รับแอปรับแอป

สรุปชัด Apple Watch Ultra 1 vs Ultra 2 เลือกยังไงให้คุ้มที่สุดสำหรับสายลุย

ชาญณรงค์ วัฒนศรี01-31

ภาพรวม: Ultra 1 หรือ Ultra 2 รุ่นไหนคือคู่หูสายลุยของคุณ

Apple Watch Ultra ถูกวางตำแหน่งให้เป็น Smart Watch ระดับโปรสำหรับคนที่จริงจังกับการออกกำลังกาย การผจญภัย และกิจกรรมกลางแจ้งที่ต้องการทั้งความถึก ทน และฟีเจอร์ครบจบในเรือนเดียว

ตอนนี้มีให้เลือกระหว่าง Apple Watch Ultra 1 และ Apple Watch Ultra 2 หลายคนเลยเริ่มลังเลว่าจะเอารุ่นไหนดีถึงจะไม่พลาด มาดูจุดเด่นของแต่ละรุ่นแบบเนื้อ ๆ เน้น ๆ แล้วค่อยตัดสินใจ

Apple Watch Ultra 1: สเปกโหดพร้อมลุยทุกสภาพแวดล้อม

Apple Watch Ultra 1 เปิดตัวในปี 2022 ในฐานะนาฬิกาไฮเอนด์ที่ออกแบบมาเพื่อใช้งานในสถานการณ์โหด ๆ โดยเฉพาะ ทั้งปีนเขา วิ่งเทรล ดำน้ำ หรือทริปผจญภัยหนัก ๆ

ตัวเรือนใช้ไทเทเนียมเกรดอุตสาหกรรมอวกาศ ทำให้ได้ทั้ง ความแข็งแรงและน้ำหนักเบา เหมาะกับคนที่ต้องใส่ทั้งวันแต่ยังต้องการความทนทานระดับโปร

ไฮไลต์สำคัญของ Apple Watch Ultra 1

  • ตัวเรือนไทเทเนียมเกรดอุตสาหกรรมอวกาศ ดีไซน์ดุดัน ทนการกัดกร่อน และปกป้องหน้าปัดด้วยกระจกแซฟไฟร์

  • หน้าจอ Retina LTPO2 OLED แบบติดตลอด ขนาด 49 มม. พื้นที่แสดงผลราว 1,185 ตร.ม. สว่างสูงสุด 2,000 นิต มองเห็นชัดแม้อยู่กลางแจ้ง

  • ใช้ชิป S8 พร้อมโปรเซสเซอร์ Dual‑core 64 บิต รองรับ Bluetooth 5.3 และ Wi‑Fi 2.4GHz / 5GHz

  • แบตเตอรี่อึด ใช้งานได้ราว 36 ชั่วโมง และยืดได้สูงสุดประมาณ 60 ชั่วโมงเมื่อเปิดโหมดประหยัดพลังงาน

  • รองรับการดำน้ำลึกได้ถึง 100 เมตร ผ่านมาตรฐาน EN13319 มาพร้อมเซนเซอร์วัดอุณหภูมิน้ำและตัววัดความลึก เหมาะกับสายดำน้ำจริงจัง แถมทนฝุ่นระดับ IP6X

  • ปุ่ม Action Button ปรับแต่งการใช้งานได้กดง่ายแม้ใส่ถุงมือ ช่วยให้สั่งงานได้คล่องตัวมากขึ้น

สรุปง่าย ๆ Ultra 1 คือรุ่นพร้อมลุยที่เน้นความทนทาน ฟีเจอร์ครบ และยังตอบโจทย์การใช้งานหนัก ๆ ได้สบาย

Apple Watch Ultra 2: ยกระดับความแรง เพิ่มความฉลาดให้ทันยุค

หลังจาก Ultra 1 ได้รับกระแสดีมาก Apple ก็ปล่อย Apple Watch Ultra 2 ตามมา โดยอัปเกรดทั้งภายในและภายนอกให้ตอบโจทย์คนสายลุยยุคใหม่ที่ต้องการทั้งความแรงและความฉลาดในเรือนเดียว

