไป): 260 เยน

  • เด็ก: 130 เยน

เหมาะกับคนที่นั่งไม่กี่รอบ หรือเน้นไปแค่บางจุด แต่ถ้าจะขึ้นหลายรอบ พาสรายวันคุ้มกว่าเยอะ

Loople Sendai Pass นั่งกี่รอบก็ได้ใน 1 วัน

Loople Sendai Pass คืออะไร?

Loople Sendai Pass เป็นบัตรเหมาจ่าย 1 วันสำหรับขึ้นรถบัสที่ร่วมรายการได้ไม่จำกัดรอบ ภายใน 1 วัน เหมาะกับสายเที่ยวจัดหนักที่อยากแวะหลายจุดในเมือง

ประเภทพาสหลัก ๆ มี 2 แบบ

  • พาสสำหรับ รถบัส Loople Sendai อย่างเดียว

  • พาสสำหรับ รถบัส Loople Sendai + รถไฟใต้ดิน

ถ้าตั้งใจเที่ยวทั้งวันและย้ายหลายโซนในเมือง การซื้อพาสถือว่า ช่วยเซฟงบเดินทางได้เยอะ

ราคา One-Day Loople Sendai Pass

ใช้ได้กับรถบัส Loople Sendai เท่านั้น ไม่ครอบคลุมรถบัสท้องถิ่นสายอื่น

  • ผู้ใหญ่ (12 ปีขึ้นไป): 630 เยน

  • เด็ก: 320 เยน

ราคา One-Day Pass for Loople Sendai Bus and Subway

พาสตัวนี้ใช้ได้กับ

  • รถบัส Loople Sendai

  • รถไฟใต้ดินสาย Tozai Subway Line

  • รถไฟใต้ดินสาย Namboku Subway Line

ไม่สามารถใช้กับรถบัสหรือรถไฟท้องถิ่นสายอื่น

  • ผู้ใหญ่ (12 ปีขึ้นไป): 920 เยน

  • เด็ก: 40 เยน

ถ้าแพลนเที่ยวทั้งปราสาท ทั้งตัวเมือง ทั้งย่านช้อปปิ้ง พาสตัวนี้เป็นตัวเลือกที่น่ามองมาก

ตารางเดินรถ Loople Sendai

รถเที่ยวแรกออกจากสถานี Sendai เวลา 9:00 น. และเที่ยวสุดท้ายช่วง 16:00 น.

ตารางเดินรถแบ่งเป็น 2 แบบ

  • วันธรรมดา: รถวิ่งทุก ๆ 20 นาที

  • วันเสาร์–อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์: รถวิ่งทุก ๆ 15 นาที

ตารางเดินรถวันธรรมดา (อัปเดต 1 กันยายน 2025)

ตารางเดินรถวันเสาร์–อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ (อัปเดต 1 กันยายน 2025)

ใครจะใช้บริการ แนะนำให้เช็กให้ดีว่าเป็นวันธรรมดา เสาร์–อาทิตย์ หรือวันหยุดนักขัตฤกษ์ เพราะความถี่ของรถจะแตกต่างกันเล็กน้อย จะได้กะเวลาเดินทางถูก

รีวิวเที่ยวเซนได 1 วันแบบเดินเท้า + รถไฟธรรมดา

หลายคนอาจเคยเห็นแพลนเที่ยวที่ใช้พาสหรือขึ้นบัสวนทั้งวันแล้ว แต่ทริปนี้ขอลองแนว ไม่ใช้พาส เน้นนั่งรถไฟปกติ แล้วที่เหลือใช้สองเท้าเดินชมเมือง

ข้อดีคือ

  • ได้เดินชมบรรยากาศจริง ๆ ของเมือง

  • แวะจุดเล็ก ๆ ริมทางได้ตามใจ

  • เหมาะกับคนที่ชอบเดินเล่นในเมืองและชอบเก็บดีเทล

จุดเริ่มต้นทริปนี้คือ สถานี Sendai โดยเป้าหมายแรกคือ Aoba Castle / Sendai Castle ปราสาทเก่าของเมืองที่แม้ตัวปราสาทจะไม่เหลืออยู่แล้ว แต่บริเวณรอบ ๆ ยังเป็นจุดชมวิวและชมใบไม้เปลี่ยนสีที่ได้รับความนิยมมาก

