ก้านกล้วยจากจอหนัง สู่โชว์สดที่ “เสียง” คือพระเอก
เมื่อแอนิเมชันสามมิติฮีโร่ช้างศึกอย่าง “ก้านกล้วย” ที่แจ้งเกิดมาตั้งแต่ปี 2549 ถูกชุบชีวิตใหม่ในปี 2568 มันไม่ได้กลับมาแค่ในโรงหนัง แต่กลับมาแบบจัดเต็มทั้งภาพ ดนตรี และเสียงสดในโปรเจกต์ “KHAN KLUAY LIVE EXPERIENCE” ที่ Kantana Virtual Production Studio
นี่คือการเอาหนังแอนิเมชันหนึ่งเรื่องมาแตกเป็นโชว์สด 3 องค์ประกอบที่เล่นไปพร้อมกันแบบเรียลไทม์ ทำให้คนดูเหมือนถูกดูดเข้าไปอยู่ในสนามรบยุทธหัตถีจริง ๆ
ฉาย “ก้านกล้วย” บนจอ Virtual Studio ขนาดใหญ่ในสตูดิโอระบบเสมือนจริง
วง Chamber Orchestra บรรเลงสด นำทีมโดย พิซซ่า – ทฤษฎี ณ พัทลุง เติมสีสันให้ Original Score ของ ป้อ – ชาติชาย พงษ์ประภาพันธ์
ทีม Foley Artist โชว์ทำเสียงสดบนเวที ให้คนดูเห็นกันจะจะว่า “เสียงหนัง” เกิดขึ้นต่อหน้าได้ยังไง
บัตร 10 รอบการแสดงถูกขายจน sold out ทุกที่นั่ง สะท้อนว่า “ก้านกล้วย” ไม่ใช่แค่หนังในความทรงจำ แต่กลายเป็น ประสบการณ์สด ที่คนไทยอยากกลับไปสัมผัสอีกครั้ง
กันตนา: จากละครวิทยุสู่อาณาจักรแอนิเมชัน
ก่อนจะมาถึง Live Show สุดไฮบริดวันนี้ เส้นทางของ กันตนา ไม่ได้เริ่มจากสตูดิโอสุดล้ำ แต่เริ่มจาก คณะละครวิทยุ ที่แตกตัวมาจาก “คณะกันตถาวร” เมื่อปี 2494 โดย ประดิษฐ์ และ สมสุข กัลย์จาฤก
จากเสียงในวิทยุ สู่ละครโทรทัศน์ ภาพยนตร์ สารคดี และรายการทีวี จนเติบโตมาเป็น กันตนา กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ที่วางปรัชญาการทำงานแบบ “เหนือพานิชย์” — คิดให้เกินกว่าแค่ธุรกิจ แต่ขอสร้าง “ปรากฏการณ์” ให้กับวงการบันเทิงไทย
หนึ่งในหมุดหมายที่ทำให้ชื่อกันตนาไปไกลในสายแอนิเมชันคือการก่อตั้ง บริษัท กันตนา แอนิเมชัน จำกัด และการปลุกโปรเจกต์ “ก้านกล้วย” ขึ้นมาเป็นแอนิเมชันสามมิติเรื่องใหญ่ระดับชาติ
จุดเริ่มต้นของหนังไม่ได้มาจากการปั้นคาแรกเตอร์ช้างให้ “น่ารักขายของได้” แต่เริ่มจากแรงบันดาลใจในประวัติศาสตร์ไทย โดย จาฤก กัลย์จาฤก อยากเล่าเรื่อง “ช้างทรง” ของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช จากบันทึกพงศาวดารที่บรรยายลักษณะหลังโค้งลาดคล้ายก้านกล้วย จึงกลายเป็นทั้งชื่อเรื่องและชื่อพระเอก
บทภาพยนตร์ถูกพัฒนาจากงานประพันธ์ “เจ้าพระยาปราบหงสาวดี” ของ อริยา จินตพานิชการ ใช้เวลากว่า 3 ปีในการดัดแปลงให้กลายเป็นสคริปต์แอนิเมชัน กระบวนการทั้งหมดมี สมสุข กัลย์จาฤก คอยเป็นที่ปรึกษาเหมือนเช่นงานละครยุคแรก ๆ ของกันตนา
“ก้านกล้วย” เข้าฉายปี 2549 และประสบความสำเร็จทั้งรายได้และกระแส จนกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของ Thai Animation