ด้วยชิปใหม่ หน้าจอสว่างขึ้น ฟีเจอร์ตรวจสุขภาพที่ลึกขึ้น และฟีเจอร์ควบคุมแบบใหม่ ทำให้ Ultra 2 กลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนที่อยากได้ของแรงสุดในไลน์นี้

ไฮไลต์สำคัญของ Apple Watch Ultra 2

  • หน้าจอ Retina LTPO2 OLED แบบติดตลอด ความละเอียด 326 พิกเซลต่อนิ้ว ความสว่างสูงสุดพุ่งไปถึง 3,000 นิต อ่านได้สบายตาแม้อยู่กลางแดดจัด

  • ใช้ชิป S9 พร้อมโปรเซสเซอร์ Dual‑core 64 บิต และ Neural Engine แบบ 4‑core ความจุในตัว 64GB ทำงานลื่นขึ้นอย่างรู้สึกได้ และช่วยให้ Siri ตอบสนองเร็วและแม่นยำกว่าเดิม

  • ฟีเจอร์ Double Tap ใช้นิ้วแตะ 2 ครั้งเพื่อรับสาย เล่นเพลง หรือควบคุมฟังก์ชันต่าง ๆ ได้ โดยไม่ต้องแตะหน้าจอ เหมาะมากเวลาอีกมือไม่ว่าง

  • รองรับการตรวจจับภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Sleep Apnea Detection) เพิ่มมุมมองด้านสุขภาพให้ละเอียดขึ้น

  • แบตเตอรี่ใช้งานได้สูงสุดราว 36 ชั่วโมง และยืดได้ถึงประมาณ 72 ชั่วโมงเมื่อเปิดโหมดประหยัดพลังงาน

  • ตัวเรือนใช้ไทเทเนียมรีไซเคิลถึง 95% เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ถูกใจสายรักษ์โลก

  • เพิ่มตัวเลือกสีไทเทเนียมดำ สำหรับคนที่ชอบลุคสุขุม เท่ และดูลึกขึ้นกว่าเดิม

Ultra 1 vs Ultra 2: ต่างกันตรงไหนบ้างแบบเห็นภาพ

ถ้ามองภาพรวมทั้งสองรุ่นจะคล้ายกันในด้านดีไซน์ หน้าจอขนาดเท่ากัน และยังคงอายุการใช้งานแบตเตอรี่ใกล้เคียงกัน แต่จุดที่ Ultra 2 เด่นกว่า คือ

  • ชิปประมวลผลใหม่ (S9) ทำให้การตอบสนองไวขึ้น และรองรับฟีเจอร์อัจฉริยะมากกว่า

  • หน้าจอสว่างสุด 3,000 นิต เหมาะมากกับคนที่ทำกิจกรรมกลางแจ้งจัด ๆ

  • ฟีเจอร์ Double Tap ที่ช่วยให้การควบคุมสะดวกขึ้น โดยไม่ต้องเอานิ้วแตะหน้าจอ

  • ระบบตรวจจับสุขภาพที่เพิ่มฟังก์ชันด้านการนอนและการหายใจ

  • ตัวเรือนเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และมีสีไทเทเนียมดำให้เลือก

แต่ถ้าคุณเน้นความคุ้มค่าเป็นหลัก Ultra 1 ก็ยังตอบโจทย์ได้ดีมาก เพราะฟีเจอร์หลักด้านการผจญภัย ดำน้ำ และความทนทานยังจัดเต็มไม่แพ้กัน

เลือกสายให้ถูก ช่วยให้ Ultra ของคุณใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ

นอกจากตัวเรือนแล้ว การเลือกสาย Apple Watch ก็มีผลต่อประสบการณ์ใช้งานอย่างมาก ถ้าสายไม่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ ต่อให้จอเทพ แบตอึด ก็อาจไม่ตอบโจทย์เท่าที่ควร

