อยากอัปเกรดเมาส์เกมมิ่งตอนนี้ บอกเลยว่าคุ้มกว่ายุคก่อนเยอะ!
ช่วงไม่กี่ปีมานี้ เมาส์เกมมิ่งพัฒนาก้าวกระโดดมาก เทียบราคา/ฟีเจอร์กับเมื่อ 3–4 ปีก่อนนี่คนละยุคเลย ทั้งเซนเซอร์ดีขึ้น น้ำหนักเบาลง ฟีเจอร์จัดเต็มแต่ราคายังจับต้องได้อยู่
เดี๋ยวนี้เมาส์เกมมิ่งตัวเดียวทำได้แทบทุกอย่าง ไม่ว่าจะเล่นเกมจริงจัง หรือเอาไปทำงานก็ตั้งค่า Macro และฟังก์ชันต่างๆ ได้ละเอียดไม่แพ้เมาส์สาย Productivity โดยเฉพาะรุ่นที่มีซอฟต์แวร์ปรับแต่ง แทบจะเปลี่ยนเมาส์ธรรมดาให้กลายเป็นอาวุธคู่ใจได้เลย
ในฝั่งรุ่นราคาประหยัด หลายแบรนด์เน้น ฟีเจอร์จัดเต็มกับของแถม เอาใจคนงบน้อยแต่ยังอยากได้ของครบๆ ส่วนแบรนด์ใหญ่จะโฟกัสที่ วัสดุ งานประกอบ น้ำหนัก และเซนเซอร์ระดับแข่ง Esport มากขึ้น เพื่อให้ลากเมาส์ยาวๆ ได้สบายไม่ล้า
อีกจุดที่น่าสนใจคือหลายแบรนด์เริ่มหันไปใช้ Web driver + HID ไม่ต้องลงโปรแกรมให้รกเครื่อง แค่เปิดหน้าเว็บ เชื่อมต่อเมาส์ ปรับ DPI, Macro, โปรไฟล์ แล้วค่าทั้งหมดถูกบันทึกลงชิปในเมาส์โดยตรง ง่าย สะอาด และตัดปัญหาอัปเดตโปรแกรมบ่อยๆ ไปได้เลย
เลือกเมาส์เกมมิ่งให้ตรงสไตล์การเล่นของตัวเอง
ก่อนจะไปดูตัวเด็ด มาดูแนวทางเลือกเมาส์แบบรวบรัดแต่โคตรมีประโยชน์กันก่อน
วิธีจับเมาส์ (Grip Style)
Palm Grip: วางเต็มมือ ทาบทั้งฝ่ามือลงบนเมาส์ จับมั่นคง คุมง่าย แต่เคลื่อนไหวจะช้ากว่าแบบอื่น เหมาะกับคนชอบเล่นสบายๆ
Claw Grip: ใช้อุ้งมือวางแล้วงอนิ้วขึ้นเล็กน้อย ขยับได้เร็วขึ้น คุมได้คล่อง เหมาะกับสาย FPS / MOBA ที่เน้นจังหวะเร็ว
Fingertip Grip: ใช้แค่ปลายนิ้วจับ ลากเมาส์ได้ไวสุด คล่องสุด แต่เสี่ยงเมาส์หลุดมือถ้าออกแรงเยอะไปนิด ใครคุมแรงไม่เก่งอาจต้องระวัง
การเชื่อมต่อ
สาย USB-C: เสถียรสุด ไม่ต้องห่วงเรื่องแบต แถมบางรุ่นชาร์จไปเล่นไปได้เลย
USB RF 2.4 GHz: ใช้งานไร้สายแบบ Latency ต่ำ ตอบสนองไว เหมาะกับเล่นเกมมากกว่า Bluetooth
Bluetooth: เน้นประหยัดแบต ใช้งานได้นาน เหมาะกับพกไปใช้หลายอุปกรณ์ ทำงาน/เรียน มากกว่าเล่นเกมจริงจัง
มือซ้าย–มือขวา
เมาส์ส่วนใหญ่ดีไซน์สำหรับคนถนัดขวา
