รับแอปรับแอป

จากครัวใต้เล็กๆ สู่สตูดิโอครัวสุดลักซ์บนชั้นสอง บ้านที่หายใจด้วยกลิ่นอาหาร

นรินทร์ ชัยกิจ01-31

ครัวที่เริ่มจากความคิดถึงพ่อ

พื้นที่ชั้นสองของบ้านในซอยศูนย์วิจัย ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นครัวที่ทำมากกว่าการปรุงอาหาร แต่เป็นพื้นที่ที่คนรักอาหารมานั่งล้อมวง แบ่งปันความอิ่มเอมใจไปพร้อมกับจานโปรด

เบื้องหลัง คือเรื่องราวของคุณวเรศรา สมิตะสิริ หรือคุณบิ๊ค เจ้าของร้านอาหารใต้ชื่อคุ้นหู ‘คั่วกลิ้งผักสด’ ที่เติบโตมาท่ามกลางบรรยากาศของครัวและวงสนทนาบนโต๊ะอาหาร จนความรักในอาหารกลายเป็นดีเอ็นเอของชีวิต

รสมือจากครอบครัวใต้ สู่ร้านอาหารที่ยืนระยะสองทศวรรษ

ใต้การบ่มเพาะของคุณพ่อ คุณศรชัย สมิตะสิริ ผู้คร่ำหวอดในวงการอาหาร คุณบิ๊คซึมซับเสน่ห์ของการทำครัวตั้งแต่ยังเด็ก

เมื่อคุณพ่อจากไป เธอเลือกใช้ “ร้านอาหาร” เป็นคำตอบในการสานต่อความฝันของเขา ด้วยการดึงรสมือของผู้หญิงสองคนจากชุมพร คือคุณแม่สุกัญญา สมิตะสิริ และคุณป้าอรทัย เมืองแก้ว มาร่วมกันสร้างรากฐานของ ‘คั่วกลิ้งผักสด’ พร้อมด้วยน้องชายคุณบุ๊ค – พงษ์ศรชัย

จากร้านอาหารใต้เล็กๆ สู่การเสิร์ฟความจัดจ้านจริงใจมายาวนานร่วม 20 ปี นี่คือผลลัพธ์ของความหลงใหลที่สั่งสมในครอบครัวเดียว

“การทำอาหารของบิ๊คมีมากกว่าความชอบธรรมดา” เธอเล่าว่าในทุกจานคือการส่งต่อเรื่องราวและสูตรประจำบ้านจากรุ่นสู่รุ่น ทุกคนลงมือทำด้วยความรักและความหลงใหล และนี่เองที่ทำให้ครอบครัวเติบโตอย่างยั่งยืนผ่านอาหารจานหนึ่งๆ

เปลี่ยนทั้งชั้นสองให้เป็นสตูดิโอครัวของคนรักอาหาร

พื้นที่ชั้นล่างของบ้านถูกใช้เป็นครัวกลางของร้านมานานหลายปี แต่เมื่อถึงวันที่อยากมี “พื้นที่สำหรับคนรักการกินและการทำอาหารโดยเฉพาะ” คุณบิ๊คจึงหันมามองชั้นสองของบ้าน แล้วตัดสินใจแปลงให้กลายเป็นสตูดิโอครัวขนาดใหญ่ ทันสมัย และใช้งานได้จริงในทุกมุม

เธออยากให้ที่นี่เป็นที่ที่ทุกคนในครอบครัวมารวมตัวกันใช้เวลาในครัวที่รัก ลองคิดเมนูใหม่ให้เพื่อนฝูงและลูกค้าที่ผูกพันกันมานาน

“บิ๊คมองว่าห้องครัวคือหัวใจของบ้าน ถ้ามีครัวที่ดี เราก็มีช่วงเวลาที่ดีกับคนที่เรารักได้” เธอเล่าอย่างตั้งใจ เพราะสำหรับเธอ การทำอาหารไม่ใช่แค่ขั้นตอน แต่มันคือช่วงเวลาที่เชื่อมสมาชิกทุกคนเข้าด้วยกัน

ดีไซน์ครัวที่เรียบหรู แต่ใช้จริงได้ทุกวัน

การออกแบบสตูดิโอครัวแห่งนี้ เริ่มจากการเลือกใช้เครื่องครัว Boffi จากอิตาลี เป็นเฟรมหลัก เสริมด้วยกลิ่นอาย Mid-Century ที่ทั้งคลาสสิกและเหนือกาลเวลา ทำให้ภาพรวมของครัวไม่ใช่แค่สวยตอนถ่ายรูป แต่สวยเวลาลงมือทำจริง

