อันซีนแฟโรที่ต้องไปสักครั้งในชีวิต
อันซีน หมู่เกาะแฟโร 12 วัน
ฤดูกาลชมนกพัพฟินแบบใกล้ชิด
หมู่เกาะแฟโรคือดินแดนในฝันของสายธรรมชาติ ทะเลสีเข้ม ตัดกับหน้าผาสูงชัน ทุ่งหญ้าสีเขียว และเหล่านกพัพฟินหน้าตากวนๆ ที่ยืนเรียงกันอยู่ตามชะง่อนผาแบบที่ใครเห็นก็ต้องใจละลาย
ราคาโปรแกรม: 199,900 บาท (รวมวีซ่าและทิปครบแล้ว)
เดินทางโดย: Thai Airways (TG)
เส้นทางจัดเต็มทั้งเมืองหลวง และหมู่บ้านธรรมชาติสุดอันซีน
โคเปนเฮเกน
หมู่เกาะแฟโร
เสาหินทรอลล์โคนูฟิงเกอร์
หมู่บ้านควีวิก
หมู่บ้านเคิร์กจูบูเออร์
เทรลานิปา
น้ำตกบอสดัลฟอสซูร์
จุดชมวิวซอร์นเฟลลี่
หมู่บ้านเวสต์มันนา
หมู่บ้านเซักซุน
หมู่บ้านเกยอฟ
สเลตตาราตินดูร์
หมู่บ้านไอดิ
เดินป่าไมกินส์
สำรวจนกพัฟฟินหมู่บ้านทรอลเลนส์
มิกลาดาเลอร์
หมู่บ้านกาซาดาลูร์
จุดชมวิวน้ำตกมูลาฟอสซูร์
ล่องเรือดรานการ์เนียร์
ช่วงเดินทาง: พฤษภาคม - กันยายน 2569
หมายเหตุ: แนะนำให้เช็กที่นั่งว่างก่อนจองทุกครั้ง
ภาพรวมโปรแกรม 9 วันบนดินแดนพัฟฟิน
โปรแกรมนี้เน้นจัดเต็มหมู่เกาะแฟโรเป็นหลัก เน้นทั้งเดินป่าเบาๆ วิวสายเขียว สายหมอก และคอนเทนต์สายเที่ยวต้องมีรูปลงได้ยาวทั้งปี
คุณจะได้สัมผัสทั้งหน้าผาสูงชัน หมู่บ้านริมผา หลังคาหญ้า ทะเลสาบเหนือมหาสมุทร และเกาะกลางทะเลที่เป็นแหล่งทำรังของนกพัฟฟิน
วันที่ 1: ออกจากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าสู่ยุโรปเหนือ
ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ พบทีมงานและไกด์ที่สนามบินสุวรรณภูมิ อาคารผู้โดยสารขาออก ชั้น 4 ก่อนเช็กอินสายการบินไทยเพื่อมุ่งหน้าสู่โคเปนเฮเกน
วันที่ 2: โคเปนเฮเกน – แฟโร – เสาหินแม่มด – หมู่บ้านเก่าแก่ริมผา
บินตรงจากกรุงเทพฯ สู่โคเปนเฮเกน จากนั้นต่อเครื่องไปสนามบินวาการ์ หมู่เกาะแฟโร
อิสระมื้อกลางวันในสนามบินโคเปนเฮเกน ตามสไตล์แต่ละคน
บ่ายเริ่มทริปสายธรรมชาติเต็มตัว
แวะชม เสาหินทรอลล์โคนูฟิงเกอร์ (Trøllkonufingur) เสาหินรูปร่างประหลาดสูงกว่า 300 เมตร ที่ตามตำนานเล่าว่าเป็นนิ้วของแม่มดที่ถูกแสงอาทิตย์สาปให้กลายเป็นหิน
เส้นทางเดินป่าขึ้นจุดชมวิว ใช้เวลาประมาณ 1.5–2 ชั่วโมง ทางเดินสบายๆ สลับหญ้า กรวด และเนินเล็กน้อย ระหว่างทางมีทั้งทุ่งหญ้า แกะ และลำธารไหลลงมหาสมุทรแอตแลนติก