การเดินทางด้วยรถไฟ

  • นั่งรถไฟใต้ดินสาย Tozai Line จาก สถานี Sendai – สถานี International Center

  • ถ้าใครมี One-Day Pass for Loople Sendai Bus and Subway ก็สามารถใช้พาสตัวนี้ขึ้นสาย Tozai ได้เลย

ในทริปนี้เลือก ไม่ใช้พาส เดินทางแบบจ่ายปกติ ค่าโดยสาร 210 เยน (จะใช้บัตร IC หรือซื้อตั๋วกระดาษก็ได้)

รถไฟสาย Tozai Line จะมีสีประจำสายคือสีฟ้า พอถึงชานชาลาให้มองหาป้ายที่บอกลำดับสถานีให้ดี ฝั่งที่ต้องขึ้นคือ

  • ขบวน for Yagiyama Zoological Park

  • ขึ้นที่ ชานชาลาหมายเลข 4

แค่ประมาณ 5 นาทีก็ถึง สถานี International Center แล้ว จากตรงนี้เป้าหมายของเราคือ

  • ทางไป Site of Sendai Castle

  • ให้ออกทาง South Exit 1 จะใกล้สุด

International Center Station ภายนอกดูคล้ายอาคารจัดแสดงหรือพิพิธภัณฑ์มากกว่าสถานีรถไฟ เพราะด้านนี้อยู่ในบริเวณของ Sendai International Center พอออกมาก็จะเข้าสู่พื้นที่ของ Center เลยทันที

จากตรงนี้เริ่มได้เดินชมใบไม้แดงตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงทางขึ้นปราสาท คนที่สนใจพิพิธภัณฑ์ สามารถแวะที่ Sendai City Museum ได้ด้วย หากตั้งใจใช้พาสเดินทางทั้งรถบัสและรถไฟ ก็สามารถเลือก One-Day Pass for Loople Sendai Bus and Subway ให้คุ้มที่สุดได้

ระหว่างเดินอย่าลืมมองหาป้ายบอกทาง ใครมีเวลามากก็เดินแวะเกือบทุกจุดได้เลย แถมยังได้ถือโอกาสเดินเล่นออกกำลังกายไปในตัว วันหนึ่งเดินสัก 2–3 กิโลเมตรในญี่ปุ่นถือว่าเป็นระยะกำลังดีสำหรับสายเดินเที่ยว

Sendai International Center

เดินชมบรรยากาศไปสักพักจะเจอ Sendai International Center ซึ่งมักใช้จัดงานสัมมนา งานให้ความรู้ หรืออบรมต่าง ๆ บรรยากาศแถวนี้สงบแต่มีชีวิตชีวาแบบคนเมืองเรียนและทำงาน

เดินเลย Center ไปจะเริ่มเห็นป้ายบอกทางไป Site of Sendai Castle หรือบริเวณปราสาทเซนได แปลว่าปลายทางบนเขาอยู่ไม่ไกลแล้ว

ถ้าใครอยากแวะ Sendai City Museum ต้องเดินเพิ่มอีกนิด แต่ยังอยู่ในโซนเดียวกัน เดินประมาณ 5–10 นาทีก็ถึง ถือว่าไม่ไกลสำหรับสายเดินเล่นชมเมือง

บริเวณทางขึ้นปราสาทเต็มไปด้วยบรรยากาศใบไม้เปลี่ยนสี ต้นเมเปิลขึ้นกระจายอยู่ทั่ว ไม่เหมือนฝั่งคันโตรอบ ๆ โตเกียวที่มักเป็นต้นแปะก๊วยสีเหลืองล้วน ที่นี่จึงมีโทนสีใบไม้ที่หลากหลาย สดกว่าพิเศษ

เดินเลียบถนนขึ้นเขามาจะเจอลานกว้าง มีบริการจักรยานให้เช่ารายวัน แต่ระบบจ่ายเงินจะใช้การแตะบัตรเฉพาะประเภท ถ้ามีแค่ Suica อาจใช้กับจักรยานบางแบบไม่ได้ ต้องเช็กก่อน ไม่งั้นได้แต่ยืนมองจักรยานอย่างหงอย ๆ