แล้วเธอก็เลือกให้ V-ZUG (เฟา-ซูก) เป็นหัวใจของระบบเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหมดในครัว เพราะดีไซน์แบบมินิมอลเรียบหรู สอดรับกับงานดีไซน์ของห้องครัว และยังยึดแนวคิดที่ให้ “ผู้ใช้จริง” เป็นศูนย์กลาง ทั้งในแง่ฟังก์ชัน ความทนทาน และความยั่งยืนที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

  • ดีไซน์มินิมอลที่เข้ากับครัวหรู

  • เน้นการใช้งานจริงแบบระยะยาว

  • ใช้วัสดุที่ทนทานและรักษ์โลก

“บิ๊คไม่ได้อยากทำแค่อาหารไทยอย่างเดียว” เธออธิบายถึงเหตุผลในการเลือกอุปกรณ์ “เครื่องครัวจาก V-ZUG ตอบโจทย์ทั้งความหลากหลายและความแม่นยำ ทำให้เราทำได้ทุกประเภทเมนู ไม่ว่าจะเป็นไทยหรือนานาชาติ”

เพราะมีเพื่อนๆ เป็นเชฟจากหลายประเทศ เธออยากมั่นใจว่าครัวที่บ้านจะได้มาตรฐานมากพอเวลาชวนทุกคนมาทำอาหารเล่นกัน

จากสิงคโปร์ถึงกรุงเทพฯ ทริปที่ทำให้รัก V-ZUG แบบเต็มใจ

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2018 เมื่อคุณบิ๊คได้รู้จัก V-ZUG จากคำแนะนำของคุณหม่ำ–บดีพล จูตระกูล ที่เธอให้ความเคารพ

ความทรงจำเกี่ยวกับคุณพ่อซึ่งเคยเป็นนักเรียนเก่าสวิสส์ และปลูกฝังมาตรฐาน Swiss Made อยู่เสมอ ทำให้เธอสนใจแบรนด์นี้เป็นพิเศษ แม้ว่าตอนนั้นในอาเซียนจะมีสตูดิโอแฟล็กชิปของ V-ZUG แค่ที่สิงคโปร์

แต่แทนที่จะรอดูรีวิวในอินเทอร์เน็ต เธอเลือกบินไปสัมผัสด้วยตัวเอง

ในกระเป๋าไม่ใช่แค่เสื้อผ้า แต่มี วัตถุดิบสะตอผัดกุ้ง ติดตัวไปด้วย เพื่อทดสอบเครื่องดูดควันและอุปกรณ์ครัวของ V-ZUG แบบจริงจัง ว่าจะเอาอยู่กับกลิ่นจัดๆ แบบอาหารใต้ได้แค่ไหน และให้เนื้อสัมผัส–รสชาติออกมาอย่างไร

ผลลัพธ์คือเกินคาด จนเธอตัดสินใจเริ่มลงทุนกับอุปกรณ์ครัวของ V-ZUG ที่บ้านตัวเองก่อน ประกอบด้วย

  • ตู้เย็นรุ่น Supreme Line

  • ตู้แช่ไวน์

  • เตาอบไอน้ำ

  • เตาประกอบอาหาร

  • เครื่องสูญญากาศ

  • เครื่องอุ่นอาหาร

  • เครื่องล้างจานรุ่น Adora

เมื่อฝันเรื่องครัวใหญ่ ถูกต่อจิ๊กซอว์ด้วย V-ZUG

วันที่ตัดสินใจรีโนเวตชั้นสองให้กลายเป็นสตูดิโอครัวเต็มพื้นที่ อุปกรณ์จาก V-ZUG ก็กลายเป็นตัวต่อชิ้นสำคัญที่ทำให้ภาพฝันของคุณบิ๊คสมบูรณ์แบบ

เพราะทุกชิ้นในครัวสามารถทำงานประสานกันอย่างลื่นไหล ทั้งด้านการใช้งานและด้านความสวยงาม ครัวจึงไม่ใช่แค่ฟังก์ชัน แต่เป็น “พื้นที่หลงใหล” ของทั้งตัวเธอและคนที่ได้เข้ามาใช้ร่วมกัน