ปี 2568 จึงเป็นจังหวะที่เหมาะสุด ๆ ในการพา “ก้านกล้วย” กลับมาบนจออีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ได้มาแบบเดิม เพราะเป้าคือ ทำให้คนดู “เห็น” และ “ได้ยิน” ขั้นตอนสร้างหนังไปพร้อมกัน
Foley: ศิลปะเสียงที่ไม่ได้แค่ “อัด” แต่ต้อง “แสดง”
ด้านหนึ่งของโชว์นี้ที่โคตรน่าจับตา คือการดึง Foley Artist ออกจากห้องอัดมาขึ้นเวทีเป็นศิลปินแถวหน้า
พี่อู่ – ไตรเทพ วงศ์ไพบูลย์ ผู้อยู่เบื้องหลังทีมเสียงเอฟเฟกต์และหัวเรือใหญ่ของ Kantana Sound Studio เล่าว่า
Foley คือการทำเสียงประกอบให้หนังแบบสด ๆ ตามภาพที่เห็น ไม่ใช่เสียงสต็อกในคลัง แต่เป็นเสียงที่ถูก “แสดง” ขึ้นมาสำหรับหนังเรื่องนั้นโดยเฉพาะ
งาน Foley มีหลักใหญ่ ๆ ที่ต้องรักษาไว้ให้ได้:
ต้องสมจริงจนคนเชื่อว่าเกิดขึ้นจริง ไม่ใช่แค่มีเสียง แต่ต้องเล่าอารมณ์ของตัวละครไปพร้อมกัน
ต้องเล่าเรื่องได้ เช่น ผู้หญิงเดินด้วยอารมณ์โมโห เสียงรองเท้าจะเดินแบบเฉย ๆ ไม่ได้ คนทำเสียงต้องปรับกายภาพตัวเองให้เข้ากับคาแรกเตอร์นั้น
ฟังดูเหมือนง่าย แต่เบื้องหลังคือการ “เล่นสด” กับภาพแบบเป๊ะ ๆ (sync) และทุกช็อตคือการแสดงเต็มตัวไม่ต่างจากนักแสดงบนเวที
แยกให้ชัด: Foley vs Sound Effect
ในยุคที่งานเสียงหนังเต็มไปด้วยเทคโนโลยี ทีมเสียงต้องคุยกันตลอดว่าอะไรควรเป็น Foley และอะไรใช้ Sound Effect จากคลังเสียงเดิมได้
Sound Effect: ใช้จาก Library เดิม เช่น เสียงปืน เสียงฟ้าผ่า เสียงฝนตก เหมาะกับเสียงที่ต้องการความคมชัดรวดเร็ว
Foley: ทำสดใหม่ทีละเรื่อง เป็นเสียงที่ผูกติดกับคาแรกเตอร์และจังหวะเฉพาะฉาก เช่น เสียงเสื้อเกราะขยับ เสียงผ้าสะบัด เสียงเท้าแต่ละก้าว
ข้อเท็จจริงที่โหดสุดสำหรับสายแอนิเมชัน คือ
แอนิเมชันคือฝันร้ายของ Foley เพราะทุกอย่างเริ่มจาก “ความเงียบสนิท” ไม่มีเสียงจริงให้เก็บเลย
ในเคสของ “ก้านกล้วย” ทีมงานถึงขั้น เอาช้างจริงเข้าห้อง Foley เพื่อดูว่าเวลาเดินมีเสียงยังไง แล้วพบความจริงว่าช้างเดินเงียบมาก จนใช้เสียงจริงไม่ได้ในหนังที่ต้องการเน้นจังหวะ
ทางออกคือการเอา นวมต่อยมวยมาใส่เท้า เดินให้เกิดเสียงหนัก ๆ แต่ยังคงความรู้สึกนุ่ม หนักแน่น ให้คนดู “ได้ยิน” น้ำหนักของช้างบนจอ แม้ในชีวิตจริงคุณจะไม่เคยได้ยินเสียงช้างเดินเลยก็ตาม
ทริคทำเสียงสนามรบ: จากเสื้อกันลมถึงมีดอีโต้
โชว์นี้เปิดโอกาสให้คนดูเห็นว่าเสียงแต่ละเสียงในหนังแอคชั่นยิ่งใหญ่แบบ “ก้านกล้วย” ไม่ได้มาจากสิ่งที่คุณคิดเสมอไป
ตัวอย่างวัสดุและเทคนิคที่ใช้ทำเสียง Foley ให้ซีนกองทัพและศึกยุทธหัตถี เช่น
เสียงธงสะบัด: ใช้เสื้อกันลมตัวใหญ่กระพือแทนธงจริง เพราะควบคุมรูปทรงและความต่อเนื่องของเสียงได้ดีกว่า
