ภาพรวม: Ultra 1 หรือ Ultra 2 รุ่นไหนคือคู่หูสายลุยของคุณ
Apple Watch Ultra ถูกวางตำแหน่งให้เป็น Smart Watch ระดับโปรสำหรับคนที่จริงจังกับการออกกำลังกาย การผจญภัย และกิจกรรมกลางแจ้งที่ต้องการทั้งความถึก ทน และฟีเจอร์ครบจบในเรือนเดียว
ตอนนี้มีให้เลือกระหว่าง Apple Watch Ultra 1 และ Apple Watch Ultra 2 หลายคนเลยเริ่มลังเลว่าจะเอารุ่นไหนดีถึงจะไม่พลาด มาดูจุดเด่นของแต่ละรุ่นแบบเนื้อ ๆ เน้น ๆ แล้วค่อยตัดสินใจ
Apple Watch Ultra 1: สเปกโหดพร้อมลุยทุกสภาพแวดล้อม
Apple Watch Ultra 1 เปิดตัวในปี 2022 ในฐานะนาฬิกาไฮเอนด์ที่ออกแบบมาเพื่อใช้งานในสถานการณ์โหด ๆ โดยเฉพาะ ทั้งปีนเขา วิ่งเทรล ดำน้ำ หรือทริปผจญภัยหนัก ๆ
ตัวเรือนใช้ไทเทเนียมเกรดอุตสาหกรรมอวกาศ ทำให้ได้ทั้ง ความแข็งแรงและน้ำหนักเบา เหมาะกับคนที่ต้องใส่ทั้งวันแต่ยังต้องการความทนทานระดับโปร
ไฮไลต์สำคัญของ Apple Watch Ultra 1
ตัวเรือนไทเทเนียมเกรดอุตสาหกรรมอวกาศ ดีไซน์ดุดัน ทนการกัดกร่อน และปกป้องหน้าปัดด้วยกระจกแซฟไฟร์
หน้าจอ Retina LTPO2 OLED แบบติดตลอด ขนาด 49 มม. พื้นที่แสดงผลราว 1,185 ตร.ม. สว่างสูงสุด 2,000 นิต มองเห็นชัดแม้อยู่กลางแจ้ง
ใช้ชิป S8 พร้อมโปรเซสเซอร์ Dual‑core 64 บิต รองรับ Bluetooth 5.3 และ Wi‑Fi 2.4GHz / 5GHz
แบตเตอรี่อึด ใช้งานได้ราว 36 ชั่วโมง และยืดได้สูงสุดประมาณ 60 ชั่วโมงเมื่อเปิดโหมดประหยัดพลังงาน
รองรับการดำน้ำลึกได้ถึง 100 เมตร ผ่านมาตรฐาน EN13319 มาพร้อมเซนเซอร์วัดอุณหภูมิน้ำและตัววัดความลึก เหมาะกับสายดำน้ำจริงจัง แถมทนฝุ่นระดับ IP6X
ปุ่ม Action Button ปรับแต่งการใช้งานได้กดง่ายแม้ใส่ถุงมือ ช่วยให้สั่งงานได้คล่องตัวมากขึ้น
สรุปง่าย ๆ Ultra 1 คือรุ่นพร้อมลุยที่เน้นความทนทาน ฟีเจอร์ครบ และยังตอบโจทย์การใช้งานหนัก ๆ ได้สบาย
Apple Watch Ultra 2: ยกระดับความแรง เพิ่มความฉลาดให้ทันยุค
หลังจาก Ultra 1 ได้รับกระแสดีมาก Apple ก็ปล่อย Apple Watch Ultra 2 ตามมา โดยอัปเกรดทั้งภายในและภายนอกให้ตอบโจทย์คนสายลุยยุคใหม่ที่ต้องการทั้งความแรงและความฉลาดในเรือนเดียว
ด้วยชิปใหม่ หน้าจอสว่างขึ้น ฟีเจอร์ตรวจสุขภาพที่ลึกขึ้น และฟีเจอร์ควบคุมแบบใหม่ ทำให้ Ultra 2 กลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนที่อยากได้ของแรงสุดในไลน์นี้