อีกจุดที่ทำให้เธอประทับใจ คือการดูแลหลังการขายของแบรนด์

เธอเล่าว่าตอนที่ V-ZUG ยังไม่มีโชว์รูมในไทย เธอแทบจะเป็นกลุ่มลูกค้ารุ่นแรกๆ แต่กลับได้รับการดูแลอย่างจริงจังจากทีมช่างประจำแบรนด์ในไทย นั่นทำให้เห็นถึงความตั้งใจในการดูแลลูกค้า แม้ฐานลูกค้ายังไม่ใหญ่

เมื่อเวลาผ่านไปและมีสตูดิโอแฟล็กชิปเปิดในกรุงเทพฯ ความเชื่อมั่นของเธอก็ยิ่งเพิ่มขึ้น เพราะหากมีอะไรต้องซ่อมหรือบำรุงรักษา ทุกอย่างก็อยู่ในระยะที่จัดการได้ไม่ยุ่งยาก

สตูดิโอแฟล็กชิปใจกลางสาทร: ฐานทัพของนวัตกรรมครัวลักซ์ชัวรี่

สตูดิโอแฟล็กชิปของ V-ZUG ในไทยตั้งอยู่ที่ชั้น G อาคารบุปผจิต ถนนสาทรเหนือ เป็นเหมือน “โชว์รูมที่มีชีวิต” สำหรับคนที่มองหาคุณภาพระดับไฮเอนด์ในชีวิตประจำวัน

ที่นี่ถูกออกแบบอย่างพิถีพิถัน เพื่อนำเสนอค่านิยมและพันธกิจของ V-ZUG ทั้งในแง่

  • งานฝีมือที่ประณีตในทุกรายละเอียด

  • นวัตกรรมที่ผสานเข้ากับการใช้งานจริง

  • แนวคิดเรื่องความยั่งยืนที่ไม่ใช่แค่คำพูด

จุดมุ่งหมาย คือการมอบประสบการณ์ที่ลึกซึ้งให้กับ

  • เจ้าของบ้านหรู

  • เจ้าของโครงการอสังหาริมทรัพย์

  • นักออกแบบตกแต่งภายใน

ที่กำลังมองหามาตรฐานใหม่ของการอยู่อาศัยระดับไฮเอนด์ ผ่านครัวที่ทำได้มากกว่าการเป็น “พื้นที่ใช้งาน”

เทคโนโลยีที่ทำให้ชีวิตในครัวง่ายขึ้นจริง

สำหรับคนที่ใช้ชีวิตอยู่กับครัวทุกวันอย่างคุณบิ๊ค เธอเชื่อว่า อุปกรณ์ครัวที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพ และมาพร้อมนวัตกรรมที่คิดมาแล้วจริงๆ สามารถเปลี่ยนชีวิตได้

เธอยกตัวอย่างเรื่องง่ายๆ อย่างการควบคุมอุณหภูมิความร้อน ที่สมัยก่อนต้องนั่งเฝ้า คอยจับเวลา คอยจัดการไฟให้พอดี แต่วันนี้เทคโนโลยีจาก V-ZUG ทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้นและแม่นยำกว่าเดิมมาก

โดยเฉพาะเวลาเธอทำเมนูปลา เตาอบไอน้ำ CombiSteamer จะช่วยให้

  • ควบคุมอุณหภูมิได้เป๊ะ

  • ทำให้ปลาสุกสม่ำเสมอทั้งตัว

  • รักษาคุณค่าทางโภชนาการ

  • ให้เนื้อสัมผัสที่นุ่ม ชุ่มฉ่ำ

กลายเป็นจานที่สมบูรณ์ทั้งในแง่รสชาติ เวลา และความสบายใจของคนทำ

การลงทุนในครัว = การลงทุนระยะยาวในชีวิต

“V-ZUG เป็นเครื่องครัวและเครื่องใช้ไฟฟ้าลักซ์ชัวรี แต่สำหรับบิ๊ค นี่คือการลงทุนระยะยาวให้กับชีวิต” เธอสรุปด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสุข

เพราะเมื่อครัวไม่มีข้อจำกัดอีกต่อไป เธอก็สามารถทดลองเมนูใหม่ๆ ปรุงจานแปลกๆ หรือสร้างสรรค์อะไรที่เกินกรอบเดิมได้มากขึ้น และยังแบ่งปันประสบการณ์เหล่านั้นให้กับครอบครัว เพื่อนฝูง และลูกค้าคนสำคัญได้อย่างเต็มที่

ในท้ายที่สุด ครัวก็ไม่ใช่แค่ที่ที่เราทำอาหาร แต่เป็นพื้นที่ที่เก็บความทรงจำ เสียงหัวเราะ และกลิ่นหอมของจานโปรดที่ไม่มีวันเหมือนใคร