ถ้าคุณถนัดซ้าย มองหาเมาส์แบบ Ambidextrous (ทรงสมมาตร) จะช่วยให้จับถนัดขึ้น แต่บางครั้งอาจต้องเข้าไปปรับปุ่มในซอฟต์แวร์เพิ่ม
ซอฟต์แวร์ตั้งค่าเมาส์
เมาส์รุ่นใหม่ๆ เริ่มใช้ Web driver กันมากขึ้น แค่เปิดเว็บ แล้วให้เบราว์เซอร์เชื่อมต่อกับ HID ก็เข้าไปปรับค่าได้ทันที ไม่ต้องลงโปรแกรมให้หนักเครื่อง
7 เมาส์เกมมิ่งน่าโดน ตั้งแต่รุ่นประหยัดยันระดับเทพ
ด้านล่างคือ 7 รุ่นที่คัดมาแบบครบสาย ตั้งแต่เมาส์ราคาย่อมเยา ไปจนถึงระดับแข่งขันจริงจัง เลือกเอาให้ตรงสไตล์การเล่นได้เลย
1. Ajazz AJ139 V2 (649 บาท)
ถ้างบไม่เกินพัน แต่อยากได้เมาส์ที่ดูไม่งบจำกัด นี่คือหนึ่งในตัวเลือกที่น่าสอยมาก Ajazz AJ139 V2 มาพร้อม ไฟ RGB รอบฐานชาร์จและขอบหน้าเมาส์ ให้โต๊ะเกมมิ่งดูแพงขึ้นทันที
เด่นตรงที่ เชื่อมต่อได้ 3 แบบในตัวเดียว จะใช้สาย USB-C to A, USB RF 2.4 GHz หรือ Bluetooth ก็เลือกได้ตามชอบ แถมแบตเตอรี่รองรับการใช้งานได้สูงสุดราว 44 ชั่วโมง ใช้ทำงานทั้งวัน + เล่นเกมตอนกลางคืนยังเอาอยู่
จุดที่เท่คือ ฐานชาร์จ มีช่อง USB-A สำหรับเสียบตัวรับสัญญาณ USB RF ในตัว วางเมาส์ชาร์จ + เก็บดองเกิลไปในตัว ดูเรียบร้อยไม่เกะกะ แต่ซอฟต์แวร์ของ Ajazz ยังแยกกันตามอุปกรณ์ ถ้าอนาคตทำรวมศูนย์ได้ตัวเดียวจบจะยิ่งดีมาก
ข้อดี
เชื่อมต่อได้ครบ 3 โหมด ทั้งสาย USB, USB RF 2.4 GHz และ Bluetooth
แถมแท่นชาร์จที่เป็นตัวรับสัญญาณ USB RF ในตัว วางชาร์จเก็บเมาส์ได้เนียนๆ
ปรับ DPI ได้สูงสุด 12,000 เหลือเฟือสำหรับเล่นเกมเกือบทุกแนว
น้ำหนัก 66 กรัม ถือว่าเบา ใช้งานต่อเนื่องได้ไม่เมื่อยง่าย
มีซอฟต์แวร์ให้โหลดไปตั้งค่าปุ่มและ DPI บนพีซี/โน้ตบุ๊กได้
ข้อสังเกต
แบตเตอรี่เวลาใช้โหมด 2.4 GHz กับ Bluetooth ใช้งานได้นานพอๆ กัน ไม่ได้ยืดต่างกันมาก
2. ASUS ROG Strix Impact III Wireless (1,280 บาท)
สาย ROG ต้องหันมามองรุ่นนี้ เพราะจุดเด่นคือ เซนเซอร์ ROG AimPoint ที่ปรับ DPI ได้สูงสุดถึง 36,000 DPI ปรับละเอียดสำหรับทุกแนวเกมผ่าน Armoury Crate ได้สบาย
ไฮไลต์อีกอย่างคือฐานสวิตช์แบบ Push-Fit สามารถใช้คีมถอดสวิตช์คลิกซ้าย/ขวาออกมาเปลี่ยนเองได้ ไม่ต้องส่งร้าน ไม่ต้องใช้หัวแร้ง ใครมือหนักกดคลิกพังบ่อย บอกเลยว่ารุ่นนี้ตอบโจทย์
