เส้นผมที่แห้งเสีย ชี้ฟู แตกปลาย หรือผ่านการทำสีบ่อย ๆ ล้วนต้องการการบำรุงลึกมากกว่าการใช้ครีมนวดทั่วไป “ทรีทเมนท์มาส์กผม” จึงกลายเป็นไอเทมสำคัญที่หลายคนมีติดห้องน้ำ เพราะช่วยฟื้นฟูผมแบบเข้มข้นในเวลาไม่นาน
บทความนี้จะพาคุณมาเปรียบเทียบ 3 ทรีทเมนท์มาส์กยอดนิยม ได้แก่
Boots ไวท์ ลิลลี่ แอนด์ คอลลาเจน แฮร์ ทรีทเมนท์ มาส์ก
Soap & Glory Glad Hair Day Treatment Mask
Boots Smooth Frizzy Hair Treatment Mask (Hair Solution Collection)
เราจะวิเคราะห์ทั้งจุดเด่น ส่วนผสมหลัก เนื้อสัมผัส กลิ่น ความเหมาะสมกับสภาพผม พร้อมยกตัวอย่างสถานการณ์จริง เพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่าควรเลือกตัวไหนให้เหมาะกับผมของตัวเอง
ทำไม “มาส์กผม” ถึงสำคัญกว่าครีมนวด?
ครีมนวดผมทั่วไปเน้นการเคลือบผิวผมชั้นนอก ทำให้หวีง่าย ลดพันกัน แต่ทรีทเมนท์มาส์กจะมีสารบำรุงเข้มข้นกว่า ช่วย:
ฟื้นฟูผมแห้งเสียลึกถึงแกนผม
ลดการแตกปลาย
เพิ่มความนุ่มลื่นและเงางาม
ลดชี้ฟู
ตัวอย่าง:
คนที่ทำสีผมทุก 2–3 เดือน หากใช้แค่ครีมนวด ผมอาจยังแห้งกระด้าง แต่เมื่อเพิ่มมาส์กสัปดาห์ละ 1–2 ครั้ง จะเห็นความแตกต่างชัดเจน
ภาพรวมเปรียบเทียบแบบรวบรัด

ต่อไปเราจะเจาะลึกแต่ละตัวแบบละเอียด

1. Boots ไวท์ ลิลลี่ แอนด์ คอลลาเจน แฮร์ ทรีทเมนท์ มาส์ก
ผมนุ่มลื่น หอมดอกไม้ สุขภาพดีแบบสาวหวาน
จุดเด่น
มีส่วนผสมของคอลลาเจน
ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น
ทำให้ผมนุ่มและดูเงางาม
กลิ่นและสัมผัส
กลิ่น White Lily ให้ความรู้สึกสะอาด ละมุน อ่อนหวาน ไม่ฉุน
เนื้อครีมเข้มข้นกำลังดี ไม่หนักจนเกินไป
เหมาะกับใคร?
คนผมแห้งจากการไดร์หรือหนีบ
คนที่ไม่ได้ทำสีหนัก
คนที่อยากได้ผมนุ่มลื่นแบบธรรมชาติ
ตัวอย่างสถานการณ์
หญิงวัยทำงานที่ไดร์ผมทุกวัน ผมเริ่มแห้งแต่ยังไม่เสียหนัก ใช้มาส์กตัวนี้สัปดาห์ละ 2 ครั้ง จะช่วยให้ผมกลับมานุ่มลื่นและจัดทรงง่ายขึ้น
ข้อดี
✔ ผมนุ่มทันทีหลังใช้
✔ กลิ่นติดผมอ่อน ๆ
✔ ไม่ทำให้ผมลีบแบน
ข้อสังเกต
ถ้าผมเสียจากการฟอกหนัก อาจต้องการสูตรเข้มข้นกว่านี้

2. Soap & Glory Glad Hair Day Treatment Mask
ฟื้นฟูผมเสียหนักแบบเร่งด่วน
จุดเด่น
สูตรเข้มข้นสูง
เน้นซ่อมแซมผมเสีย
เหมาะกับผมทำสีหรือผ่านเคมีบ่อย
กลิ่นและสัมผัส
มีกลิ่นหอมหวานเอกลักษณ์ของ Soap & Glory
เนื้อครีมเข้มข้นมาก ให้ความรู้สึกเหมือนทรีทเมนท์ซาลอน
เหมาะกับใคร?
คนฟอกสีผม
คนดัด ยืด หรือทำเคมีบ่อย
ผมแห้งแตกปลายชัดเจน
ตัวอย่างสถานการณ์
สาวที่เพิ่งฟอกผมเป็นสีบลอนด์ ผมแห้งกรอบและชี้ฟู ใช้มาส์กตัวนี้หมักทิ้งไว้ 10–15 นาที จะช่วยให้ผมดูนุ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ข้อดี
✔ ฟื้นฟูเร็ว
✔ ผมดูสุขภาพดีขึ้นหลังใช้ไม่กี่ครั้ง
✔ เหมาะกับผมเสียหนัก
ข้อสังเกต
เนื้อค่อนข้างเข้มข้นมาก อาจทำให้ผมลีบได้ถ้าใช้บ่อยเกินไปในคนผมบาง