เสียงชุดเกราะทหาร: เอาเหล็กใส่ในผ้าหนังแล้วเขย่า เพื่อให้เกิดเสียงหนัก มีมวล เสริมด้วยกระเป๋าด้านในให้เสียงเคล้าแล้วคมชัดขึ้น
เสียงนกกระพือปีก: ใช้ผ้าผืนเล็กผูกปลายไม้แล้วสะบัดแรง ๆ ให้เหมือนปีกนกตีอากาศ
เสียงดาบฟาดกัน: ใช้มีดอีโต้กับมีดเหล็กสั้นจริง ๆ ฟัน กระทบ และกรีดอย่างรวดเร็วให้เกิดเสียงกังวาน หรือประยุกต์ใช้วัสดุอื่นในตระกูลเดียวกันแต่ปรับน้ำหนักและอินเทนซิตี้ของเสียงตามซีน
สิ่งที่คนดูมักไม่รู้ คือ วัสดุชนิดเดียวกันสามารถสร้าง “บุคลิกเสียง” ได้หลากหลายมาก ขึ้นอยู่กับวิธีจับ วิธีฟาด วิธีขยับ และการวางไมค์
Live Foley บนเวที: พลาดแล้วพลาดเลย ไม่มีคำว่ารีทัค
ในโลก Post Production ปกติทีม Foley จะอัดกันในสตูดิโอ เลือก Take ดีสุด ลองแล้วลองอีก แก้ได้ไม่รู้จบ
แต่ใน “KHAN KLUAY LIVE EXPERIENCE” ทุกอย่างคือ การเล่นสดแบบ no safety net
ทุกซีนต้องวางแผนก่อนว่าใช้คนกี่คน ใครทำเสียงไหน
อุปกรณ์ราว 300–400 ชิ้น ต้องจัดวางอย่างมีระบบ จำคิวให้แม่น
มือทำเสียงต้อง เล่นไป มองจอไป ฟังวงดนตรีไป เพื่อรักษา balance
ทีม Foley ทำงานเหมือนวงดนตรีอีกหนึ่งวงที่ใช้ “ข้าวของ” เป็นเครื่องดนตรี และใช้จังหวะของหนังเป็น Conductor
ฉากที่โหดสุดคือ ฉากยุทธหัตถีตอนท้าย ที่ต้องรับมือทั้งเสียงฟ้าผ่า เสียงดาบปะทะ เสียงการสู้รบสลับกันไปมา มือทีมงานแทบไม่หยุดพัก
ครั้งแรกในเมืองไทย ที่ Foley ถูกยกขึ้นมาเป็นโชว์หลักบนเวที ให้คนดูเห็น “การสร้าง Sound Effect แบบสด ๆ” ไม่ใช่แค่ได้ยินผลลัพธ์ในโรงหนัง
ทีมงานเบื้องหลังโชว์: ใครทำอะไรใน “KHAN KLUAY LIVE EXPERIENCE”
เบื้องหลังโปรดักชันนี้เต็มไปด้วยคนทำงานจากทั้งสายแอนิเมชัน ละครเวที และดนตรี ที่มารวมตัวกันเพื่อสร้างโชว์ลูกผสมหนึ่งเดียวในไทย
โครงหลักของโปรเจกต์
บุคคลริเริ่มให้นำ “ก้านกล้วย ภาค 1” มาฉายร่วมกับดนตรีสด: จาฤก กัลย์จาฤก (ผู้บริหารรุ่นสองสำคัญของกันตนา)
Art & Show Direction: ดึงประสบการณ์จากครูกั๊ก – วรรณศักดิ์ ศิริหล้า (ศิลปินศิลปาธร) ที่เคยทำโชว์ผสมการแสดง–ดนตรี–ออกแบบเสียงมาก่อน
ตำแหน่งหลักในโปรเจกต์
Executive Producer / ศิลปิน: เวลล์ – ดิษย์กรณ์ ดิษยนันทน์ กัลย์จาฤก
Show Concept & Management / Co-Show Director
Art Core: ลีนา – ฉัตริยา ไตรภิรมย์สามัคคี
Show Director: กั๊ก – วรรณศักดิ์ ศิริหล้า
Stage Team: เพชร สุชาดา / นาน่า ไตรภิรมย์สามัคคี
ทีมเสียง Foley
Director of Sound: อู่ – ไตรเทพ วงศ์ไพบูลย์
Foley Artists: Big / น้ำตาล / เฟียน – ภัทรกร ภัทรนาวิก
ทีมดนตรี
Music Director: วิน – ระพีเดช กุลบุศย์
Conductor / Music Supervisor / Orchestrator: พิซซ่า – ทฤษฎี ณ พัทลุง