ชมหมู่บ้าน ควีวิก (Kvivig) หนึ่งในชุมชนเก่าแก่ที่สุดของแฟโร มีหลักฐานร่องรอยชาวไวกิ้งและบ้านเรือนสีสดริมลำธารในหุบเขา
แวะหมู่บ้าน เคิร์กจูบูเออร์ (Kirkjubøur) ที่มีโบสถ์หินโบราณ Magnus Cathedral ตั้งแต่ยุคไวกิ้ง ยังคงยืนหยัดท่ามกลางลมหนาวจนถึงปัจจุบัน
ค่ำเข้าที่พัก Hotel Føroyar **** หรือเทียบเท่า พร้อมดินเนอร์อุ่นๆ คลายลมทะเล
วันที่ 3: เดินป่าเทรลานิปา – น้ำตกทะเลสาบลอยฟ้า – วิวซอร์นเฟลลี่
เช้าเริ่มวันด้วยมื้อเช้าที่โรงแรม ก่อนออกเดินทางสู่แลนด์มาร์กระดับโปสการ์ด
มุ่งหน้าไปที่ เทรลานิปา (Trælanípa หรือ Slave Cliff) หน้าผาสูงชันริมทะเลบนเกาะ Vágar จุดไฮไลท์คือวิวทะเลสาบ Sørvágsvatn ที่ดูเหมือนลอยสูงเหนือทะเลแอตแลนติก เป็นหนึ่งในภาพ “ทะเลซ้อนทะเล” ที่สายถ่ายรูปต้องมีกลับบ้าน
เดินเส้นทาง Traelanipa Trail กับไกด์ท้องถิ่น ใช้เวลาประมาณ 45 นาทีต่อเที่ยว ปลายทางคือ น้ำตกบอสดัลฟอสซูร์ (Bøsdalafossur) สูงราว 30 เมตร ไหลจากทะเลสาบลงสู่มหาสมุทร
กลางวันรับประทานอาหารที่ภัตตาคารท้องถิ่น ก่อนลุยต่อช่วงบ่าย
ขึ้นสู่ จุดชมวิวซอร์นเฟลลี่ (Sornfelli Viewpoint) ชมวิวหมู่บ้านริมทะเลสาบ ภูเขาหินคลุมหมอก และทะเลเหนือแบบพาโนรามา
เข้าชม พิพิธภัณฑ์แห่งชาติหมู่เกาะแฟโร (Faroe Islands National Museum) ที่เมืองทอร์สเฮาน์ เมืองหลวงของแฟโร เรียนรู้ประวัติศาสตร์ยาวนานตั้งแต่ยุคไวกิ้ง โบราณวัตถุ และวิถีชีวิตชาวแฟโรแท้ๆ
ค่ำ รับประทานอาหารจีน ก่อนกลับเข้าพัก Hotel Føroyar **** (คืนที่ 2)
วันที่ 4: หมู่บ้านริมเขา หลังคาหญ้า และยอดเขาสูงที่สุดของแฟโร
เริ่มวันด้วยอาหารเช้าที่โรงแรม แล้วออกล่าแลนด์สเคปสุดอลังการอีกวัน
มุ่งหน้าสู่ เวสต์มันนา (Vestmanna) หมู่บ้านริมทะเลบนเกาะ Streymoy ที่ขึ้นชื่อเรื่องหน้าผานก Vestmannabjørgini เต็มไปด้วยนกทะเลหลากชนิด และเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้พลังงานเขื่อนในแฟโร
ต่อด้วยหมู่บ้านมรดก ซักซุน (Saksun Heritage Village) หมู่บ้านเล็กๆ กลางหุบเขาที่โดดเด่นด้วยบ้านหลังคาหญ้า โบสถ์เก่า และฟาร์มโบราณอายุหลายร้อยปี วิวภูเขา หน้าผา น้ำตก และทะเลสาบรวมอยู่ในเฟรมเดียว
เดินทางต่อไป หมู่บ้านเกยอฟ (Gjógv Village) หมู่บ้านสุดโรแมนติกบนเกาะ Eysturoy ตั้งอยู่ริมหลืบผาที่เว้าเข้าไปในแผ่นดินกว่า 200 เมตร ใช้เป็นท่าเรือธรรมชาติมาหลายศตวรรษ