ปากทางเข้าสวนและทางเดินเล่นที่เชื่อมไปยังทางขึ้นปราสาทเซนได สวยงามมากจนเผลอหยุดถ่ายรูปหลายรอบ

Sendai Castle (Aoba Castle) และวิวเมืองมุมสูง

เมื่อเดินทะลุลานกว้าง จะเจอทางขึ้นไปยังบริเวณปราสาท ซึ่งก็คือทางขึ้นเขานั่นเอง บริเวณนี้มีแผนที่ทางเดินบอกชัดเจน และมีทั้งทางเดินรถและทางเดินเท้า เรียกว่าเดินขึ้นไปแบบไม่ต้องกลัวหลง แถมได้ซึมซับวิวใบไม้แดงไปตลอดทาง คนที่เลือกนั่งรถบัสอาจไม่ได้สัมผัสบรรยากาศช่วงนี้เท่าคนเดินเท้า

ใกล้ถึงด้านบนจะเห็นรถ Loople Bus มาจอดที่ป้ายตรงบันไดขึ้นปราสาทพอดี ใครไม่อยากเดิน หรือมีเวลาจำกัด ก็สามารถเลือกนั่งบัสมาลงใกล้ ๆ ได้เลย

สำหรับสายเดินลุยตั้งแต่ด้านล่าง พอขึ้นมาถึงฐานกำแพงปราสาทก็อดไม่ได้ที่จะต้องหยุดถ่ายรูปกับกำแพงหินสูงใหญ่ สเกลจริง ๆ ใหญ่กว่าที่คิดมาก

บนกำแพงหินก็คือพื้นที่ Site of Sendai Castle หรือที่รู้จักกันในชื่อ ปราสาทอาโอบะ (Aoba Castle) ปัจจุบันตัวอาคารปราสาทจริง ๆ ถูกทำลายไปแล้ว และไม่ได้มีการสร้างขึ้นใหม่เหมือนปราสาทหลายแห่งในญี่ปุ่น จึงเหลือเป็นเพียง ลานกว้างบนฐานหิน

แต่ความพิเศษคือ แต่ละจุดบนพื้นจะมีแผ่นเหล็กสลักบอกว่า พื้นที่ที่เรายืนอยู่เคยเป็นส่วนไหนของปราสาทในอดีต จึงเป็นการเที่ยวที่ต้องใช้จินตนาการย้อนยุคกันเล็กน้อย

ถึงแม้ตัวปราสาทไม่เหลืออยู่ แต่บรรยากาศไม่ได้เงียบเหงา เพราะมีคุณลุงคุณอาแต่งชุดนักรบและตัวละครยุคโบราณมาคอยโพสท่าให้ถ่ายรูป บางครั้งยังพูดบทแบบภาษาย้อนยุคเพิ่มอารมณ์ ทำให้เหมือนเราได้หลุดเข้าไปอยู่ในญี่ปุ่นสมัยก่อนจริง ๆ

ไฮไลท์สำคัญอีกจุดคืออนุสาวรีย์ของ Date Masamune (伊達 政宗) ไดเมียวผู้มีฉายาว่า “มังกรตาเดียว” โดดเด่นทั้งภาพลักษณ์และบทบาททางการทูตในยุคนั้น ถึงขั้นเคยเขียนจดหมายภาษาละตินถึงสมเด็จพระสันตะปาปาปอลที่ 5 เลยทีเดียว

จากบริเวณ Aoba Castle สามารถมองเห็น วิวเมืองเซนไดจากมุมสูง ได้แบบเต็มตา เมืองใหญ่แต่โอบล้อมด้วยต้นไม้และธรรมชาติ เป็นภาพที่ทำให้เข้าใจเลยว่าทำไมหลายคนถึงหลงรักเซนได

Gokoku Shrine และ Aoba Castle Museum

ในบริเวณเดียวกับ Aoba Castle ยังมี Gokoku Shrine ซึ่งใช้พื้นที่เป็น Aoba Castle Museum ด้วย ทำให้ที่นี่เป็นทั้ง