ใช้ถ่าน AA หรือ AAA แค่ก้อนเดียวก็ลากได้ยาวโคตรๆ ในโหมด USB RF 2.4 GHz ใช้งานได้ถึงประมาณ 450 ชั่วโมง และถ้าใช้ Bluetooth ก็ยืดได้ถึงราว 618 ชั่วโมง แต่เพราะไม่มีพอร์ต USB-C เลย แนะนำให้มี ถ่านชาร์จ + แท่นชาร์จ ติดโต๊ะไว้สักชุดจะสบายใจสุด
ข้อดี
ทรง Ambidextrous ใช้ได้ทั้งซ้าย–ขวา น้ำหนักเบาแค่ 57 กรัม
รองรับทั้งถ่าน AA และ AAA ใช้เพียง 1 ก้อน แต่ใช้งานได้นานสุดราว 618 ชั่วโมง (โหมด Bluetooth)
DPI สูงสุด 36,000 ปรับให้เหมาะได้ทั้ง FPS, MOBA ไปจนถึงสายงานละเอียด
สวิตช์แบบ Push-Fit ถอดเปลี่ยนง่าย ไม่ต้องบัดกรี
ตั้งค่าทุกอย่างผ่าน Armoury Crate ได้ทันที
ข้อสังเกต
ไม่มีพอร์ต USB-C ใช้งานได้เฉพาะโหมดไร้สาย USB RF 2.4 GHz และ Bluetooth เท่านั้น
3. HyperX Pulsefire Haste 2 Core Wireless (1,690 บาท)
เมาส์ทรง Ambidextrous อีกตัวที่เป็นมิตรกับทั้งเกมเมอร์ถนัดซ้ายและขวา จุดเด่นคือใช้งานได้ดีกับทั้ง พีซีและเครื่องเกมคอนโซล อย่าง PlayStation 4 / 5 หรือ Xbox Series X|S
ถ้าใช้กับคอม สามารถตั้งค่าผ่านโปรแกรม HyperX NGENUITY ปรับ DPI, ปุ่ม และโปรไฟล์ได้ละเอียด ใครใช้เกียร์ของ HyperX อยู่แล้วมักจะมีโปรแกรมนี้ติดเครื่องอยู่ ใช้งานต่อได้เลยไม่ต้องติดตั้งเพิ่ม
ตัวนี้ใช้แบตเตอรี่ AAA แค่ก้อนเดียว ใช้งานได้นานสุดราว 200 ชั่วโมง แต่ไม่มีพอร์ต USB-C เช่นกัน ทุกอย่างคือไร้สายล้วน ทั้งโหมด USB RF 2.4 GHz และ Bluetooth ใครไม่ชอบพะวงเรื่องแบต แนะนำเตรียมถ่านสำรองหรือชุดถ่านชาร์จไว้ด้วย
ข้อดี
รองรับการปรับแต่งผ่าน HyperX NGENUITY ใช้งานร่วมกับเกียร์แบรนด์เดียวกันได้ดี
เชื่อมต่อได้ทั้ง USB RF 2.4 GHz และ Bluetooth
ใช้แบตเตอรี่ AAA เพียงก้อนเดียว แต่ใช้งานได้นานสุดประมาณ 200 ชั่วโมง
ใช้งานร่วมกับเครื่องเกมคอนโซล PlayStation 4 / 5 และ Xbox Series X|S ได้
ข้อสังเกต
ไม่มีพอร์ต USB-C ต้องใช้งานแบบไร้สายอย่างเดียว
4. Razer Viper V3 HyperSpeed (2,290 บาท)