ลองใช้ 5 แนวทางนี้ในการเลือกสายให้ตรงกับคุณ

1. เลือกสายให้ตรงกับกิจกรรมหลักของเรา

  • สายซิลิโคน: เหมาะกับการออกกำลังกาย วิ่ง ว่ายน้ำ หรือกิจกรรมที่ต้องเจอกับเหงื่อและความชื้นบ่อย ๆ ดูแลง่าย ไม่กลัวเปียก

  • สายไนลอนถัก: น้ำหนักเบา ระบายอากาศดี กระชับข้อมือ เหมาะกับคนที่ทำกิจกรรมกลางแจ้ง วิ่งเทรล หรือปีนเขา

  • สายโลหะ: ลุคทางการ ดูภูมิฐาน เหมาะกับการแต่งตัวที่ต้องการความเป็นงานเป็นการ หรือใช้ในวันที่ต้องเจอลูกค้าและประชุมบ่อย ๆ

  • สายหนัง: ใส่ในชีวิตประจำวันได้หลากหลายสไตล์ ถูกใจสายแฟชั่นที่ชอบความคลาสสิก

2. คำนึงถึงน้ำหนักและการระบายอากาศ

  • เลือกสายที่ น้ำหนักเบา ไม่อับ และไม่บีบรัดข้อมือ จนเกินไป

  • ถ้าคุณเป็นคนใส่นาฬิกาทั้งวันหรือใส่นอน การระบายอากาศถือว่าสำคัญมาก

3. ใช้งานง่าย ถอด–ใส่คล่องมือ

  • เลือกสายที่ถอดและใส่ได้สะดวก ไม่ยุ่งยากเวลาจะเปลี่ยน

  • ต้องสามารถปรับขนาดให้เข้ากับข้อมือได้ง่าย แต่ในขณะเดียวกันก็ต้อง ล็อกได้แน่น ไม่เสี่ยงต่อการหลุดขณะทำกิจกรรมหนัก ๆ

4. ให้สายช่วยเสริมสไตล์การแต่งตัว

  • สายที่ดีควรทำหน้าที่ได้ทั้งในมุมการใช้งานและมุมแฟชั่น

  • ลองเลือกให้เข้ากับลุคที่ใส่บ่อย เช่น สายหนังสำหรับวันทำงาน สายซิลิโคนสำหรับวันออกกำลังกาย หรือสลับสายให้เข้ากับโทนเสื้อผ้า

5. ดูความทนทานและการดูแลรักษา

  • วัสดุอย่าง ซิลิโคนและโลหะ มักทำความสะอาดง่ายและมีความทนทานสูง เหมาะกับคนที่ไม่ได้อยากดูแลเยอะ

  • ถ้าคุณใช้ชีวิตสมบุกสมบัน เลือกสายที่พร้อมรับรอยขีดข่วนและการใช้งานหนัก ๆ จะตอบโจทย์มากกว่า

แล้วคุณควรเลือก Ultra รุ่นไหน?

  • ถ้าคุณต้องการ ความคุ้มค่า ฟีเจอร์หลักครบ เน้นใช้งานลุย ๆ ไม่ได้ซีเรียสฟีเจอร์ใหม่ล่าสุด Ultra 1 ยังเป็นตัวเลือกที่เข้มแข็งมาก

  • ถ้าคุณอยากได้ ชิปใหม่ แรงขึ้น จอสว่างสุด ฟีเจอร์ Double Tap และความสามารถด้านสุขภาพที่ลึกขึ้น รวมถึงใส่ใจเรื่องความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม Ultra 2 คือคำตอบที่เหมาะกว่า

สุดท้ายให้มองจากไลฟ์สไตล์ตัวเองเป็นหลัก ว่าคุณเป็นสายดำน้ำ สายวิ่งเทรล สายฟิตเนส หรือสายทำงานที่ต้องการลุคเท่ ๆ แล้วค่อยเลือก Ultra รุ่นที่ใช่และสายที่ตรงกับชีวิตคุณที่สุด เพียงเท่านี้ Apple Watch Ultra ก็จะกลายเป็นคู่หูที่คุณอยากใส่ติดข้อมือทุกวันจริง ๆ