  • จุดไหว้ศาลเจ้า

  • และพิพิธภัณฑ์เล่าเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับปราสาทและพื้นที่โดยรอบ

การเข้าชมโซนพิพิธภัณฑ์จะมีค่าใช้จ่าย ดังนี้

  • ค่าเข้าชมพิพิธภัณฑ์

    • ผู้ใหญ่และนักศึกษามหาวิทยาลัย: 770 เยน

    • นักเรียนมัธยมปลายและมัธยมต้น: 550 เยน

    • นักเรียนประถม: 330 เยน

  • ช่วงเวลาเปิดทำการ

    • 9:00 – 17:00 น. (ช่วงต้นพฤศจิกายนถึงมีนาคม ปิดเร็วขึ้นเป็น 16:00 น.)

    • สามารถเข้าประตูได้ถึงก่อนเวลาปิด 30 นาที

นอกจากป้ายเอมะสำหรับเขียนคำขอพรแบบทั่วไป ยังมีลูกน้ำเต้าให้เขียนข้อความแล้วนำไปแขวน เป็นอีกหนึ่งกิมมิกที่ทำให้มุมขอพรดูสวยแปลกตา

ผ่านมหาวิทยาลัย Tohoku University และบรรยากาศใบไม้แดง

Tohoku University Centennial Hall

หลังจากเดินลงจากเขาของ Aoba Castle เส้นทางจะพาเราผ่าน Centennial Hall ของ Tohoku University ซึ่งในระหว่างทางก็ยังเต็มไปด้วยต้นไม้และสีสันใบไม้เปลี่ยนสีให้ชมแบบไม่ขาดตอน

มหาวิทยาลัยในญี่ปุ่นหลายแห่งมักมีต้นไม้สวย ๆ ที่เปลี่ยนไปตามฤดูกาล ทำให้การเดินผ่านมหาวิทยาลัยกลายเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ของการเดินเที่ยวเมืองไปโดยปริยาย

กว่าจะเดินลงมาจากปราสาทและแวะตามจุดต่าง ๆ ก็ล่วงเข้าบ่ายสาม–บ่ายสี่ แสงเริ่มน้อยลงอย่างรวดเร็ว แต่สีสันของใบไม้เปลี่ยนสียังทำให้เมืองดูมีเสน่ห์ทุกครั้งที่เดินผ่าน

เดินต่อสู่สวน Nishi Koen Park และถนน Jozenji-Dori

สวน Nishi Koen Park และถนน Jozenji-Dori

เมื่อพระอาทิตย์ใกล้ลับฟ้า ก็ได้เวลาเริ่มทยอยกลับเข้าโซนตัวเมืองและสถานี ใครไม่อยากเดินไกลก็เลือกนั่งรถบัสหรือรถไฟกลับได้ แต่ถ้ายังพอมีแรงเดิน ทริปนี้จะพาเดินต่อไปแบบชิล ๆ

ระหว่างทางเจอ สวน Nishi Koen Park ที่รายล้อมด้วยต้นแปะก๊วยสีเหลืองทอง และบรรยากาศใบไม้ร่วงในยามค่ำคืน ภายในสวนมีการเปิดไฟเพิ่มความสว่างและความโรแมนติก ทำให้เดินเล่นได้แบบไม่รู้สึกเบื่อ

จากสวนสามารถเดินเชื่อมไปยังถนนสายช้อปปิ้งชื่อดัง Jozenji-Dori ซึ่งเกาะกลางถนนจะเต็มไปด้วยต้นไม้เรียงรายหลายกิโลเมตร ช่วงใบไม้เปลี่ยนสีจะสวยเป็นพิเศษ แต่ถ้าจะมาช่วงเย็นค่ำ ต้องยอมรับว่าค่อนข้างมืด แนะนำให้มาช่วงกลางวันจะได้เห็นความสวยแบบเต็ม ๆ

Sendai Mediatheque อาคารไร้เสาในตำนานบนถนน Jozenji-Dori

หนึ่งในจุดที่น่าสนใจบนถนน Jozenji-Dori คือ Sendai Mediatheque อาคารอเนกประสงค์ที่รวมทั้ง

  • ห้องสมุด

  • พื้นที่จัดแสดงงานศิลปะ

อาคารนี้ออกแบบโดย Toyo Ito และมีชื่อเสียงในฐานะอาคาร “ไร้เสา” ที่คว้ารางวัลมาแล้วมากมาย ใครชอบงานสถาปัตย์หรืออาคารแปลกตา แนะนำว่าควรหาโอกาสเข้าไปชมสักครั้ง แล้วจะตั้งคำถามเหมือนกันว่า “อยู่ได้ยังไงถ้าไม่มีเสา?”