ไฮไลต์สำคัญของ Apple Watch Ultra 2
หน้าจอ Retina LTPO2 OLED แบบติดตลอด ความละเอียด 326 พิกเซลต่อนิ้ว ความสว่างสูงสุดพุ่งไปถึง 3,000 นิต อ่านได้สบายตาแม้อยู่กลางแดดจัด
ใช้ชิป S9 พร้อมโปรเซสเซอร์ Dual‑core 64 บิต และ Neural Engine แบบ 4‑core ความจุในตัว 64GB ทำงานลื่นขึ้นอย่างรู้สึกได้ และช่วยให้ Siri ตอบสนองเร็วและแม่นยำกว่าเดิม
ฟีเจอร์ Double Tap ใช้นิ้วแตะ 2 ครั้งเพื่อรับสาย เล่นเพลง หรือควบคุมฟังก์ชันต่าง ๆ ได้ โดยไม่ต้องแตะหน้าจอ เหมาะมากเวลาอีกมือไม่ว่าง
รองรับการตรวจจับภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Sleep Apnea Detection) เพิ่มมุมมองด้านสุขภาพให้ละเอียดขึ้น
แบตเตอรี่ใช้งานได้สูงสุดราว 36 ชั่วโมง และยืดได้ถึงประมาณ 72 ชั่วโมงเมื่อเปิดโหมดประหยัดพลังงาน
ตัวเรือนใช้ไทเทเนียมรีไซเคิลถึง 95% เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ถูกใจสายรักษ์โลก
เพิ่มตัวเลือกสีไทเทเนียมดำ สำหรับคนที่ชอบลุคสุขุม เท่ และดูลึกขึ้นกว่าเดิม
Ultra 1 vs Ultra 2: ต่างกันตรงไหนบ้างแบบเห็นภาพ
ถ้ามองภาพรวมทั้งสองรุ่นจะคล้ายกันในด้านดีไซน์ หน้าจอขนาดเท่ากัน และยังคงอายุการใช้งานแบตเตอรี่ใกล้เคียงกัน แต่จุดที่ Ultra 2 เด่นกว่า คือ
ชิปประมวลผลใหม่ (S9) ทำให้การตอบสนองไวขึ้น และรองรับฟีเจอร์อัจฉริยะมากกว่า
หน้าจอสว่างสุด 3,000 นิต เหมาะมากกับคนที่ทำกิจกรรมกลางแจ้งจัด ๆ
ฟีเจอร์ Double Tap ที่ช่วยให้การควบคุมสะดวกขึ้น โดยไม่ต้องเอานิ้วแตะหน้าจอ
ระบบตรวจจับสุขภาพที่เพิ่มฟังก์ชันด้านการนอนและการหายใจ
ตัวเรือนเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และมีสีไทเทเนียมดำให้เลือก
แต่ถ้าคุณเน้นความคุ้มค่าเป็นหลัก Ultra 1 ก็ยังตอบโจทย์ได้ดีมาก เพราะฟีเจอร์หลักด้านการผจญภัย ดำน้ำ และความทนทานยังจัดเต็มไม่แพ้กัน
เลือกสายให้ถูก ช่วยให้ Ultra ของคุณใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ
นอกจากตัวเรือนแล้ว การเลือกสาย Apple Watch ก็มีผลต่อประสบการณ์ใช้งานอย่างมาก ถ้าสายไม่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ ต่อให้จอเทพ แบตอึด ก็อาจไม่ตอบโจทย์เท่าที่ควร