กลางวันทานอาหารที่ภัตตาคารท้องถิ่น ก่อนไปพิชิตยอดเขาแห่งเกาะ
ช่วงบ่าย
ไปยังลานจอดรถ Eiðisskarð Parking เพื่อเริ่มเดินป่าขึ้น สเลตตาราตินดูร์ (Slættaratindur) ยอดเขาที่สูงที่สุดของหมู่เกาะแฟโร สูงราว 880 เมตร เป็นเส้นทางเดินป่าที่ต้องเตรียมรองเท้าดีๆ เพราะบางช่วงเป็นทางหิน แต่วิวด้านบนคุ้มค่า ใช้เวลาไป–กลับประมาณ 2 ชั่วโมง
จากนั้นไปยังหมู่บ้าน ไอดิ (Eiði) หมู่บ้านริมทะเลที่มีเสน่ห์ พร้อมจุดชมวิวปราสาทหินโบลกิ (Bollagil Stone Castle) บนเนินเขา มองเห็นทะเลกว้างสุดสายตา
ค่ำ รับประทานอาหารท้องถิ่น แล้วกลับเข้าพัก Hotel Føroyar **** (คืนที่ 3)
วันที่ 5: เกาะไมกินส์ – ดินแดนหลักของนกพัฟฟิน
หลังอาหารเช้า เตรียมกล้องและเลนส์เทเลให้พร้อม เพราะวันนี้คือวันของสายนกเต็มตัว
เดินทางสู่ท่าเรือ Sørvági เพื่อนั่งเรือเฟอร์รี่ไปยังเกาะ Mykines เกาะในตำนานที่ขึ้นชื่อเรื่องธรรมชาติแบบดิบๆ และเป็นหนึ่งในแหล่งดูนกพัฟฟินที่สวยที่สุดในแถบอาร์กติก
เดินป่าบนเกาะ Mykines สำรวจจุดทำรังของนกพัฟฟิน นกทะเลสกุล Fratercula ที่มีจงอยปากสีสดในฤดูผสมพันธุ์ พร้อมเหล่านกโซนอาร์กติกอีกหลายชนิด
เกาะ Mykines เปิดให้เข้าชมเฉพาะช่วงฤดูร้อนเท่านั้น โดยช่วงกลางเดือนพฤษภาคม – ปลายสิงหาคมถือเป็นเวลาทองในการชมนกพัฟฟินบนบกแบบใกล้มาก
กลางวันรับประทานอาหารแบบ Picnic Box ท่ามกลางวิวผาและทะเล
บ่าย
นั่งเรือเฟอร์รี่กลับจาก Mykines สู่ Sørvági ก่อนเดินทางกลับโรงแรม
ค่ำ รับประทานอาหารที่โรงแรม และพักผ่อนที่ Hotel Føroyar **** (คืนที่ 4)
วันที่ 6: หมู่บ้านทรอลเลนส์ – ประภาคารคาลลูร์ – ตำนานหญิงสาวแมวน้ำ
หลังอาหารเช้า เตรียมตัวขึ้นเหนือของหมู่เกาะแฟโร
เดินทางสู่เมือง Klaksvík เมืองใหญ่อันดับสองของแฟโร และเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมประมง ก่อนนั่งเฟอร์รี่จากท่าเรือ Klaksvík ไปยังท่าเรือ Syðradalur บนเกาะ Kalsoy
ชมหมู่บ้านเงียบสงบ ทรอลเลนส์ (Trøllanes Village) ทางเหนือสุดของเกาะ Kalsoy หมู่บ้านเล็กๆ ท่ามกลางธรรมชาติและตำนานโทรลล์
เดินทางต่อไปยัง ประภาคารคาลลูร์ (Kallur Lighthouse) จุดชมวิวระดับโลก มองเห็นหน้าผา สันเขา ทะเล และเกาะโดยรอบ เป็นโลเคชันจากภาพยนตร์ James Bond: No Time to Die ที่หลายคนอยากเห็นด้วยตาตัวเอง