Music Score: ป้อ – ชาติชาย พงษ์ประภาพันธ์
Lighting Designer
สุ – สุพัตรา เครือครองสุข
ในเชิงโปรดักชัน นี่คือการรวม สามสายอาชีพ — แอนิเมชัน / ดนตรี / ออกแบบเสียง — ให้ต้องซ้อมแยกกันก่อน แล้วค่อยเอามา “ล็อกจังหวะ” ร่วมกันในช่วงท้าย ซึ่งเป็นจุดที่ยากที่สุด เพราะทุกเสียงต้อง balance กันใหม่ทั้งหมด
เวลล์ – จาก “Mr.D” เด็กเวที สู่ MD ที่ปลุกไฟก้านกล้วย
จุดร่วมสำคัญของโปรเจกต์นี้คือ เวลล์ – ดิษย์กรณ์ ดิษยนันทน์ กัลย์จาฤก คนที่โตมากับบ้าน “กันตนา” ทั้งในฐานะลูกหลานตระกูลกัลย์จาฤก และในฐานะเด็กที่เคยยืนอยู่หน้าเวทีในชื่อ “Mr.D” มาก่อน
เส้นทางสายดนตรีที่เริ่มตั้งแต่ยังไม่ถึงสิบขวบ
เริ่มมีผลงานในวงการตั้งแต่อายุไม่ถึง 10 ปี
แสดงละครเรื่องแรก “วัยซนคนมหัศจรรย์” ในปี 2547 ทำให้ชื่อ “Mr.D” เป็นที่คุ้นหูแฟนรายการเด็ก
มีผลงานเพลงรวม 4 อัลบั้ม ในวัยเด็ก ก่อนบินไปเรียนร้องเพลงต่อที่สหรัฐอเมริกา
ผลงานอัลบั้มหลักของ Mr.D
อัลบั้มที่ 1 “Go Inter” ต่อด้วยอัลบั้มพิเศษ “หัวใจสะออน” พร้อมผลงานละครและงานพิธีกร
อัลบั้มที่ 2 “D-Day” เปิดตัวด้วยเพลง “Do U Know?” แนว Hip Hop มีเพลงประกอบละครรวม 6 เพลง
อัลบั้มที่ 3 “Mr.D เด็กหลังห้อง” แนวพังก์ร็อค เพิ่มสกิลดนตรีทั้งกลองและเปียโน มีเพลงประกอบละครหลายเรื่อง
จากเวทีเด็ก สู่เวทีโอเปร่าต่างแดน
หลังจากจบการศึกษาใน Interlochen Arts Academy และคว้ารางวัลนักร้องเพลงคลาสสิกยอดเยี่ยม เวลล์ได้รับทุนเรียนต่อจากมหาวิทยาลัยดัง 4 แห่ง ก่อนจะเลือก University of Denver ด้วยทุนเต็มจำนวน (Full Scholarship)
ระหว่างเรียนในสาขา Bachelor of Music, Vocal Performance เขาได้เล่นบทนำในละครเวทีของมหาวิทยาลัยหลายเรื่อง เช่น
South Pacific
Guys and Dolls
Oklahoma
พร้อมทั้งมีโอกาสไปเป็นนักร้องโอเปร่าที่อิตาลีต่อเนื่องถึง 3 ปีติด
กลับไทยในวัย 19 ปี เวลล์เริ่มสร้างผลงานอย่างต่อเนื่องทั้งในสายดนตรีและบริหารธุรกิจ ครบ 20 ปีของการเดินทางในเส้นทางสายศิลปิน จนปัจจุบันในวัย 30 ปี เขากลายเป็นหนึ่งในผู้บริหารสำคัญของ กันตนา กรุ๊ป ในตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการ MD บริษัท Kantana Movie Town (2002) จำกัด ดูแลงานเพลงและสกอร์ให้ซีรีส์–ภาพยนตร์หลายเรื่อง รวมถึงผลงานเด่นอย่าง Original Score และ Main Theme ของซีรีส์ “สืบสันดาน” บน Netflix
ไอเดียที่เริ่มจาก “เสียดายเพลงก้านกล้วย”
เวลล์เล่าว่า ตัวเอง โตมากับเพลงประกอบ “ก้านกล้วย” และรู้สึกเสียดายมากที่เพลงดี ๆ เหล่านี้เหมือนถูกเก็บอยู่แค่ในตัวหนัง