ลองใช้ 5 แนวทางนี้ในการเลือกสายให้ตรงกับคุณ
1. เลือกสายให้ตรงกับกิจกรรมหลักของเรา
สายซิลิโคน: เหมาะกับการออกกำลังกาย วิ่ง ว่ายน้ำ หรือกิจกรรมที่ต้องเจอกับเหงื่อและความชื้นบ่อย ๆ ดูแลง่าย ไม่กลัวเปียก
สายไนลอนถัก: น้ำหนักเบา ระบายอากาศดี กระชับข้อมือ เหมาะกับคนที่ทำกิจกรรมกลางแจ้ง วิ่งเทรล หรือปีนเขา
สายโลหะ: ลุคทางการ ดูภูมิฐาน เหมาะกับการแต่งตัวที่ต้องการความเป็นงานเป็นการ หรือใช้ในวันที่ต้องเจอลูกค้าและประชุมบ่อย ๆ
สายหนัง: ใส่ในชีวิตประจำวันได้หลากหลายสไตล์ ถูกใจสายแฟชั่นที่ชอบความคลาสสิก
2. คำนึงถึงน้ำหนักและการระบายอากาศ
เลือกสายที่ น้ำหนักเบา ไม่อับ และไม่บีบรัดข้อมือ จนเกินไป
ถ้าคุณเป็นคนใส่นาฬิกาทั้งวันหรือใส่นอน การระบายอากาศถือว่าสำคัญมาก
3. ใช้งานง่าย ถอด–ใส่คล่องมือ
เลือกสายที่ถอดและใส่ได้สะดวก ไม่ยุ่งยากเวลาจะเปลี่ยน
ต้องสามารถปรับขนาดให้เข้ากับข้อมือได้ง่าย แต่ในขณะเดียวกันก็ต้อง ล็อกได้แน่น ไม่เสี่ยงต่อการหลุดขณะทำกิจกรรมหนัก ๆ
4. ให้สายช่วยเสริมสไตล์การแต่งตัว
สายที่ดีควรทำหน้าที่ได้ทั้งในมุมการใช้งานและมุมแฟชั่น
ลองเลือกให้เข้ากับลุคที่ใส่บ่อย เช่น สายหนังสำหรับวันทำงาน สายซิลิโคนสำหรับวันออกกำลังกาย หรือสลับสายให้เข้ากับโทนเสื้อผ้า
5. ดูความทนทานและการดูแลรักษา
วัสดุอย่าง ซิลิโคนและโลหะ มักทำความสะอาดง่ายและมีความทนทานสูง เหมาะกับคนที่ไม่ได้อยากดูแลเยอะ
ถ้าคุณใช้ชีวิตสมบุกสมบัน เลือกสายที่พร้อมรับรอยขีดข่วนและการใช้งานหนัก ๆ จะตอบโจทย์มากกว่า
แล้วคุณควรเลือก Ultra รุ่นไหน?
ถ้าคุณต้องการ ความคุ้มค่า ฟีเจอร์หลักครบ เน้นใช้งานลุย ๆ ไม่ได้ซีเรียสฟีเจอร์ใหม่ล่าสุด Ultra 1 ยังเป็นตัวเลือกที่เข้มแข็งมาก
ถ้าคุณอยากได้ ชิปใหม่ แรงขึ้น จอสว่างสุด ฟีเจอร์ Double Tap และความสามารถด้านสุขภาพที่ลึกขึ้น รวมถึงใส่ใจเรื่องความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม Ultra 2 คือคำตอบที่เหมาะกว่า
สุดท้ายให้มองจากไลฟ์สไตล์ตัวเองเป็นหลัก ว่าคุณเป็นสายดำน้ำ สายวิ่งเทรล สายฟิตเนส หรือสายทำงานที่ต้องการลุคเท่ ๆ แล้วค่อยเลือก Ultra รุ่นที่ใช่และสายที่ตรงกับชีวิตคุณที่สุด เพียงเท่านี้ Apple Watch Ultra ก็จะกลายเป็นคู่หูที่คุณอยากใส่ติดข้อมือทุกวันจริง ๆ