ปิดท้ายที่ย่าน Ichibancho สวรรค์สายช้อป

ถนน Ichibancho เป็นถนนช้อปปิ้งเส้นยาวหลายร้อยเมตร เต็มไปด้วยร้านค้ามากมายหลากหลายประเภท และยังเชื่อมต่อกับถนนช้อปปิ้งเส้นอื่น ๆ อีกหลายสาย ทำให้สามารถเดินช้อปได้แบบไม่รู้จบในโซนเดียว

ย่านนี้อยู่ใกล้สถานี Aoba-Dori Ichibancho และมีบรรยากาศคึกคักแทบทั้งวัน โดยเฉพาะช่วง พฤศจิกายน–ธันวาคม ที่จะมีการประดับไฟทั่วทางเดิน กลายเป็นมู้ดคริสต์มาสแบบเต็มรูปแบบ

บรรยากาศย่านช้อปปิ้ง Ichibancho

Silver Accessory SAAD

Sunmall Ichibancho

นอกจาก Ichibancho แล้วยังมีถนนสายอื่นที่เชื่อมต่อกันอีกหลายเส้น เดินเพลิน ๆ มีโอกาสหลงได้เหมือนกัน ถ้าเริ่มไม่แน่ใจทาง แนะนำให้คอยสังเกตป้ายสถานีรถไฟที่ใกล้ที่สุดเป็นหลัก แล้วค่อยไล่กลับที่พัก จะช่วยเซฟเวลาและแรงขาได้เยอะ

บรรยากาศของเซนไดโดยรวมให้ความรู้สึกคล้ายเมืองใหญ่ที่ยังผสมกลิ่นอายธรรมชาติอย่างลงตัว มีทั้ง

  • สถานีชินคันเซ็นขนาดใหญ่

  • พื้นที่สีเขียวและสวนกระจายอยู่ทั่วเมือง

  • เดินทางออกจากตัวเมืองไม่กี่นาทีก็สัมผัสธรรมชาติได้

  • จังหวัดยังติดทะเล ทำให้ได้บรรยากาศหลากหลายรูปแบบในทริปเดียว

สรุปทริป: เดินเล่นเซนได 1 วันให้คุ้มทุกก้าว

หนึ่งวันในเซนไดสามารถจัดให้ ครบทั้งธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ และช้อปปิ้ง ได้จริง ๆ

ในทริปนี้ได้ทั้ง

  • ชมใบไม้เปลี่ยนสีรอบ ๆ ปราสาทและมหาวิทยาลัย

  • ขึ้นเขาไปสัมผัสบรรยากาศ Site of Sendai Castle และวิวเมืองจาก Aoba Castle

  • ไหว้ศาลเจ้าและแวะพิพิธภัณฑ์ในพื้นที่เดียวกัน

  • ปิดท้ายด้วยการเดินเล่นและช้อปปิ้งในย่าน Ichibancho และถนน Jozenji-Dori

แต่ละคนอาจชอบแนวเที่ยวไม่เหมือนกัน บางคนอาจเน้นพิพิธภัณฑ์ บางคนอาจเน้นถ่ายรูปใบไม้แดง หรือบางคนอาจตั้งใจมาช้อปอย่างเดียว ทริปแบบเดินเที่ยวในเมืองเซนได 1 วันนี้จึงสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสไตล์ของตัวเอง

ถ้าคุณชอบเมืองที่เดินสนุก มีธรรมชาติรายล้อม และมีสีสันให้ค้นหาในทุกมุม เซนไดคือหนึ่งในเมืองที่ควรลองมาเดินเที่ยวด้วยตัวเองสักครั้ง