3. Boots Smooth Frizzy Hair Treatment Mask
ตัวช่วยลดชี้ฟู คุมผมให้อยู่ทรง
จุดเด่น
เน้นลดผมฟู
ช่วยให้ผมเรียบลื่น
เหมาะกับผมหยักศกหรือผมชี้ฟูง่าย
กลิ่นและสัมผัส
กลิ่นสะอาด สดชื่น
เนื้อครีมลื่น เกลี่ยง่าย ไม่หนักเกินไป
เหมาะกับใคร?
คนผมหยักศก
คนที่ผมฟูเวลาโดนความชื้น
คนที่ต้องการผมเรียบลื่นจัดทรงง่าย
ตัวอย่างสถานการณ์
ช่วงหน้าฝน ผมหลายคนฟูทันทีที่ออกจากบ้าน มาส์กตัวนี้ช่วยให้ผมเรียบขึ้นและควบคุมได้ดีขึ้น
ข้อดี
✔ ลดชี้ฟูชัดเจน
✔ ผมดูเรียบ
✔ เหมาะกับอากาศชื้น
ข้อสังเกต
ไม่ได้เน้นซ่อมผมเสียหนักเท่า Soap & Glory

เปรียบเทียบตาม “ประเภทปัญหาผม”
กรณีผมแห้งธรรมดา
เลือก: Boots White Lily & Collagen
กรณีผมเสียหนักจากเคมี
เลือก: Soap & Glory Glad Hair Day
กรณีผมฟู คุมทรงยาก
เลือก: Boots Smooth Frizzy Hair
เปรียบเทียบตามไลฟ์สไตล์
คนทำงานออฟฟิศ
ต้องการผมนุ่ม ดูเรียบร้อย → White Lily
สายแฟ ทำสีผมบ่อย
ต้องการฟื้นฟูเร่งด่วน → Glad Hair Day
คนผมหยักศก ไม่ชอบไดร์ทุกวัน
ต้องการลดฟู → Smooth Frizzy Hair
วิธีใช้ให้ได้ผลดีที่สุด
สระผมให้สะอาด
บีบน้ำออกจากผมพอหมาด
ชโลมมาส์กจากกลางถึงปลายผม
หมัก 5–15 นาที
ล้างออกให้สะอาด
เคล็ดลับ:
ใช้หมวกคลุมผมระหว่างหมัก จะช่วยให้สารบำรุงซึมดีขึ้น
สรุป: ตัวไหน “ดีที่สุด”?
ความจริงไม่มีคำว่าดีที่สุดสำหรับทุกคน เพราะแต่ละสูตรออกแบบมาแก้ปัญหาต่างกัน
อยากได้ผมนุ่มหอม สุขภาพดีทุกวัน → Boots White Lily & Collagen
ผมเสียหนัก ต้องการฟื้นฟูจริงจัง → Soap & Glory Glad Hair Day
ผมฟู ชี้ฟูง่าย ต้องการความเรียบลื่น → Boots Smooth Frizzy Hair
การเลือกมาส์กที่เหมาะกับปัญหาผมของตัวเอง จะให้ผลลัพธ์ดีกว่าการเลือกตามกระแส
บทสรุปส่งท้าย
การดูแลเส้นผมไม่ต่างจากการดูแลผิวหน้า ต้องเลือกผลิตภัณฑ์ให้ตรงปัญหา ทรีทเมนท์มาส์กทั้ง 3 ตัวนี้ล้วนมีจุดเด่นชัดเจน หากเลือกได้เหมาะสม จะช่วยเปลี่ยนผมแห้งเสียให้กลับมาดูนุ่ม สุขภาพดี และมั่นใจมากขึ้นในทุกวัน
เพราะผมที่ดี…
ไม่ใช่แค่สวยตอนจัดทรง
แต่ต้องแข็งแรงจากภายในด้วย