สายงูเขียวต้องชื่นชอบ เพราะรุ่นนี้โฟกัสเรื่องเกมมิ่งจัดเต็ม ใช้การเชื่อมต่อแบบ HyperSpeed Wireless (USB RF 2.4 GHz) เพียงโหมดเดียว เพื่อให้ Latency ต่ำและนิ่งที่สุด
ตั้งค่า DPI, Macro และโปรไฟล์ผ่าน Razer Synapse 4 ได้ครบ ใครอยู่ใน Ecosystem ของ Razer อยู่แล้วจะต่อยอดสะดวกมาก ถ้าซื้อ Razer HyperPolling Wireless Dongle เพิ่ม จะปลดล็อก Polling Rate จาก 1,000 Hz ไปถึง 8,000 Hz ได้ แต่ต้องแลกกับแบตลดลงเหลือราว 50 ชั่วโมง
ในโหมดปกติ แค่ใช้ถ่าน AA ก้อนเดียวก็เล่นได้นานสุดประมาณ 280 ชั่วโมง ถือว่าคุ้มมากสำหรับเกมเมอร์ที่เล่นทุกวัน
ข้อดี
เซนเซอร์ Focus Pro 30K Optical ปรับได้สูงสุด 30,000 DPI ตอบสนองดีมากสำหรับเกมแนวแข่งขัน
รองรับการอัปเกรด Polling Rate เป็น 8,000 Hz ผ่าน HyperPolling Dongle
ถ้าใช้คีย์บอร์ดไร้สาย Razer อยู่ สามารถใช้ Dongle ตัวเดียวแชร์ทั้งเมาส์และคีย์บอร์ดได้ (ขึ้นกับรุ่นที่รองรับ)
ใช้ถ่าน AA เพียงก้อนเดียว เล่นได้ยาวถึงประมาณ 280 ชั่วโมง (โหมด 1,000 Hz)
ตั้งค่าแบบละเอียดผ่าน Razer Synapse 4 ได้ครบ
ข้อสังเกต
มีแค่โหมด USB RF 2.4 GHz ไม่มี USB-C และไม่มี Bluetooth
ถ้าใช้ Polling Rate 8,000 Hz แบตจะเหลือราว 50 ชั่วโมง ต้องเปลี่ยนถ่านหรือชาร์จบ่อยขึ้น
5. Pulsar X2A Medium Gaming Mouse (2,990 บาท)
ตัวนี้เกิดมาเพื่อสาย FPS และ Esport โดยแท้ ดีไซน์แบบ Ambidextrous ใช้ได้ทุกมือ ทรงเรียบแต่โคตรจริงจัง เสริมด้วยซอฟต์แวร์ Pulsar Fusion ที่ให้ปรับทุกปุ่ม, Macro และโปรไฟล์ได้แบบละเอียด โดยเฉพาะปุ่มข้างทั้ง 4 ปุ่ม ที่จะเซ็ตแยกโหมดทำงาน/เล่นเกมก็ยังไหว
รองรับการต่อสาย USB-C เพื่อเล่นไปชาร์จไป แล้วถอดมาใช้ไร้สายผ่าน Dongle USB RF 2.4 GHz เมื่อพร้อมจะลุยเต็มที่ แบตเตอรี่ในตัวใช้งานได้ราว 100 ชั่วโมงน้ำหนักเบา ทำให้ลากเมาส์ยาวๆ ได้ไม่ล้า
อย่างเดียวที่ต้องคิดเผื่อคือ แบตเป็นแบบฝัง ถ้าถึงเวลาที่แบตเสื่อม จะต้องแกะตัวเมาส์เพื่อเปลี่ยนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ข้อดี
ใช้เซนเซอร์ PixArt PAW3395 ปรับ DPI ได้สูงสุด 26,000 เล่นเกมได้สบายทุกแนว