เมื่อมีโอกาสได้ใช้ Virtual Studio ของกันตนา สร้างโชว์สายดนตรี เขาจึงปิ๊งไอเดียว่าควรดึง Original Score และ Original Soundtrack ของ “ก้านกล้วย ภาค 1” กลับมาให้คนได้สัมผัสอีกครั้งในฐานะ “โชว์” เต็มรูปแบบ
เหตุผลที่เลือกภาค 1 เป็นแกนหลัก เพราะ
เป็นภาคที่ คนไทยจดจำมากที่สุด
โทนเรื่องเป็น งานคลาสสิกที่เล่าประวัติศาสตร์ ในมุมมองที่เด็กเข้าถึงง่าย
เนื้อหาพูดถึงยุคสงครามอยุธยา–หงสาวดี โดยใช้มุมมองของก้านกล้วยและเด็ก ๆ ทำให้ประวัติศาสตร์ “น่าดู” สำหรับคนที่ปกติไม่ได้อินกับเนื้อหาสายนี้
หนัง “ก้านกล้วย” ยังอยู่ใน Top หมวด Family ของแพลตฟอร์มสตรีมมิงในไทยแทบทุกปี แปลว่า คาแรกเตอร์นี้ยังไม่เคยหายไปจากความทรงจำของคนดู
เวลล์แอบหยอดด้วยว่า
“ก้านกล้วย ภาค 3” อยู่ในช่วงพัฒนา preproduction แล้ว
และมองว่า “KHAN KLUAY LIVE EXPERIENCE” คือการปลุกไฟให้คนจำได้ว่า ก้านกล้วยยังมีอนาคตต่อ ไม่ได้จบแค่ในอดีต
Live Score + Live Foley: 3 โลกที่ต้องซิงก์กันเป๊ะ
ตลอด 10 รอบการแสดง บัตรของโชว์นี้ถูกจับจองเต็มทุกที่นั่ง เพราะมันไม่ได้มีแค่หนังฉายบนจอ แต่มาพร้อม 3 เลเยอร์ที่เล่นไปพร้อมกัน:
ภาพยนตร์แอนิเมชัน “ก้านกล้วย” ฉายเต็มเรื่องบนจอ Virtual Studio
วง Chamber Orchestra บรรเลง Live Score ที่เดินทับและเสริม Original Track เดิมของหนัง
ทีม Foley Artists ทำเสียงสดแบบ โชว์เต็มตัว ให้คนดูเห็นทุกการเคลื่อนไหว
หัวใจของการออกแบบเสียง คือการจัดลำดับว่า “ซีนนี้ใครคือพระเอก”
ถ้าต้องการโชว์ความละเอียดของ Sound Effect ช่วงนั้นดนตรีจะหลบ
ถ้าเป็นฉากที่อารมณ์ดนตรีนำ ภาพกับออร์เคสตร้าจะไปด้วยกันเต็ม ๆ
วงดนตรีที่ใช้เป็นรูปแบบ Chamber จำนวน 15 ชิ้น ไม่ถึงกับ Full Orchestra แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้สกอร์ฟังเต็มและมีมิติ โดยเฉพาะเมื่อเล่นผสมไปกับมาสเตอร์เดิมของหนัง
เวลล์เติมเพลงใหม่เข้าไป 2 ช่วงสำคัญ
เพลง “มหัศจรรย์แห่งเสียง”
เพลง “ก้านกล้วย” ที่เคยร้องโดยพี่แอ๊ด คาราบาว เวอร์ชันนี้มีการถ่ายทอดต่อให้เด็กรุ่นใหม่มาร้อง
Target ที่ซ้อนกันหลายรุ่น: คนดูไม่ได้มีแค่เด็ก
ตอนวางแผน ทุกคนคิดว่าคนดูหลักน่าจะเป็น เด็กกับครอบครัว แต่พอขายบัตรจริง กลับพบว่า
กลุ่มที่ซื้อบัตรมากที่สุด คือ คนรุ่นเดียวกับเวลล์ ที่โตมากับ “ก้านกล้วย” เวอร์ชันหนังโรงตอนเด็ก
ผลลัพธ์คือในฮอลล์เดียวกันเราได้เห็น
เด็ก ๆ และครอบครัวที่เพิ่งรู้จักก้านกล้วย
คนวัย 20–30 ที่กลับมาเจอหนังในวัยเด็กของตัวเองอีกครั้ง
คนที่ตั้งใจมาฟังวง Orchestra สด ๆ
คนสายเทคนิคที่สนใจงาน Foley และ Sound Design
ทุกมุมเวทีมีอะไรให้โฟกัส ถ้าดูหนังอิ่มแล้วจะหันไปดูวงดนตรีก็ได้ หรือจะไปจับตาทีม Foley ว่าใช้ของอะไรทำเสียงก็สนุก จังหวะความสนใจของคนดูเลยแทบไม่หลุด เพราะหน้าจอและเวทีต่างก็มี “ฉากให้ดู” ตลอดเวลา