แวะหมู่บ้าน มิกลาดาเลอร์ (Mikladalur) เพื่อชมประติมากรรม Kópakonan (หญิงสาวแมวน้ำ) ริมทะเล เชื่อมโยงกับตำนานท้องถิ่นที่เล่าขานกันมานาน
กลางวันรับประทานอาหาร ณ ภัตตาคารท้องถิ่น
บ่าย
นั่งเรือเฟอร์รี่กลับจาก Syðradalur สู่ Klaksvík
เที่ยวชมเมือง Klaksvík เมืองที่เกิดจากการรวมหมู่บ้านสี่แห่งเข้าด้วยกันเมื่อปี 1938 ปัจจุบันเป็นบ้านของกองเรือประมงขนาดใหญ่และท่าเรือสำคัญของประเทศ
จากนั้นเดินทางกลับสู่โรงแรม
ค่ำ รับประทานอาหารที่โรงแรม และพักผ่อนที่ Hotel Føroyar **** (คืนที่ 5)
วันที่ 7: หมู่บ้านกาซาดาลูร์ – น้ำตกมูลาฟอสซูร์ – ล่องเรือชม Drangarnir
วันนี้คืออีกหนึ่งวันไฮไลท์ของแฟโร
ออกเดินทางสู่หมู่บ้าน กาซาดาลูร์ (Gasadalur Village) บนเกาะ Vágar หมู่บ้านหลังคาหญ้า บ้านไม้สีสดตั้งอยู่บนหน้าผา มองเห็นเทือกเขา Arnafjall และเกาะ Mykines ในวันที่อากาศเปิด
เดินต่อไปยัง จุดชมวิวน้ำตกมูลาฟอสซูร์ (Múlafossur Waterfall View Point) น้ำตกที่ไหลจากหน้าผาลงสู่มหาสมุทร โดยมีหมู่บ้าน Gasadalur และภูเขาเป็นฉากหลัง เป็นภาพที่เห็นแล้วรู้ทันทีว่า “นี่แหละแฟโร”
จากนั้นมุ่งหน้าสู่ท่าเรือเพื่อลงเรือไปชม Drangarnir Sea Stacks เสาหินกลางทะเลชื่อดัง พร้อมวิวเกาะ Tindhólmur และน้ำตก Múlafossur จากมุมทะเล ใช้เวลาล่องเรือประมาณ 1.5 ชั่วโมง เต็มอิ่มกับการเก็บภาพหมู่เกาะจากมุมมองที่ไม่ซ้ำใคร
สายๆ–เที่ยง
เดินทางสู่สนามบินวาการ์ เพื่อบินต่อไปยังโคเปนเฮเกน ด้วยสายการบิน Atlantic Airways ใช้เวลาบินราว 2 ชั่วโมงเศษ
ถึงโคเปนเฮเกนผ่านพิธีตรวจคนเข้าเมือง ก่อนพาไปดินเนอร์อาหารไทย
ค่ำ เข้าพักโรงแรม The Square **** หรือเทียบเท่า
วันที่ 8: ปิดทริปที่โคเปนเฮเกน – กลับสู่กรุงเทพฯ
เช้ารับประทานอาหารที่โรงแรม จากนั้นเดินทางสู่สนามบินโคเปนเฮเกน เพื่อเช็กอินเที่ยวบินกลับกรุงเทพฯ กับสายการบินไทย
ระหว่างบินมีบริการอาหารค่ำและอาหารเช้าบนเครื่อง ให้ร่างกายได้พักหลังวันเดินป่าหลายวันติดกัน
วันที่ 9: ถึงกรุงเทพฯ พร้อมความทรงจำเกินหนึ่งอัลบั้มรูป
เช้าตรู่เดินทางถึงกรุงเทพมหานครโดยสวัสดิภาพ กลับบ้านพร้อมรูปแน่นเมม กล้องเต็มการ์ด และเรื่องเล่าจากแดนพัฟฟินที่ไม่มีวันลืม
ถ้าคุณกำลังมองหาทริปที่ไม่ซ้ำใคร แต่ได้ครบทั้งวิว ความลุย และความละมุนของธรรมชาติ หมู่เกาะแฟโรฤดูกาลพัฟฟิน คือคำตอบที่ควรรีบจองก่อนเต็ม