รองรับ PixArt Motion Sync ทำให้การลากเมาส์รู้สึกลื่นและต่อเนื่อง
น้ำหนักเบาเพียง 57 กรัม แบตในตัวใช้งานได้ประมาณ 100 ชั่วโมง
ตั้งค่าปุ่ม ฟังก์ชัน และ DPI ผ่าน Pulsar Fusion ได้ละเอียด
ดีไซน์ Ambidextrous พร้อมปุ่มลัดทั้งสองฝั่ง ใช้ถนัดทั้งมือซ้าย–ขวา
ข้อสังเกต
แบตเตอรี่เป็นแบบฝังในตัว หากเสื่อมจำเป็นต้องแกะเมาส์เพื่อเปลี่ยนเท่านั้น
6. LOGA X HITSCAN Wireless Gaming Mouse (3,790 บาท)
เมาส์จากแบรนด์ไทยที่สายเกม FPS หลายคนเริ่มพูดถึง จุดเด่นคือดีไซน์ Ambidextrous เบาโหดแค่ 39 กรัม ใครเล่น Rank ยาวๆ หลายชั่วโมงจะรู้เลยว่ามือไม่ล้าเท่าจับเมาส์หนักๆ
ตัวเมาส์มาในธีมสีขาวลาย Printstream เข้าคู่กับคีย์แคป LOGA X JTPNZ : Printstream ได้แบบธีมเดียวกันทั้งเซ็ต ใครจัดโต๊ะเน้นความสวยด้วยจะรักรุ่นนี้มากเป็นพิเศษ
ภายในใช้เซนเซอร์ PixArt PAW3395 พร้อม PixArt Motion Sync และสามารถตั้งค่าผ่าน Hitscan Utility Software ได้ละเอียด ถ้าอยากอัปอีกสเต็ป ยังสามารถซื้อ Dongle Polling Rate 8,000 Hz มาใช้เพิ่มความลื่นได้ แต่แบตจะลดลงจนเหลือใช้งานราว 14 ชั่วโมง และต้องต่อสาย USB-C ชาร์จบ่อยขึ้นหน่อย
ข้อดี
ดีไซน์สีขาวลาย Printstream สวยและมีเอกลักษณ์มาก
น้ำหนักเพียง 39 กรัม ใช้เล่นเกมต่อเนื่องนานๆ ได้โดยไม่เมื่อยข้อมือเร็ว
รองรับ Dongle Polling Rate 8,000 Hz สำหรับคนที่อยากได้ความเนียนระดับแข่งขัน
ตั้งค่าผ่าน Hitscan Utility Software ได้ละเอียดตามสไตล์ตัวเอง
แถม Mouse Glide มาให้เปลี่ยน ทำให้การลากเมาส์ลื่นขึ้นอีกระดับ
ทรง Ambidextrous จับถนัดทั้งมือซ้ายและขวา
ข้อสังเกต
Dongle Polling Rate 8,000 Hz ต้องซื้อเพิ่ม และเมื่อใช้โหมดนี้แบตจะอยู่ได้แค่ราว 14 ชั่วโมง
แบตเตอรี่เป็นแบบฝัง ถ้าเสื่อมต้องแกะตัวเมาส์ทั้งตัวเพื่อเปลี่ยน
7. Corsair SABRE v2 PRO ULTRALIGHT WIRELESS (3,490 บาท)
ตัวนี้เหมือนเกิดมาเอาใจทั้งสายแข่งขันและคนที่ขี้เกียจลงโปรแกรม เพราะ Corsair เลือกใช้ Corsair Web Hub / Web Driver ให้เราตั้งค่าผ่านเว็บเบราว์เซอร์ได้เลย ทั้ง DPI ที่ปรับได้สูงสุด 33,000 DPI และ Polling Rate ที่ดันไปได้ถึง 8,000 Hz ผ่าน AXON USB RF Dongle ที่แถมมาในกล่อง