โปรเจกต์เสี่ยงที่กลายเป็นตัวตั้งมาตรฐานใหม่
จากมุมผู้จัด เวลล์สรุปสิ่งที่ได้จากโปรเจกต์นี้ไว้ชัดมาก
ตอนนี้เขารู้แล้วว่า Kantana Virtual Studio สามารถเอาไปใช้จัดคอนเสิร์ต อีเวนต์ หรือโชว์ที่ผสมผสานดนตรี–ภาพ–เสียงได้อีกมหาศาล
การรวมคนทำงานกว่า 60 ชีวิต ในโปรเจกต์เดียว ทำให้เห็นชัดว่า แต่ละตำแหน่งสำคัญแค่ไหน ต้องให้พื้นที่และเวลาในการทำงานกันอย่างไร
การทำอะไรที่ ไม่เคยมีใครทำมาก่อนในประวัติศาสตร์วงการบันเทิงไทย คือความเสี่ยง แต่ผลลัพธ์ของโชว์นี้คือ “pay off” ที่พิสูจน์ได้ในสายตาของเขาเอง
เขายังวางแผนคร่าว ๆ ว่า ในโอกาสครบ 75 ปี กันตนา อาจมีโปรเจกต์เอาบทประพันธ์ของคุณยาย สมสุข กัลย์จาฤก มาทำเป็นละครเวทีมิวสิคัล ซึ่งตอนนี้เริ่มเตรียมการไว้แล้ว
สำหรับการร้องของตัวเอง เวลล์มองว่าศิลปินไม่มีคำว่า “เต็มเพดาน” อยู่แล้ว
ทุกโชว์คือโอกาสในการ ลองตีความใหม่
ความไม่ perfect บางครั้งต่างหากที่ทำให้โชว์มี “รสชาติ” และทำให้การแสดงสดน่าตื่นเต้น
“ถ้าเรามัวคิดเรื่องความเป๊ะ คนฟังจะรู้เลยว่าเราไม่ได้ใส่ใจเต็มที่ แต่พอขึ้นเวที หัวใจมันเต้นจนคิดเรื่องทฤษฎีไม่ทันแล้ว เราแค่ต้องกล้าผจญไปกับโชว์ตรงหน้า นั่นแหละความสนุกของการเล่นสด”
เขายังวางแผนกลับมาทำผลงานเพลงของตัวเองอีกครั้ง ในแนวผสมผสาน Pop & Classic ให้สะท้อนตัวตนและ Identity ที่ชัดเจนขึ้น
จาก MD Kantana Movie Town สู่การปั้นโปรเจกต์ข้ามแพลตฟอร์ม
ในสายงานหลัก เวลล์คือ MD ของ Kantana Movie Town สายผลิตละคร ดูแลงาน
Original Score
Original Soundtrack
Score สำหรับหนัง ซีรีส์ และละคร
ผลงานที่เป็นเหมือนการเปิดอีกจักรวาลให้เขาคือ เช่น “สืบสันดาน” และ “The Up Rank อาชญาเกม” ที่ช่วยผลักให้เขามั่นใจว่าตัวเองไม่ได้อยู่แค่ในกรอบนักร้อง แต่เป็น คนเล่าเรื่องผ่านเสียงและดนตรี ได้เต็มตัว
จากประสบการณ์ของ “KHAN KLUAY LIVE EXPERIENCE” เขายังคิดต่อไปถึง
การทำมิวสิคัลแบบใหม่ ๆ ที่อาจเอา Foley ขึ้นมาเล่นบนเวทีร่วมด้วย
การเป็น Trend Setter มากกว่าเป็นคนวิ่งตามเทรนด์ เพราะเมื่อมีทีมงานที่แข็งแรงรองรับ การลองอะไรแปลกใหม่ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอีกต่อไป
โมเดล “เจ็น 2 + New Gen” ที่พากันตนาไปข้างหน้า
กันตนายุคปัจจุบันเป็นการผสมกันของ เจเนอเรชัน 2 ที่ผ่านสนามธุรกิจมาเต็มชีวิต กับ เจเนอเรชันใหม่ ที่มองโลกบันเทิงในยุคดิจิทัลคนละมุม
ในตระกูลกัลย์จาฤก เจ็นสามจำนวนไม่น้อยลงมาจับงานจริงในบริษัท เช่น
พี่เต้ – ปิยะรัฐ กัลย์จาฤก: Vice President & Executive Producer / Head of Content ดูแลรายการวาไรตี้และโปรเจกต์อย่าง “The Face”