น้ำหนักเมาส์เพียง 36 กรัม เบาสุดทาง ทำให้ลากเมาส์บนแผ่นรองแบบยาวๆ ได้โดยแขนยังไม่ประท้วง แถมยังมี Mouse Glide และ Grip Tape ติดมาให้ในชุด จะเปลี่ยนแผ่นรองใต้เมาส์หรือแปะ Grip ให้จับแน่นขึ้นก็จัดได้เลย
ถ้าเปิด Polling Rate สูงตลอด แบตจะใช้งานได้ราว 70 ชั่วโมง ซึ่งอาจไม่ยาวเท่าบางรุ่น แต่เมื่อเทียบกับประสิทธิภาพและความเบาแล้วก็ถือว่าคุ้มมาก
ข้อดี
น้ำหนักเบาเพียง 36 กรัม ใช้เล่นเกมต่อเนื่องนานๆ ได้แบบไม่โคตรเมื่อย
ตั้งค่าผ่าน Corsair Web Driver บนเว็บเบราว์เซอร์ได้ ไม่ต้องติดตั้งโปรแกรมลงเครื่อง
แถม Grip Tape และ Mouse Glide มาให้พร้อมในกล่อง
AXON Dongle รองรับ Polling Rate สูงสุด 8,000 Hz
DPI สูงสุดถึง 33,000 ปรับให้เข้ากับเกมได้หลายแนว
ข้อสังเกต
แบตใช้งานได้นานสุดราว 70 ชั่วโมงเมื่อใช้โหมด Polling Rate สูงสุด
สรุปภาพรวม 7 เมาส์เกมมิ่งสุดคุ้ม
ตอนนี้ต้องบอกเลยว่า ยุคทองของเมาส์เกมมิ่งราคาไม่แรง เพราะทั้งสเปค เซนเซอร์ วัสดุ น้ำหนัก ไปจนถึงฟีเจอร์เสริมอย่างฐานชาร์จ, Dongle พิเศษ และซอฟต์แวร์ตั้งค่าต่างๆ ถูกใส่มาแบบไม่มีกั๊ก
ฝั่งแบรนด์ใหญ่ก็ผลักดันทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ให้ดีขึ้นเรื่อยๆ จากเดิมที่ต้องลงโปรแกรมใหญ่ๆ ในเครื่อง ก็เริ่มหันไปใช้ Web driver และระบบ HID มากขึ้น ใช้งานสะดวก เบาเครื่อง และบันทึกคำสั่งลงเมาส์โดยตรงได้เลย
ในขณะเดียวกัน หลายรุ่นหันมาใช้วัสดุที่ทนทานแต่ น้ำหนักเบาลงอย่างชัดเจน ทำให้ลากเมาส์ในเกมได้นานขึ้นโดยไม่ล้า แข่งยาวๆ หรือเล่นแรงค์ยันเช้าได้แบบไม่รู้สึกว่ามือโดนถ่วง
ถ้าคุณกำลังคิดจะเปลี่ยนเมาส์ใหม่ ตอนนี้คือช่วงเวลาที่โคตรเหมาะ แค่เช็กให้ชัวร์ว่า:
สไตล์การจับเมาส์ (Palm / Claw / Fingertip) เข้ากับทรงของรุ่นที่เล็ง
การเชื่อมต่อที่ต้องการ (สาย, 2.4 GHz, Bluetooth)
น้ำหนักที่ไหว และ DPI/Polling Rate ที่ตอบโจทย์แนวเกมที่เล่น
เลือกให้ตรงโจทย์คุณสักตัว จาก 7 รุ่นนี้มีโอกาสสูงมากที่คุณจะเจอเมาส์คู่ใจตัวใหม่ ที่ลากแล้วรู้เลยว่า “เฮ้ย…มือเข้ากันว่ะ”