พี่เต๊นท์ – กัลป์ กัลย์จาฤก: กรรมการผู้จัดการ Kantana Motion Picture ดูแลงานภาพยนตร์และโปรดักชันบนแพลตฟอร์มออนไลน์
พี่ตาล – กันตนา กัลย์จาฤก: CFO ของกลุ่มบริษัท ดูแลด้านการเงิน
น้องตั๋ง – จิรัจ กัลย์จาฤก: Director of Content and Marketing / Head of Sale
สตางค์ – ดิษย์ลดา ดิษยนันทน์ กัลย์จาฤก: Director of Content Development & Head of Marketing ดูแลการซื้อขายคอนเทนต์กับต่างประเทศ
ทุกคนทำงานกันคนละสาย แต่มีเป้าหมายร่วมกันคือ พากันตนาไปให้ไกลกว่าที่เคยไป และต้อง “รักกันให้มากพอ” ที่จะคุย ปรับ และชนกันได้ โดยไม่หลุดจากทิศทางใหญ่ของบริษัท
สิ่งที่หวังคือการเป็น Trend Setter ของวงการบันเทิงไทยต่อไปเรื่อย ๆ และยืนอยู่ในเวทีนานาชาติได้อย่างสมศักดิ์ศรี
ก่อน “ก้านกล้วย 3”: เมล็ดพันธุ์จาก “Eco Planet” และคนไม่ยอมแพ้
ก่อนถึงยุค “ก้านกล้วย” งานแอนิเมชันเรื่องใหญ่ของกันตนาคือ “Eco Planet” แอนิเมชันสิ่งแวดล้อมมูลค่ากว่า 150 ล้านบาท ผลงานของพี่เต้ – ปิยะรัฐ กัลย์จาฤก
ถึงหนังจะคว้ารางวัลในต่างประเทศแต่ขาดทุนหนักในไทยเพราะเข้าฉายช่วงบ้านเมืองมีปัญหา แต่สิ่งที่กันตนาเลือกคือ ไม่ถอย และเดินหน้าต่อในสายแอนิเมชัน
วันนี้ความพยายามนั้นออกดอกเป็น
แบรนด์ “ก้านกล้วย” ที่เดินทางมาไกลกว่า 18 ปี
การพัฒนา “ก้านกล้วย 3” ที่อยู่ระหว่างการพัฒนาบทภาพยนตร์
การสร้างโชว์อย่าง “KHAN KLUAY LIVE EXPERIENCE” ที่เปิดให้คนได้เห็นเบื้องหลังขั้นตอนสร้างแอนิเมชันบนเวทีจริง
ทำไม “ก้านกล้วย” ถึงกลายเป็นตำนานแอนิเมชันไทย
“KHAN KLUAY LIVE EXPERIENCE” ไม่ได้เป็นแค่โชว์พิเศษ แต่คือ บทสรุปย่อของเส้นทาง 37 ปี Thai Animation ที่กันตนามีส่วนสำคัญตั้งแต่ยุควาดการ์ตูนสองมิติส่งญี่ปุ่นเมื่อปี 2531 จนมาถึงแอนิเมชันสามมิติเต็มรูปแบบในวันนี้
ความสำเร็จของ “ก้านกล้วย” เกิดจากหลายปัจจัยที่เกื้อหนุนกัน:
มาตรฐานการผลิตระดับสากลโดยทีมไทยล้วน ทำให้คนที่เคยไม่ดูหนังไทยเริ่มหันมาสนใจ
บทที่ผูกกับประวัติศาสตร์ชาติ เล่าเรื่อง “หวงแหนและแทนคุณแผ่นดิน” ผ่านสายตาเด็ก ทำให้เข้าถึงผู้ชมวงกว้าง
งานออกแบบภาพสามมิติที่ดึงภูมิประเทศไทยยุคโบราณมาเป็นแรงบันดาลใจ ทำให้ผู้ใหญ่รู้สึกถวิลหาบ้านเมืองในอดีต
ดีไซน์ตัวละครแบบไทย ๆ ที่อ่อนหวาน น่ารัก อบอุ่น จนกลายเป็น “ลายเซ็นไทย” ในเวทีสากล
บทเพลงและดนตรีประกอบที่ติดหู ซึ่งใน Live Experience ถูกยกระดับด้วยการบรรเลงสดให้สอดรับกับภาพยนตร์
แม้ “KHAN KLUAY LIVE EXPERIENCE” จะมีเพียง 10 รอบ แต่บทบาทของมันคือการเป็น โครงการนำร่อง ที่พิสูจน์ว่า การเอาภาพยนตร์มาขยายเป็นโชว์สดเต็มรูปแบบสามารถสร้างแรงกระเพื่อมทั้งในวงการดนตรี แอนิเมชัน และการออกแบบเสียงได้จริง
เมื่อ “ก้านกล้วย” ขยายสู่โลกเกมและสนามการศึกษา
นอกจากโลกหนังและโชว์สด “ก้านกล้วย” ยังถูกพาไปต่อยอดในหลายแพลตฟอร์ม:
เกมออนไลน์ “KhanKluay The Adventure of Friendship” บนแพลตฟอร์ม Sandbox
เกม “ก้านกล้วย Multiverse” บนแพลตฟอร์ม Roblox ที่มียอดเข้าชมทะลุ 1 ล้านครั้งใน 3 สัปดาห์แรก
ในด้านการศึกษา สถาบันกันตนาเปิด “ศูนย์เรียนรู้ก้านกล้วยแลนด์” ให้เด็ก ๆ ได้มาทำกิจกรรม เรียนรู้ประวัติศาสตร์ไทย และกระบวนการสร้างเสียงในแอนิเมชัน พร้อมทั้งจัดเสวนาและเวิร์กช็อปด้านสื่อดิจิทัลร่วมกับองค์กรและสถาบันการศึกษาต่าง ๆ
สถาบันยังพัฒนาหลักสูตรระบบ “ชุดวิชา” ให้ผู้เรียนเก็บหน่วยกิตเพื่อขอรับปริญญาศิลปกรรมศาสตร์บัณฑิต โดยร่วมมือกับบริษัทในเครือกันตนา เพื่อนำองค์ความรู้จากการทำงานจริงมาถ่ายทอดในเชิงปฏิบัติการ
เวลล์นอกจอก้านกล้วย: ละครเวทีและคอนเสิร์ตสายมิวสิคัล
นอกจากบทบาทในกันตนา เวลล์ยังทำงานแสดงและงานดนตรีในสายมิวสิคัลอย่างจริงจัง
ผลงานเด่น เช่น
ละครเวที “แผลเก่า เดอะมิวสิคัล” ที่เขาร่วมแสดงเคียงข้างนักแสดงระดับแถวหน้าของวงการละครเวทีไทย
คอนเสิร์ตรวมบทเพลงจากละครบรอดเวย์ทั้ง Wicked, Dear Evan Hansen, Hadestown, Les Misérables, Moulin Rouge!, Chicago, The Phantom of the Opera, Into the Woods และอีกหลายเรื่อง ที่เขาขึ้นร้องร่วมกับนักแสดงสายมิวสิคัลเต็มตัว
ทุกเวทีคือการสะสมประสบการณ์ด้านการแสดงและการตีความเพลง ซึ่งถูกต่อยอดกลับมาสู่โปรเจกต์อย่าง “KHAN KLUAY LIVE EXPERIENCE” โดยตรง
สรุป: จากเสียงก้าวเท้าช้างบนจอ สู่ก้าวใหม่ของวงการบันเทิงไทย
ถ้าดูผิวเผิน “KHAN KLUAY LIVE EXPERIENCE” อาจเป็นแค่โชว์ที่เอาหนังเก่ามาเล่นใหม่พร้อมดนตรีสด
แต่ถ้ามองลึกลงไป นี่คือโปรเจกต์ที่
ดึง งาน Foley ออกมาจากความมืด ให้ขึ้นมายืนในสปอร์ตไลต์เทียบเท่าดนตรีและภาพยนตร์
พิสูจน์ว่า Virtual Studio ไม่ได้มีไว้แค่ถ่ายทำ แต่กลายเป็นเวทีโชว์สดระดับ Production ใหญ่ได้เต็มตัว
เชื่อม สามเจนเนอเรชันของกันตนา ให้มาร่วมกันสร้างมาตรฐานใหม่ให้วงการบันเทิงไทย
ปลุกแบรนด์ “ก้านกล้วย” ให้พร้อมเดินหน้าต่อ ทั้งในโลกหนัง เกม โชว์สด และการศึกษา
และสำหรับคนดู นี่คือโอกาสหายากที่จะได้เห็นว่า เสียงหนึ่งเสียงบนจอหนังแอคชั่นแอนิเมชัน ต้องแลกมาด้วยเหงื่อของคนบนเวทีมากแค่ไหน
ในวันที่โลกบันเทิงวิ่งด้วยเทคโนโลยีแบบไม่หยุดพัก โปรเจกต์อย่าง “KHAN KLUAY LIVE EXPERIENCE” คือหลักฐานชัด ๆ ว่า หัวใจของงานภาพยนตร์ยังคงเป็น “คน” ที่กล้าคิด กล้าลอง และกล้าเล่นสดให้ดูต่อหน้าอยู่ดี.

